Reply to this topicStart new topicStart Poll

> weight loss! ^we try^, อยากรวม search web Exercise + Fitness + nutrition +.....
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 07, 2009 11:53 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



สวัสดีค่ะพี่ๆเพื่อนๆ ทุกๆท่าน
อยากรวม search web ที่พี่ๆเพื่อนๆเข้าไปหาข้อมูลไว้น่ะคะแบบที่แชร์ได้น่ะคะ

ขออนุญาตรวมได้ไหมคะ (จะติดต่อไปขออนุญาตก่อนนะคะ ....ถ้าพี่ๆเพื่อนๆโพสเมาก่อนหนูป้อมจะดีใจและขอบคุณเป็นที่สุ๊ดดด....)

และที่ตัวเองไปหาข้อมูลเอาไว้ ประมาณว่าเพื่อทุกๆคน และตนเอง
ขี้เกียจเปิดไปเปิดมาค่ะ (อุ๊ยไม่ใช่) เพื่อใครสนใจจะได้ค่อยๆคลิกดูไปเรื่อยๆค่ะ และยังช่วยกันมาโพสข้อมูลของตัวที่ searchมาด้วย....สะดวกดีเนอะ
(ช่ายม๊ะ....ใครเห็นด้วยก่ะหนูมั่งจ๊ะ)



จะได้มีแสงสว่างนำทางหนูหมูตัวนี้ และ เพื่อนๆที่เพิ่งจะเริ่มๆลดน้ำหนักน่ะคะ
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 08, 2009 12:06 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009





สู้ๆนะคะ
[URL=http://www.youtube.com/watch?v=-QRcGZpAOpE]hhttp://www.youtube.com/results?

Aerobic
คุณครูจีนค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=vPiOCOgEFVw

คุณครูหล่อ
http://www.youtube.com/watch?v=b9_bme32UPE

ดูอันนี้แล้วว้าว กำลังใจขึ้นมาเพียบ
http://www.youtube.com/watch?v=-z-UxEZ6yA0


Nike Brazilian
http://www.youtube.com/watch?v=WRe933dGzek
www.youtube.com/watch?v=b9_bme32UPE
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 08, 2009 12:29 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



Aerobics 1/3

คุณครูคนไทยค่ะ
http://www.youtube.com/watch?v=GI-669fTAl4





Weight Loss Exercise Program Week 1

http://www.youtube.com/watch?v=VzYEOwH0kNE





Weight Loss Success Stories

กำลังใจWeight Loss Success Stories - Burn Fat & Lose Weight Today!

http://www.youtube.com/watch?v=M8d42H3d3QM
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 08, 2009 12:31 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008





สวัสดีจ้ะน้องคิดตี้แคท

พี่รสเข้ามาส่งกำลังใจให้น้องจ้ะ....สู้ สู้น่ะuser posted image



user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 09, 2009 09:36 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



hamption diet
http://translate.google.co.th/translate?hl...3D1W1ADBF_zh-CN



เลิศค่ะอ่านง่าย ภาษาไทยด้วยนิ

จากบรรณาธิการ
หากคุณกำลังค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้ เกี่ยวกับวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง เราได้เก็บรวบรวม และ สรุปบทความทางวิชาการจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ ที่เชื่อถือได้ มาไว้ในเวบไซต์แห่งนี้แล้ว

http://www.on-diet.com/
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 09, 2009 09:43 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (miipanda @ July 07, 2009 04:31 pm)
สวัสดีจ้ะน้องคิดตี้แคท

พี่รสเข้ามาส่งกำลังใจให้น้องจ้ะ....สู้ สู้น่ะuser posted image

ขอบคุณ..พี่รสค่ะ
พี่รสมีwebไหนน่าสนใจก็มาโพส วิทยาทานบ้างนะคะ

พี่รสเองก็สู้ๆนะคะ
ป้อม........รู้สึกลดน้ำหนักต้องการกำลังใจที่เข้มแข็งและยังต้อง
มีน้ำอด น้ำทนอีกด้วย ตอนนี้ก็ออกกำลังกาย โดยเต้นแอโรบิคอยู่ค่ะ เมื่อยไปหมดเลย
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 09, 2009 11:29 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



การควบคุมน้ำหนัก

การควบคุมน้ำหนัก เป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และทำไม่ยาก ถ้าเข้าใจ
วัตถุประสงค์ในการควบคุมน้ำหนัก ก็เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
น้ำหนักตัวที่มากเกินไปทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงหลายชนิด ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่และในระดับที่เหมาะสม ย่อมเป็นส่วนหนึ่ง ของข้อควรปฏิบัติเบื้องต้นในการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระฉับกระเฉง และ สร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง
แต่ในปัจจุบัน วัฒนธรรมแบบตะวันตกที่แพร่ขยายมากขึ้น ทำให้คนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปค่อยๆเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน

คุณเคยประสบปัญหาในการควบคุมน้ำหนักตัวหรือไม่
คนส่วนใหญ่ที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการควบคุมน้ำหนักตัวให้ เหมาะสม มักเกิดจากความเข้าใจในเรื่องการควบคุมน้ำหนักตัวที่ไม่ถูกต้อง เป็นผลให้ต้องพบกับปัญหาอื่นๆตามมา เช่น

น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาเท่าเดิมภายหลังจากพยายามลดน้ำหนักลงมาแล้ว
รู้สึกทรมานอย่างมากกับความพยามยามทนหิว โดยไม่กินอาหารอร่อยถูกปาก แต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ
เสียเวลามากเกินไปในการเสาะหาวิธีลัดที่จะลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วแต่ในที่สุดก็ไม่สำเร็จ
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ทั้งที่รับประทานอาหารเท่าเดิม
ดังนั้นวิธีการควบคุมน้ำหนักตัวให้ประสบผลสำเร็จ ควรเริ่มต้น จากการทำความเข้าใจความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดีก่อน

พลังงานที่ร่างกายได้รับ > พลังงานที่ร่างกายใช้ไป = อ้วน
ในแต่ละวันร่างกายของเราจะได้รับพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ไม่ว่าจะรับประทาน อาหารในเวลาใดๆก็ตาม เช่นเวลาเช้า กลางวัน หรือ ก่อนนอน ถ้ารับประทานอาหารชนิดเดียวกันในปริมาณเท่ากัน ย่อมจะได้พลังงานที่เท่ากันเสมอ
เมื่อร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารในหนึ่งวัน มากกว่าพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในหนึ่งวัน นั่นย่อมหมายถึง พลังงานส่วนเกินจะถูกเก็บสะสมเปลี่ยนเป็นไขมัน ส่งผลให้้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยพลังงานที่ขาดหรือเกินไปจำนวน 7500 แคลอรี จะทำให้้น้ำหนักตัวลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามลำดับเป็นจำนวน 1 กิโลกรัม

คำแนะนำ
ไม่ควรรับประทานอาหารเร็วเกินไปจนรู้สึกอิ่มแล้วถึงหยุด แต่ควรรับประทานอาหารช้าๆ และหยุดรับประทานอาหารก่อนที่จะรู้สึกอิ่ม เพราะถึงแม้ว่าร่างกายของเราจะทำงานด้วยระบบรับรู้และตอบสนองที่รวดเร็ว แต่การรับรู้ในเรื่อง “อิ่มพอดี” จากอาหารเต็มกระเพาะกลับต้องใช้เวลาถึง 15 - 20 นาทีจึงจะถูกส่งมาถึงสมอง
ควรกินอาหารมื้อหลักให้ครบทั้งสามมื้อ และไม่ควรเลื่อนเวลา อาหารมื้อหลักให้นานออกไปจนรู้สึกหิว เพราะความหิวจะยิ่งกระตุ้น ให้รับประทานอาหารหมดเร็วขึ้นกว่าปกติ และการรับรู้ “อิ่มพอดี” จากอาหารเต็มกระเพาะจะต้องใช้เวลานานกว่าปกติถึงจะถูกส่งมายังสมอง
ควรมีอาหารว่างหรือเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ เสริมระหว่าง อาหารมื้อหลัก เพื่อป้องกันความรู้สึก “หิว” เมื่อถึงเวลาอาหารมื้อ หลักมื้อต่อไป
จากความรู้พื้นฐานข้อที่หนึ่งนี้ จะเห็นได้ว่ามีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ด้วยอยู่ สามคำได้แก่
น้ำหนักตัว
พลังงานที่ร่างกายได้รับจากอาหาร และ
พลังงานที่ร่างกายใช้ไป
คำศัพท์ทั้งสามคำนี้จะถูกขยายความเป็นความรู้พื้นฐานในข้อต่อๆไป

2/3 ของน้ำหนักตัวเกิดจากน้ำ
เพียง 1/3 ของน้ำหนักตัวเท่านั้นที่เกิดจากเนื้อเยื่อ
ร่างกายของคนเราประกอบด้วยส่วนประกอบหลักๆ สองส่วนด้วยกันคือ

ส่วนของน้ำ ได้แก่ เลือดในหลอดเลือด น้ำเหลืองในเนื้อเยื่อต่างๆ น้ำย่อยในระบบทางเดินอาหาร และปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น น้ำหนักของน้ำ ในร่างกายคนเรามีมากถึงประมาณ 2/3 ของน้ำหนักตัวทั้งหมด
ในแต่ละวัน ส่วนของน้ำนี้เองจะเป็นส่วนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ถ้าน้ำหนักตัวของเราจะลดลงอย่างรวดเร็ว
--> เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำ ไปกับเหงื่อโดยการอบด้วยอากาศร้อน
--> เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำ ไปกับอุจจาระโดยการกินยาระบาย
--> หรือเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำ ไปกับปัสสาวะโดยการกินยาขับปัสสาวะ

แต่การควบคุมน้ำหนักตัวด้วยวิธีขับน้ำออกจากร่างกายเช่นนี้ เป็นวิธีที่ไม่มีประโยชน์ใดๆต่อร่างกาย และน่าจะถือว่าเป็น การหลอกตัวเองมากกว่า


ส่วนของเนื้อเยื่อ ได้แก่ กล้ามเนื้อ กระดูก อวัยวะภายใน และไขมันส่วนเกิน เป็นต้น น้ำหนักของเนื้อเยื่อในร่างกายคนเรามีประมาณ 1/3 ของ น้ำหนักตัวเท่านั้น และ กระบวนการเผาผลาญไขมันส่วนเกินนี้ ไม่สามารถเสร็จสิ้น ได้อย่างรวดเร็ว โดยปกติเฉลี่ยประมาณ ครึ่ง ถึง หนึ่งกิโลกรัม ต่อสัปดาห์
การควบคุมน้ำหนักตัวด้วยวิธีเผาผลาญไขมันส่วนเกินนี้ จึงนับเป็นวิธีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง

คำเตือนเรื่องการลดน้ำหนัก
ยาระบาย ไม่ใช่ ยาลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง ควรลดน้ำหนักตัวลงอย่างช้าๆประมาณครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์

พลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับจากอาหารมาจาก น้ำตาล และน้ำมัน
อาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวัน ประกอบด้วยสองส่วนคือ

อาหารที่ให้สารจำเป็นต่อสุขภาพ ได้แก่ ข้าว-แป้ง นม-เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ เราไม่สามารถงดรับประทานอาหารกลุ่มนี้ เนื่องจากอาหารเหล่านี้จำเป็น ต่อสุขภาพที่แข็งแรง
อาหารที่ให้แต่พลังงาน ได้แก่ น้ำตาล และน้ำมัน พลังงานจากอาหารกลุ่มนี้ เป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายจะเก็บสะสมไว้ โดยการเปลี่ยนรูปไปเป็น ไขมันส่วนเกิน เราสามารถงดรับประทานอาหารกลุ่มนี้ เนื่องจากอาหารเหล่านี้ ไม่จำเป็นต่อสุขภาพที่แข็งแรง
ทั้งแป้งและไขมัน เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการ แต่โดยธรรมชาติของอาหารที่เรารับประทาน จะมีส่วนผสมของสารกลุ่มแป้งกับไขมันอยู่แล้ว เช่น ข้าวสวยมีแป้ง หมูปิ้งมีไขมัน ฯลฯ ดังนั้นการรับประทานโดยเจตนาเพิ่ม น้ำตาล(กลุ่มแป้ง)และน้ำมัน(กลุ่มไขมัน) เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
น้ำตาล ถูกเรียกว่าเป็น พลังงานว่างเปล่า (Empty Calories) เนื่องจากให้พลังงานแต่ไม่ให้สารอาหารใดๆ โปรดอย่าลืมว่า อาหารบางอย่างมีน้ำตาลหรือน้ำมันแฝงมาโดยที่เรามองไม่เห็น เช่น
น้ำตาลกลูโคสในน้ำอ้อยหรือน้ำผึ้ง , น้ำตาลฟรุกโตสจากน้ำผลไม้เข้มข้น
หรืออาจแฝงตัวอยู่ในชื่อแปลกๆอื่นๆ เช่น เด๊กโตสไซรัป, มอลโตส, แลกโตส, คอร์นไซรัป เป็นต้น
เหล่านี้ ถือเป็นน้ำตาล และล้วนให้พลังงานส่วนเกินสูง ไม่ต่างจากน้ำตาลทรายละลายน้ำ

ส่วนน้ำมันพืช (ที่ไม่เป็นไขเมื่อถูกความเย็น) หรือครีมเทียม ก็ให้พลังงานเท่าๆกับน้ำมันจากสัตว์ (ที่เป็นไขเวลาถูกความเย็น)

การควบคุมอาหารไม่จำเป็นต้องรับประทานเฉพาะผัก และผลไม้จืดๆเท่านั้น แต่เราสามารถควบคุมอาหารโดยที่ยังคงมีความสุขกับการรับประทานอาหารอร่อยๆได้ ด้วยการเติมรสหวานจากสารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงานแทนน้ำตาล, ใช้การปิ้ง-อบอาหารแทนการทอด, เลือกอาหารสำเร็จรูปชนิดพิเศษที่ให้พลังงานต่ำกว่าปกติ เป็นต้น

คำแนะนำ
ใช้สารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงาน แทนการบริโภคน้ำตาล
ปรุงอาหารด้วยการปิ้ง-อบ แทนการทอด
เลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปชนิดพิเศษที่ให้พลังงานต่ำกว่าปกติ แทนอาหารสำเร็จรูปธรรมดา

พลังงานส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย
ส่วนการออกกำลังกายใช้พลังงานเพียงส่วนน้อยของพลังงานทั้งหมด
คนหนุ่มสาวอายุ 25ปี ส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตในเมืองจะใช้พลังงานรวม (หน่วยเป็นแคลอรี) ต่อวัน เท่ากับประมาณ 30 คูณกับน้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) ตัวอย่างเช่น คนอายุ 25ปี น้ำหนักตัว 55 กิโลกรัมจะใช้พลังงานประมาณ 1650 แคลอรีต่อวัน
พลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ส่วนใหญ่(ประมาณ 2/3 ของพลังงานที่ใช้ไปทั้งหมด) ถูกใช้ไปกับการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นแม้ในขณะเรากำลังพักผ่อน-นอนหลับ(หรือเรียกว่า พลังงานขณะพัก) เช่น การเต้นของหัวใจ การขยับตัวของกระบังลมเวลาหายใจ การบีบตัวของลำไส้ การดูดซึมและย่อยสารอาหาร เป็นต้น

พลังงานส่วนน้อยเท่านั้น(ไม่เกิน 1/3 ของพลังงานรวมทั้งหมด) ที่จะถูกใช้ไปกับการทำงาน-ออกกำลังกาย

ตัวอย่างเช่น คนอายุ 25ปี น้ำหนักตัว 55 กิโลกรัม จะใช้พลังงาน 1100 แคลอรีต่อวัน (หรือพลังงานที่ได้จากอาหารสองมื้อ) ไปกับการทำงานของอวัยวะภายในซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลาแม้ในขณะเราพักผ่อนหรือนอนหลับ และใช้พลังงานเพียง 550 แคลอรีต่อวัน (หรือพลังงานที่ได้จากอาหารหนึ่งมื้อ) ในการทำงานหรือออกกำลังกาย

คลิกที่นี่เพื่อคำนวณหาพลังงานขณะพักและพลังงานจากการออกกำลังกายของคุณ

นั่นหมายความว่า หากคุณต้องการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย คุณจะต้องออกกำลังกายหนักมากและอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปได้ยาก


พลังงานขณะพักจะลดลงเมื่อ (a)เรามีอายุมากขึ้น หรือ (b)น้ำหนักตัวลดลง
(a) เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ พลังงานที่ใช้ไปกับการทำงานของอวัยวะภายใน จะลดลงประมาณ 5 แคลอรี/วัน/อายุที่เพิ่มขึ้น 1 ปี
ฉะนั้น ถ้าคนเรารับประทานอาหารเหมือนเดิม และมีกิจกรรมเหมือนเดิมไปตลอด เราจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหนึ่งกิโลกรัมทุกๆสี่ปี

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คนเราต้องการพลังงานน้อยลง สวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เพื่อคงน้ำหนักตัวที่เหมาะสมไว้ เราจึงต้องระมัดระวังเรื่องการรับประทานน้ำตาลและน้ำมัน ตามวัยที่มากขึ้น

(b) เมื่อน้ำหนักตัวของเราลดลงร่างกายจะมีการปรับตัว โดยลดการใช้พลังงานในการทำงานของอวัยวะภายในแบบอัตโนมัติ

ฉะนั้น เพื่อเผาผลาญพลังงาน 350 แคลอรี่ ถ้าเราน้ำหนัก 60 กิโลกรัม อาจต้องวิ่ง 50 นาที แต่ถ้าเราน้ำหนัก 50 กิโลกรัม อาจต้องวิ่งถึง 1 ชั่วโมง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เมื่อทำกิจกรรมอย่างเดียวกัน คนอ้วนต้องการพลังงาน มากกว่า คนผอม

นั่นคือ ถ้าเราอยากลดน้ำหนักตัวด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ไม่เปลี่ยนนิสัยการกิน เราจะต้องออกกำลังกายมากขึ้นเรื่อยๆในทุกช่วงน้ำหนักตัวที่ลดลงมา ซึ่งทำได้ลำบากมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อคงน้ำหนักตัวที่เหมาะสม สิ่งที่ควรทำคือ การปรับพฤติกรรมการรับประทาน ร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะกับวัย


คำเตือนเรื่องการลดน้ำหนัก
การควบคุมน้ำหนัก ด้วยการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ

การควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ในระดับที่เหมาะสมตลอดไป ยากกว่าการลดน้ำหนัก
ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปส่วนใหญ่สามารถลดน้ำหนักตัวลงมาได้ในระยะสั้นๆเท่านั้น
โดยมีจำนวนไม่เกิน 1/3 ของคนเหล่านี้ ที่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวให้คงที่ในระดับเหมาะสมต่อไปเรื่อยๆในระยะยาว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการควบคุมน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดไป
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ถูกต้องซึ่งเราได้ทำซ้ำๆจนเคยชิน เราต้องตระหนักถึงโทษที่จะเกิดขึ้นจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป และต้องมี “ความตั้งใจจริง”ที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ถูกต้อง

ในชีวิตจริงเมื่อวันเวลาผ่านไปคนเราก็อาจหลงลืม “ความตั้งใจจริง” ที่เราเคยมี
ดังนั้นเราอาจต้องอาศัยกลวิธีบางอย่างเพื่อคอยช่วยเตือนความจำ ไม่ให้ลืมถึงความตั้งใจที่ดีนั้น

คำแนะนำ
ชั่งน้ำหนักตัวอย่างสม่ำเสมอ แล้วจดบันทึกไว้ เพื่อย้ำเตือนถึง “ความตั้งใจจริง”
ตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักครั้งละไม่มาก เมื่อทำได้แล้วจึงค่อยตั้งเป้าหมายใหม่ต่อไป และ อย่าลืมให้รางวัลเล็กๆน้อยกับตัวเองทุกครั้งที่ทำได้สำเร็จ เช่น ซื้อเสื้อชุดใหม่ ไปดูภาพยนต์ ไปทำงานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น แต่อย่าฉลองความสำเร็จด้วยการรับประทานอาหารเด็ดขาด

การใช้ยาลดน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย จะลดน้ำหนักได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-8 กิโลกรัม
เป็นเรื่องปกติที่คนทั่วไปจะชอบวิธีลัด ซึ่งทำได้ง่ายและเห็นผลสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปัจจุบัน สำหรับเรื่องการลดน้ำหนักตัวแล้ว ยังคงไม่มีวิธีลัดง่ายๆดังกล่าว
การใช้ยาลดน้ำหนักเป็นวิธีเสริมที่มีประโยชน์สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปมากๆบางราย ที่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารอย่างต่อเนื่องแล้ว แต่น้ำหนักตัวก็ยังมากเกินไปอยู่ จนอาจเป็นผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ในกรณีเช่นนี้การใช้ยาลดน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย จะช่วยลดน้ำหนักได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 2-8 กิโลกรัม

ณ ปัจจุบันนี้ ยาลดน้ำหนักที่ได้รับการอนุญาตจาก FDA ของอเมริกาว่า ปลอดภัยพอที่จะให้ใช้ติดต่อกันได้เป็นระยะเวลานาน มีเพียงสองชนิด เท่านั้นคือ sibutramine และ orlistat แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น

ส่วนยาลดน้ำหนัก dexfenfluramine และ fenfluramine นั้นมีผลข้างเคียงที่รุนแรง ถึงขั้นอาจทำให้ลิ้นหัวใจผิดปกติ ดังนั้น FDA จึงได้ระงับการจำหน่ายยาสองตัวไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ยังคงมีการลักลอบจำหน่ายยาดังกล่าวอยู่ ทั้งในรูปของยาชุด และ แอบผสมในยาสมุนไพรเพื่อลดน้ำหนัก


คำเตือนเรื่องการลดน้ำหนัก
ยาลดน้ำหนักเป็นยาเพื่อรักษาโรค ไม่ใช่ยาเพื่อเสริมสวย
ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย และ ยาสกัดฮอร์โมนทัยรอยด์ ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก
ยาเหมือนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษ จำเป็นต้องใช้ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น

สรุปคำแนะนำในการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องคือ...
การเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดไป
เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ควรรับประทานอาหารช้าๆ และหยุดรับประทานอาหารก่อนที่จะรู้สึกอิ่ม
ควรกินอาหารมื้อหลักให้ครบทั้งสามมื้อ และไม่ควรเลื่อนเวลาอาหารมื้อหลักให้นานออกไปจนรู้สึกหิว
ควรมีอาหารว่างหรือเครื่องดื่มที่ให้พลังงานต่ำ เสริมระหว่างอาหารมื้อหลัก
ใช้สารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงานแทนน้ำตาล
ปรุงอาหารด้วยการปิ้ง-อบ แทนการทอด
เลือกซื้ออาหารสำเร็จรูปชนิดพิเศษที่ให้พลังงานต่ำกว่าปกติ แทนอาหารสำเร็จรูปธรรมดา
ชั่งน้ำหนักตัวอย่างสม่ำเสมอ แล้วจดบันทึกไว้
ตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนักครั้งละไม่มาก เมื่อทำได้แล้วจึงค่อยตั้งเป้าหมายใหม่ต่อไป และ อย่าลืมให้รางวัลเล็กๆน้อยกับตัวเองทุกครั้งที่ทำได้สำเร็จ เช่น ซื้อเสื้อชุดใหม่ ไปดูภาพยนต์ ไปทำงานอดิเรกที่ชอบ เป็นต้น แต่อย่าฉลองความสำเร็จด้วยการรับประทานอาหารอย่างเด็ดขาด


คำเตือนเรื่องการลดน้ำหนัก
การลดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ควรลดน้ำหนักอย่างช้าๆประมาณครึ่ง ถึงหนึ่งกิโลกรัมต่อสัปดาห์

การควบคุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายอย่างเดียวไม่เพียงพอ
หลักสำคัญของการควบคุมน้ำหนัก คือ ระวังการบริโภค น้ำตาลและน้ำมัน
ยาลดน้ำหนักเป็นยาเพื่อรักษาโรค ไม่ใช่ยาเพื่อเสริมสวย
ยาขับปัสสาวะ ยาระบาย และ ยาทัยรอยด์ฮอร์โมน ไม่ใช่ยาลดน้ำหนัก
ยาเหมือนดาบสองคม มีทั้งคุณและโทษจำเป็นต้องใช้ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น




我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 10, 2009 10:00 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัสดี น้องป้อม
ดีจัง ไอเดียดีมาก
วันนี้พี่ตุ๊เอาแฟนพี่มาแนะนำตัว สนุก and ขำๆ

http://www.youtube.com/watch?v=Tri2iLq0L_o&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=3T1BNtkxyQw
http://www.youtube.com/watch?v=H1pKgxBw238&feature=related
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 11, 2009 04:50 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



http://www.youtube.com/watch?v=5NjqHhLJd6o&feature=related

คลิปนี้ เด็ดมากกกกกกกกกๆ ขอบอก ก๊ากกกกกกกกก
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 11, 2009 10:22 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (Tuta Schweiz @ July 10, 2009 08:50 pm)
http://www.youtube.com/watch?v=5NjqHhLJd6o&feature=related

คลิปนี้ เด็ดมากกกกกกกกกๆ ขอบอก ก๊ากกกกกกกกก

ขอบคุณพี่ตุ๊มากๆ....นะคะ
โห...แฟนพี่ตุ๊เต้นเก่งนะคะ ชอบตบมือด้วย หุหุ

แล้วก็เอาอันนี้มาฝากเพื่อนๆ พี่ค่ะ



ไปปาร์ตี้ กินอย่างไร ไม่อ้วน
http://www.never-age.com/lifestyle/lifestyle.php?lid=153
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
พัฒน์นรี
โพสต์เมื่อ: July 11, 2009 11:11 pm
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,363
สมาชิกหมายเลข: 2,180
เข้าร่วมเมื่อ: August 27, 2006



สู้ฯ จ๊ะ เมื่อไหร่เต้นเหมือน วิดีโอที่พี่ตุ๊เอามาฝาก แล้วอัดมาฝากให้ดูบ้างนะคะ ฮิฮิ
user posted image

PMEmail PosterYahooMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 12:10 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (พัฒน์นรี @ July 11, 2009 03:11 pm)
สู้ฯ จ๊ะ เมื่อไหร่เต้นเหมือน วิดีโอที่พี่ตุ๊เอามาฝาก แล้วอัดมาฝากให้ดูบ้างนะคะ ฮิฮิ

คุณพี่พัฒน์ขา

หนูอ่ะ โลเทค จะตาย เนี่ยยังทำรายเซ็นเป็นภาพไม่ได้เลย จะเอาวิดีโอมาลงสงสัยพี่พัฒน์ ต้องรอนานหน่อยนะพี่ หุหุ

อีกอย่างเต้น พริ้ว สู้เขาไม่ได้ค่ะ (เหอะๆ คุณครูพริ้วมากสู้ บ่ ได้)
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
พัฒน์นรี
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 12:12 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,363
สมาชิกหมายเลข: 2,180
เข้าร่วมเมื่อ: August 27, 2006



ฮิฮิฮิ
user posted image

PMEmail PosterYahooMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 02:01 pm
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



โอ้โฮ...กระทู้นี้รวบรวมไว้เพียบ ดีจัง....
PM
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 07:11 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



5 lo - kitty(hallo kitty) นักสะสม Web มือวานอันดับหนึ่ง
วันนี้ไม่มีอะไรมาฝาก มีแต่กำลังใจ สู้ สู้

Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 10:11 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



คนส่วนใหญ่ ยอมรับว่า การออกกำลังการ ร่วมกับการรับประทานอาหาร ที่มีไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จะเป็นสูตรสำเร็จ ของการรักษาสุขภาพที่ดี

การออกกำลังกาย มีความสำคัญมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการควบคุมน้ำหนัก เพราะพลังงาน ที่เราใช้ในช่วงปกติ เป็นผลจากการทำงานของ กล้ามเนื้อต่างๆ ทั้งยังมีแนวโนัมว่า กล้ามเนื้อเราจะอ่อนล้าหย่อนยาน และมีการสะสมมากขึ้น ของไขมันเมื่ออายุเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อของเรา ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เราจึงยังสามารถรักษา หรือ ควบคุมได้ด้วย การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะพบได้ว่า การบริโภคอาหารไขมันต่ำ ไฟเบอร์สูง จะช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย แม้ในคนปกติ เหตุผลเป็นเพราะ เราทำให้เกิดสมดุล ระหว่างความรู้สึกถึงใจ กับความอิ่มท้อง เป็นที่รู้กันว่า เราสามารถจะบริโภคไขมันมากเกินความต้องการ ก่อนที่จะเริ่มรู้สึกอิ่มเสียอีก และโดยเฉพาะเมื่อทราบว่า ไขมันมีแคลอรี่สูงกว่า คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน ถึง 2 เท่า การรับประทานอาหาร ที่มีไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้อิ่มอย่างได้สมดุล แต่ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิด มะเร็งหลายชนิดด้วย

การออกกำลังกาย ร่วมกับ การรับประทานอาหารไฟเบอร์สูง ไขมันต่ำ จะเป็นสูตรสำเร็จ ที่น่าจะได้ผลดีในทางทฤษฎี แต่ก็พบว่าในทางหฏิบัติ มีความแตกต่างไป ทั้งนี้เป็นเพราะการดำเนินชีวิต และความสะดวก ในการบริโภคประจำวัน มีส่วนเบี่ยงเบน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น การที่มีคอมพิวเตอร์ กระเป๋าหิ้ว ทำให้ต้องเดินน้อยลง ในระหว่างการทำงาน แม้ว่าพยายามชดเชยด้วยการรับประทานอาหารกลางวัน ที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่ก็ยังไม่ช่วยสมดุลมากนัก และน้ำหนักก็ยังกลับเพิ่มขึ้นอีก

ขั้นตอน การย่อยสลายไขมัน

1.การย่อยสลายอาหาร ให้แตกตัวในกระเพาะอาหาร

2.การย่อยด้วยน้ำย่อยไขมัน (lipolysis) ให้กลายเป็น กรดไขมันที่เล็กลง (Free Fatty Acid) และเบตาโมโนกลีเซอไรด์ (b-MGs)

3.การจับตัวกับน้ำดีกลายเป็น อนูเล็กๆ ของไขมัน ที่ละลายน้ำ และพร้อมจะถูกดูดซึม

4.การดูดซึมผ่านผนังลำไส้

ดังนั้นหากเราสามารถ จัดการกับไขมันได้ก่อน ที่มันจะถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ และทรมานน้อยกว่าอย่างมาก สิ่งที่เราต้องการที่แทัจริงแล้วคือ สิ่งที่สามารถป้องกัน ยับยั้งการดูดซึมของไขมัน

โชคดี ที่การวิจัยชั้นเยี่ยมในเรื่องของการลดน้ำหนัก ได้ช่วยให้เราค้นพบว่า การเสริมด้วยโภชนาการ หรืออาหารเสริมบางชนิด จะช่วยยับยั้งการได้รับไขมันเพิ่มขึ้น และเพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย สำหรับคนที่กำลังไม่สบาย จากความไม่สมดุลของไขในในร่างกาย หรือภาวะที่ร่างกายสะสมไขมัน มากกว่าที่นำไปใช้ มันมักจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายทีเดียว ที่จะต้องพยายามป้องกันรักษาสุขภาพของเส้นเลือดและหัวใจ

ส่วนใหญ่การลดน้ำหนัก มักมุ่งไปที่ การพยายามแก้ปัญหา หลังจากที่มีการสะสมไขมันเข้าไปแล้ว แม้จะทราบว่า อาหารใดที่มีไขมันมาก เราก็ยังอดไม่ได้ที่จะรับประทาน และ ก็ต้องมาพยายามหาวิธี ขจัดไขมันออกในภายหลัง

อันที่จริงแล้ว คำกล่าวที่ว่า "An ounce of prevention is worth a pound of cure" หรือ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ ควรถูกนำมาพิจารณาอย่างยิ่ง มันจะง่ายกว่ามาก หากมีวิธีป้องกัน ไม่ให้ไขมัน เข้าไปสะสมในร่างกาย ง่ายและปลอดภัย กว่าการที่จะพยายามมาขจัดออกในภายหลัง


แหล่งที่มา » doctor san
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 12, 2009 10:20 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



นวดสลายเซลลูไลท์ ละลายไขมันสะสม

ตุ้ยนุ้ยจังเลย… จั้มมั่มได้อีก…
ไปทำคาง 2 ชั้นมาหรอจ๊ะคนสวย…
ท้องแขนนี่ห้อยได้อีกนะ…
แม่สาวขาหมู เดินทีเซลลูไลท์กระเพื่อม…
สะสมไขมันเป็นงานอดิเรกหรือไงจ๊ะ…

อูย… แต่ละประโยคนี่ช่างกัดกร่อนหัวใจสาวๆ ซะจริงจริ๊ง ก็แหม…ใครเล่าจะอยากถูกเรียกแบบนี้ (ว่ามั้ย) เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปทำความรู้จักกับการ “นวดสลายเซลลูไลท์ ละลายไขมันสะสม” กัน ทีนี้ล่ะ ใครจะมาว่าฉันไม่สวยนะ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!!

คุณสาวๆ รู้ไหมว่า… ตามปกติเซลล์ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังจะถูกประคองด้วยเซลล์ร่างแหบางๆ (คล้ายตาข่าย) ที่เรียกว่า “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน” ทำหน้าที่ยึดระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ กั้นกลุ่มไขมันไว้เป็นช่องๆ แต่เมื่อเกิดเซลลูไลท์ เซลล์ไขมันในช่องพวกนี้จะขยายขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่ขยายตาม ทำให้เบียดทั้งทางเดินน้ำเหลืองและระบบหมุนเวียนหลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง จนการไหลเวียนของระบบเลือดบริเวณนั้นลดประสิทธิภาพลง เกิดการคั่งของน้ำเหลืองเป็นพังผืดดึงผิวด้านบนให้ย่นลงมาเป็นรอยบุ๋มเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกเซลลูไลท์ว่า “ผิวเปลือกส้ม”

นอกจากเซลลูไลท์จะสร้างปัญหาด้านความงาม รบกวนจิตใจของคุณผู้หญิงแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคจากการที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปด้วย เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหากการไหลเวียนของน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพลดลง จะส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดดำ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดและเท้าบวมตามมา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มักเริ่มมีเซลลูไลท์และเมื่ออายุมากกว่า 50 จะมีผิวเซลลูไลท์ให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เชื้อชาติเผ่าพันธุ์

ทีนี้เรามาดูประเภทของ “เซลลูไลท์” กัน…
Hard Cellulite: พบได้บ่อยในผู้หญิงที่อายุน้อย (20-40 ปี) และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ ลักษณะที่พบ คือ เมื่อบีบตามร่างกายจะเป็นก้อนแข็งเล็กๆ พบบ่อยบริเวณสะโพก และบั้นท้าย

Flaccid Cellulite: พบได้ในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีลักษณะเป็นก้อนไขมันนุ่มๆ มีการหย่อนคล้อย กล้ามเนื้ออ่อนเหลว พบบ่อยบริเวณท้องแขน คาง รอบเอว และหน้าท้อง
Edematous Cellulite: เกิดจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี มีการคั่งของน้ำเหลือง ทำให้ลักษณะเหมือนบวมน้ำ กดแล้วบุ๋ม พบบ่อยที่ต้นขา สะโพก พบว่าผิวหนังดูบอบบางเห็นเส้นเลือดและบวม
Mixed Cellulite: พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งในหนึ่งคนอาจพบเซลลูไลท์ทุกแบบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
พัฒนาการของ… เซลลูไลท์ตัวร้าย

ระยะที่ 0: เป็นระยะที่เริ่มมีพังผืดเกิดขึ้น แต่ไม่มาก ไม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการยืน หรือการนอนจะไม่เห็นเป็นผิวเปลือกส้มแต่อย่างใด แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อบริเวณนั้นขึ้นมาจะปรากฏเป็นรอยบุ๋มเกิดขึ้น

ระยะที่ 1: ยังไม่สามารถเห็นรอยบุ๋มได้เช่นเดียวกับระยะที่ 0 แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อขึ้นมาพบว่ามีรอยบุ๋มเพิ่มมากขึ้น
ระยะที่ 2: สามารถเห็นรอยของเซลลูไลท์ได้ชัดเจนในขณะยืนโดยไม่จำเป็นต้องจับขึ้นมาดู แต่ในขณะนอนจะยังไม่สามารถเห็นได้
ระยะที่ 3: ไม่ว่าจะยืนหรือนอนจะสามารถเห็นเป็นผิวเปลือกส้มได้ทั้งหมด เป็นระยะที่รักษายากที่สุดเพราะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์มาในระยะเวลานานมาก
ทั้งนี้ ระยะการก่อตัวของเซลลูไลท์จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละบุคคล ประกอบกับการกินอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และน้ำตาลที่มากเกินไป เป็นต้น

เทคนิคใหม่สลายเซลลูไลท์

ปัจจุบันแม้เราจะยังไม่มีวิธีขจัดเซลลูไลท์ที่ได้ผล 100% แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการสลายเซลลูไลท์ที่เห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีสลายเซลลูไลท์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่…

เมโซเธอราปี (Mesotherapy)

สลายไขมันเฉพาะส่วนด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) ทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวาง ทำให้ไขมันสลายตัวในที่สุด ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 8 - 10 ครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ 2,000 - 3,000 บาทขึ้นไป

คาร์บ็อกซี เธอราปี (Carboxy Therapy, Carbondioxide Therapy)

สลายไขมันเฉพาะส่วน ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อสลายเซลลูไลท์ และไขมันทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และสลายเซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและไขมันของผู้ต้องการลดเซลลูไลท์เป็นสำคัญ โดยเฉลี่ย ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 3,000 ขึ้นไป

การนวดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasonic Massageการนวดผิว ด้วยคลื่นอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) โดยทายาสลายไขมันไว้ตามร่างกายส่วนที่ต้องการลดและใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ยาซึมลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกขึ้นและช่วยสลายเซลลูไลท์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและเซลลูไลท์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย แล้วแต่สถานบริการ มีตั้งแต่ 1,000-3,000 บาทขึ้นไป



การนวดแบบเอนเดอร์โมโลยี (Endermologie)

การนวดกำจัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วน ด้วยเครื่องสุญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่องจะมีท่อสุญญากาศอยู่ตรงกลางและด้านข้างเป็นลูกกลิ้งคู่ขนาน เมื่อต้องการใช้งาน ท่อสุญญากาศจะทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา และลูกกลิ้งด้านข้างจะทำหน้าที่นวดเนื้อบริเวณนั้น ทำติดต่อกัน 14 ครั้ง โดย 7 ครั้งแรก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือตามแต่ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัย ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถานบริการ ครั้งละประมาณ 2,000 - 5,000 บาทขึ้นไป

การออกกำลังด้วยเครื่องโฮบอดี้ ไวเบรชั่น (Whole body Vibration Exercise)
เป็นเสมือนการออกกำลังกาย หลักการทำงานคือเมื่อยืนอยู่บนเครื่องไวเบชั่น เครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตามให้ผลเหมือนการนวดตัว และสลายเซลลูไลท์ในเวลาเดียวกัน ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 - 20 นาทีตามขนาดของร่างกายและปริมาณไขมัน ครั้งละ 500 บาท



อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยสลายไขมันนี้สามารถคงทนอยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เซลลูไลท์ก่อตัวช้าขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเพื่อลดเซลลูไลท์ ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ประจำสถาบันต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวบางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับบางวิธี หรือบางคนอาจต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน

และวันนี้ เราก็มีวิธีการนวดสลายเซลลูไลท์ด้วยตนเอง แบบง่ายๆ มาฝากคุณสาวๆ กันด้วยค่ะ
บริเวณหน้าท้อง

• บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 8 - 9 เซนติเมตร

• ลูบไล้เนื้อครีมโดยการวางมือทั้งสองบนหน้าท้อง หมุนวนเป็นเกลียวตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากสะโพกวนเข้ายังสะดือ

• นวดต่อจากบริเวณสะดือ โดยนวดหมุนวนขึ้นสู่หัวใจบริเวณใต้ทรวงอก เพื่อช่วยขับของเสีย และยกกระชับกล้ามเนื้อให้เต่งตึงขึ้น

บริเวณสะโพก
• บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 9 - 10 เซนติเมตร วางมือทั้ง 2 ข้าง ลงบนสะโพกส่วนล่างทั้งซ้ายและขวา นวดกดคลึงหมุนวนตามเข็มนาฬิกา โดยนวดวนขึ้นสู่สะโพกส่วนบนเข้าสู่หัวใจ

บริเวณต้นขา

• บีบเนื้อครีมบริเวณท้องต้นขาประมาณ 5 - 6 เซนติเมตร โดยยกขาให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นนวดไล่หมุนวนขึ้น

บริเวณก้น

• บีบเนื้อครีมบริเวณก้นประมาณ 9 - 10 เซนติเมตร จากนั้นนวดวนขึ้นสู่หัวใจ โดยไล่ยกขึ้นมาทางสะโพก

ขอขอบคุณข้อมูลจากpantip

และ Orientalprincess.com
http://women.kapook.com/beauty00104/

Tags: ความสวยความงาม, นวดสลายเซลลูไลท์
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
tewatera
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 12:06 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 872
สมาชิกหมายเลข: 16,980
เข้าร่วมเมื่อ: March 08, 2009



ข้อมูลกำจัดเซลลูไลท์ด้วยตัวเองนี่ โดนใจ สาว(ตัว)ใหญ่อย่างพี่เก๋จริงจริง

อ่านแล้วก็ก้มลงดูต้นขา เหลียวดูต้นแขนตัวเอง เฮ้อ!!!!

ขอบคุณนะคะที่หาอะไรดีๆมาฝาก
ความสุขอยู่ใกล้แค่ใจเราuser posted image

PMEmail Poster
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 01:01 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008




สวัสดีจ้ะน้องป้อม....

เมื่อก่อนพี่รสก็นวดสลายไขมันอยู่พักหนึ่ง (ครีมยังมีอยู่เลย)
แต่ไม่รู้ว่า ทำไมไม่ทำแล้ว...ไม่เข้าใจตัวเองเล้ยยยยย
สงสัยต้องไปงัดเอามานวดซะหน่อยแล้วหล่ะ....ขอบคุน่ะจ้ะที่ช่วยกระตุ้นuser posted image



user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 09:06 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



จัดการปัญหาอาการก่อนประจำเดือน

หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี ปวดท้อง ปวดหลัง ตัวบวม เป็นตะคริว หรือเห็นอะไรก็ขวางหูขวางตาไปเสียหมด ใครพูดอะไรก็ไม่เข้าหู พาลจะโกรธคนโน้นนี้ไปทั่ว

หยุดตกเป็นทาสอารมณ์เสียหรืออาการปวดท้องจากการมีประจำเดือนกันเสียที กับคำแนะนำที่ให้ผลลัพธ์เป็นเลิศที่คุณไม่อาจปฏิเสธได้

เป็นนายเหนืออารมณ์
ดร. คริสตีน รีด ผู้อำนวยการด้านการรักษาสุขภาพของนิวเซาท์เวลประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “สภาวะอารมณ์ที่ผิดปกติในช่วงก่อนมีประจำเดือนอาจเกิดจากการผันแปรของระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งทำให้สารเคมีในสมองที่ขื่อว่า “เซโรโทนิน” ที่ควบคุมทางด้านอารมณ์ไม่มั่นคง ทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่มักหงุดหงิดและฉุนเฉียวง่ายกว่าปกติ แต่ก็มีผู้หญิงราวอีก 4 เปอร์เซ็นต์ที่มีอารมณ์ตรงข้ามคือ อยู่ในสภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง

กรณีเหล่านี้แนะนำ ให้พบแพทย์เพื่อรับยาต่อต้านอาการซึมเศร้า หรือเพิ่มปริมาณการบริโภคแคลเซี่ยมให้ได้อย่างต่ำ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน (เท่ากับปริมาณนม 3 แก้ว) ด้วยวิธีเช่นนี้มีผู้ป่วยถึง 50 เปอร์เซ็นต์จากจำนวน 400 คนสามารถปรับสภาวะอารมณ์ให้เป็นปกติได้ในช่วงก่อนมีประจำเดือน”

ควบคุมสิว
การ ประทุของสิวเป็นจำนวนมากบริเวณคางและหน้าผากอาจจะยิ่งทำให้คุณหงุดหงิดขึ้น ได้ เพราะช่วงคุณมีประจำเดือน ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนแอนโดรเจนเพิ่มขึ้น ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะกระตุ้นให้ผิวหนังขับน้ำมันออกมาเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดการอุดตัวของน้ำมันบริเวณผิวหนังและเกิดเป็นสิวอักเสบขึ้น

ป้องกันง่าย ๆ ด้วยการล้างหน้าวันละ 2 ครั้งโดยใช้ครีมล้างหน้าที่ผสมกรดแซลิกไซลิก หรือเบนซอยเพอร็อกไซด์ หรือถ้ากรณีที่เป็นมากเกินการควบคุม คุณอาจจะต้องไปปรึกษาแพทย์เพื่อนำยาระงับสิวมากินเป็นการชั่วคราว


ต้านตะคริวที่ท้อง
มี หญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่ทรมานกับการมีประจำเดือนในแต่ละครั้งอาจะเกิดอาการ ปวดเกร็งเหมือนเป็นตะคริวบริเวณมดลูก ช่วงท้องน้อยกระดูกเชิงกราน ปวดหลัง หรือแม้แต่อาการคลื่นไส้อาเจียน ซึ่งสาว ๆ โดยทั่วไปมักจะพึ่งการกินยาระงับปวด

แต่ทางที่ดีหากปวด ประจำเดือนยังไม่ค่อยมาก ให้ลองออกกำลังกายเบาๆ ดู หรือให้หาถุงน้ำร้อนมาอังบริเวณช่วงท้อง แต่ถ้าอยากสะดวกให้ไปซื้อแผ่นแปะเพิ่มความร้อน (EIastoplast) ที่ร้านขายยา แปะไว้บริเวณช่วงท้องทิ้งไว้สัก 8 ชั่วโมงหรือจะเป็นช่วงก่อนนอนก็ได้ จะช่วยคลายอาการปวดลงได้เยอะ แต่ถ้ายังไม่หายปวดและดูจะทวีความปวดมากยิ่งขึ้น ขอแนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยและสั่งยาที่ถูกกับโรคให้กิน อย่างปลอดภัย

กำจัดอาการบวมน้ำและท้องเสีย
7 วันก่อนมีประจำเดือนให้กินวิตามินบี 6 หลังอาหารทุกมื้อจะช่วยลดอาการเจ็บหน้าอก
บรรเทาอาการบวมน้ำได้ด้วยการกินโยเกิร์ตวันละถ้วย 1 สัปดาห์ ก่อนมีประจำเดือน
ดื่มชาขิงร้อน 3 ครั้งต่อวัน จะช่วยลดอาการหน้าท้องบวมอืด
กินน้ำมันดอกอีฟนิ่งพริมโรส 1 ช้อนโต๊ะข่วงเช้าและเย็นก่อนประจำเดือนมา 10 วัน จะช่วยให้การกักเก็บน้ำบริเวณใต้ผิวหนังมีการระบายได้ดี และช่วยปรับสมดุลให้อารมณ์ไม่แปรปรวนง่ายด้วย
การกินอาหารจำพวกแป้งระหว่างมีประจำเดือน อาทิ ข้าวขัดขาว และกล้วยจะช่วยให้ระบบขับถ่ายแข็งแรงขึ้น แก้อาการท้องเสียได้

我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 10:50 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (miipanda @ July 12, 2009 05:01 pm)
สวัสดีจ้ะน้องป้อม....

เมื่อก่อนพี่รสก็นวดสลายไขมันอยู่พักหนึ่ง (ครีมยังมีอยู่เลย)
แต่ไม่รู้ว่า ทำไมไม่ทำแล้ว...ไม่เข้าใจตัวเองเล้ยยยยย
สงสัยต้องไปงัดเอามานวดซะหน่อยแล้วหล่ะ....ขอบคุน่ะจ้ะที่ช่วยกระตุ้นuser posted image

หุหุ หนูป้อมเองก็ได้แต่นวดให้มาม๊า....ว่าจะใช้ตัวนวด(ปลานวดไฟฟ้า)ช่วยนวด..ตัวเอง อย่างน้อยก็ช่วยคลายเส้น...ไม่รู้ว่าใช้นวดละลายไขมันได้หรือเปล่า555
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 10:55 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (tewatera @ July 12, 2009 04:06 pm)
ข้อมูลกำจัดเซลลูไลท์ด้วยตัวเองนี่ โดนใจ สาว(ตัว)ใหญ่อย่างพี่เก๋จริงจริง

อ่านแล้วก็ก้มลงดูต้นขา เหลียวดูต้นแขนตัวเอง เฮ้อ!!!!

ขอบคุณนะคะที่หาอะไรดีๆมาฝาก

พี่เก๋ขา...หนูอ่ะเกินเซลลูไลท์แล๊น

ไขมันสะสม+เซลลูไลท์+ดำ(ตากแดดด..ชอบล่อนตะลอนๆ)......

ต้องร้องเพลง อ้วนดำ.....ไปก่อนช่วงนี้
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 11:10 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



วิธีเพิ่มเมตาบอลิซึ่ม

10 วิธีช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน
"10 วิธีในการเผาผลาญพลังงาน"

การเพิ่ม metabolism ทำให้มีการเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายใช้พลังงานจากอาหารและอาหารเสริมที่คุณทานเข้าไปด้วย

ทำให้คุณอยากดื่มน้ำเพิ่มมากขึ้น และน้ำที่คุณดื่มยังช่วยสนับสนุนการขับพิษ การขับถ่ายและการย่อยอาหารในร่างกายอีกด้วย และนี่เป็น 10 วิธีที่จะช่วยให้คุณเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานค่ะ


1. เสริมสร้างกล้ามเนื้อ..

"ยิ่งคุณมีกล้ามเนื้อเรียบมาก ร่างกายคุณก็จะเผาผลาญพลังงานมาก" ซึ่งวิธีการทำให้กล้ามเนื้อเรียบก็ไม่ยากค่ะ เพียงแค่ยกดัมเบลล์อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 ครั้ง

ก็จะช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มเหมือนกัน แต่ช่วงที่ระดับเมตาบอลิซึ่มคุณพุ่งสุดขีดนั้นน่ะ ไม่ใช่ตอนที่คุณวิ่งหอบแฮกๆบนสายพานหรอกนะคะ แต่หลังจากนั้นอีกสัก 2-3 ชั่วโมงค่ะ



2. ขยับตัว..

อยากเผาผลาญแคลอรี่ให้เร็วที่สุดก็ต้องออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายนั้นเราต้องทำเป็นประจำ อย่างน้อยที่สุดก็วันละ 30 นาที อย่างปกติก็ 1 ชั่วโมง วิ่งเหยาะๆหรือเต้นแอโรบิกอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

(แต่ไม่ควรที่จะหักโหมมากจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้คุณเหนื่อยหอบได้) และไม่ว่าจะออกกำลังกายแบบไหนก็ช่วยเพิ่มเมตาบอลิซึ่มทั้งนั้นล่ะ ให้หัวใจได้เต้นแรงเต็มที่ 120 ครั้งต่อนาที ให้ต่อเนื่องนานสัก 30-45 นาที


3. กิน!

ยิ่งร่างกายคุณขาดสารอาหาร กล้ามเนื้อก็จะล้า การเผาผลาญก็จะน้อยลง ทางที่ดีกินเป็นมื้อเล็กๆ วันละ 3-4 มื้อ ยังดีกว่าอดอาหารไปเลย แต่อย่าลืมว่า

ควรจะเป็นคนเลือกินสักหน่อย ไม่ใช่บอกว่าให้เลือกกินของแพงนะคะ แต่ให้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า ลดไขมันจากสัตว์ แต่เพิ่มปริมาณผักและผลไม้


4. งดน้ำตาล

เหตุผลง่ายๆ ก็คือน้ำตาลที่เหลือใช้แล้ว ร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมัน เพราะฉะนั้นลดน้ำตาล ก็จะช่วยลดไขมันไปในตัว



5. อย่าลืมกินอาหารเช้า

เป็นความจริงที่ว่าคนที่กินอาหารเช้าที่มีประโยชน์ หุ่นดีกว่าคนที่อดข้าวเช้า และอาหารเช้ายังทำให้ระดับเมตาบอลิซึ่มของคุณวันนั้นพุ่งเป็น 2 เท่าด้วย

อีกอย่างอาหารเช้าจะช่วยทำให้สมองปลอดดปร่ง สามารถเริ่มทำงานได้อย่างเต็มที่



6. กินอาหารเผ็ดร้อน

เป็นคนไทยแสนจะโชคดี มีอาหารที่รสจัด มีทั้งพริกขี้หนูและพริกไทย แต่อย่าทานที่เผ็ดจนลิ้นชา

หน้าแดง น้ำตาไหลนะคะ เพราะอาจจะเกิดอันตรายต่อกระเพาะและลำไส้ได้



7. ดื่มชาเขียว

เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเร่งเมตาบอลิซึ่มได้ดีและปลอดภัยกว่ากาแฟ ที่สำคัญตอนนี้หาซื้อได้ง่าย มีหลายรสชาติให้เลือกรับประทานด้วยค่ะ


8. ดื่มน้ำเยอะๆ

จะช่วยขับสารพิษหลังจากที่ร่างกายเผาผลาญพลังงานแล้ว น้ำเย็นๆยังช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มกระเตื้องขึ้นอีกนิดหนึ่งด้วยนะ อีกสูตรที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่สดใส นั่นคือ 1 2 3 3 1 อย่าเพิ่งงค่ะ เพราะว่า
1 2 3 3 1 ที่ว่านี้คือ หลังจากตื่นนอนให้ดื่มน้ำก่อน 1 แก้ว

ตอนสายอีก 2 แก้ว ตอนเที่ยงถึงบ่ายอีก 3 แก้ว ตอนเย็น 3 แก้ว และก่อนนอนอีก 1 แก้ว รับรองว่านอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เมตาบอลิซึ่มแล้ว ผิวพรรณของคุณก็จะดูสดใสไปด้วย


9. อย่าเครียด

สำคัญมาก ๆ เลยค่ะ เพราะขณะนี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่กำลังตกอยุ่ในภาวะของอาการเครียด ซึ่งนอกจากจะทำร้ายจิตใจของเราแล้ว

ยังส่งผลถึงร่างกายของเราด้วย เพราะความเครียดทำให้เราอ้วนขึ้น เพราะฮอร์โมนคอร์ติโซนจะไปทำให้อัตราเมตาบอลิซึ่มช้าลง ฉะนั้น สาว ๆ ที่กลัวอ้วน โปรดจงอย่าเครียด


10. นอนหลับ

ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเราจะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆที่เราหลับสนิทเต็มที่ค่ะที่มาจาก

ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

10 วิธีแสนง่าย ที่จะช่วยในการเผาผลาญพลังงานของคุณค่ะ...
ข้อมูลจาก:http://www.diet-good.com
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 13, 2009 11:30 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



[SIZE=7]2 Swiss Ball Crunch
http://www.youtube.com/watch?v=VVBddP5oW8Y


เทรนเนอร์คนดัง
harley pasternak
Precor 3.23 Overview
http://www.youtube.com/watch?v=KXkXnIWrwas


เทรนเนอร์คนดัง

Precor 3.23 - About Harley Pasternak
http://www.youtube.com/watch?v=JQw3L3Eheto





health for life - วิธีการคลายกล้ามเนื้อก่อนเดินหรือวิ่งออกกำลังกาย
http://www.youtube.com/watch?v=SqMyiDyoHPg
SIZE]
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 14, 2009 01:05 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008




สวัสดีจ้ะน้องป้อม

พี่รสเข้ามาเที่ยวบ้านน้องวันนี้....ได้ความรู้เพียบเลย
แอบหยิบไปด้วยน่ะ....ขอบคุณจ้ะuser posted image



user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 14, 2009 02:58 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัสดี น้องป้อม
พี่ตุ๊มาเยี่ยม และมาจกเอาความรู้ด้วย ขอบคุณนักสะสมคลิบมือวานอันดับหนึ่ง

QUOTE
10. นอนหลับ
ความลับที่เพิ่งจะค้นพบก็คือ กล้ามเนื้อเรียบในร่างกายเราจะทำงานเผาผลาญแคลอรี่ได้ดีที่สุดในชั่วโมงหลังๆที่เราหลับสนิทเต็มที่ค่ะที่มาจาก
ซึ่งร่างกายของคนเราต้องการการพักผ่อนอย่างเต็มที่อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง

ทำได้ 9 ข้อ
ข้อที่ 10 พี่ตุ๊ทำไม่ค่อยได้เลย ชอบนอนดึกตื่นเช้า ทำไงดีเนี๊ย

บาย ไปหละ ไปบ้านอื่นต่อ จะได้รีบไปนอน ให้ครบ 7-8 ชั่วโมง EM250.gif
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 15, 2009 09:11 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



แวะเข้ามาเยี่ยมค่ะ
PM
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 16, 2009 02:02 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008



สวัสดีจ้ะน้องป้อม
วันนี้พี่รสเอาข้อมูลดีๆมาฝากด้วย
อิ่มอร่อย หลับสบายuser posted image
ผลหมากรากไม้ ที่ช่วยบำรุง (จิตใจ) ให้ข่มตาหลับสนิทหากใกล้ถึงเวลาตรวจสุขภาพประจำปี คนที่สุขภาพไม่ค่อยจะดีคงรู้สึกหวั่น ๆ กับการตรวจไม่น้อย จนพาลคิดว่าอาจเป็นโรคนั้นโรคนี้แล้วแต่จิตนาการจะพร่ำเพ้อจนนอนหลับไม่สนิท "กินดี" ศุกร์นี้ขอพักเมนูอาหารน่าหม่ำไว้ชั่วคราว เพื่อแนะนำเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายไว้ เจาะเลือด ในวันรุ่งขึ้น ดังนี้

กล้วย ผลไม้ที่เป็นแหล่งสะสมของแมกนีเซียม มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายสบายตัว อีกทั้งในกล้วยมีฤทธิ์ลดการหลั่งสารซีโรโทนินหรือฮอร์โมนควบคุมการนอนหลับ ทำให้ร่างกายถูกกระตุ้นน้อยลง

ชาคาโมไมล์ ใช้ดื่มก่อนนอน ช่วยลดอาการกระสับกระส่ายหรือตื้นเต้นจากอาการหวาดกลัว

นมอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งหยดเดียว จะช่วยให้สมองลดการหลั่งโอเรซิน หรือสารสื่อประสาทตื่นตัว ให้ตื่นตัวน้อยลง

มันฝรั่งปริมาณน้อย ย้ำ! ปริมาณน้อย เพราะจะไม่รบกวนกระเพาะอาหารมาก แต่จะช่วยลดกรดที่จะรบกวนการหาว ซึ่งกระตุ้นการหลั่งทริปโตแฟน หรือกรดอะมิโนธรรมชาติ มีมากในอาหารโปรตีน สมองเปลี่ยนทริปโตแฟนเป็นฮอร์โมนซีโรโทนินซึ่งช่วยควบคุมการนอนหลับอีกที ทานกับนมอุ่น ๆ สักแก้ว เวิร์กสุด ๆ

ข้าวโอ๊ตและอัลมอนด์ อุดมไปด้วยสารที่ช่วยให้นอนหลับสบาย การทานซีเรียลผสมอัลมอนด์ชามเล็ก ๆ ราด้วยน้ำเชื่อมเมเปิล จะทำให้หลับสบาย

และ ขนมปังธัญพืช ทานกับน้ำชาผสมน้ำผึ้งหยดเดียว มีฤทธิ์กระตุ้นสารหลั่งอินสุลิน ช่วยให้ทริปโตแฟนเข้าสู่สมองได้ดีขึ้น

เห็นไหม หลับฝันดีได้ โดยไม่ต้องพึ่งยานอนหลับ แต่อย่าลืมนะว่า ก่อนตรวจสุขภาพห้ามทานยาทุกชนิดจ้า ขอให้สุขภาพแข็งแรง

ที่มาข้อมูล :lifestyle


user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 16, 2009 03:01 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัสดี น้องป้อมหายไปไหน แอบซุ้มเต้นตามคลิปวิดีโออยู่หรือเปล่า

QUOTE
นมอุ่น ๆ ผสมน้ำผึ้งหยดเดียว จะช่วยให้สมองลดการหลั่งโอเรซิน หรือสารสื่อประสาทตื่นตัว ให้ตื่นตัวน้อยลง


แอบมาเอาความรู้ แต่ข้อนี้จะไม่ให้สามีดื่ม 555
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 16, 2009 05:40 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



ไปบ้านไหนก็เจอแต่กล้วยดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ เห็นทีจะต้องชวนตาบิลกินทุกวันซะแล้ว จะได้แข็งแรงด้วยกันทั้งคู่ไง..อิอิ
PM
Top
tewatera
โพสต์เมื่อ: July 16, 2009 09:04 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 872
สมาชิกหมายเลข: 16,980
เข้าร่วมเมื่อ: March 08, 2009



แวะมาเคาะบ้านน้องป้อม ^o^ สวัสดีจ้า

ไปไหนน้อ เจ้าของบ้าน มัวเต้นเพลินไปรึเปล่า เต้นมากระวังหน้ามืดนะ 555
ความสุขอยู่ใกล้แค่ใจเราuser posted image

PMEmail Poster
Top
Anne_in_Holland
โพสต์เมื่อ: July 16, 2009 08:42 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 756
สมาชิกหมายเลข: 18,839
เข้าร่วมเมื่อ: July 13, 2009



Wow ข้อมูลเพียบเลย ขอบคุณคุณป้อมมากๆเลยค่ะ แอนมีข้อมูลไปคุยกับเพื่อนๆ เต็มเลย

PMUsers Website
Top
พัฒน์นรี
โพสต์เมื่อ: July 17, 2009 04:11 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,363
สมาชิกหมายเลข: 2,180
เข้าร่วมเมื่อ: August 27, 2006



ฮิฮิฮิ น้องคิตตี้ พี่กินกล้วยแล้วท้องผูกยังไงไม่รู้ สงสัยต้องเลิกกินซะแล้วอะ แปลกจัง อร่อยดีนะ แต่ท้องผูก แย่เลยพี่
user posted image

PMEmail PosterYahooMSN
Top
mareecha
โพสต์เมื่อ: July 17, 2009 05:04 am
Quote Post


แม่ไข่นกกระทา พ่อไข่จะละเม็ด
******

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,763
สมาชิกหมายเลข: 7,141
เข้าร่วมเมื่อ: July 14, 2007



EM239.gif-----EM239.gif-----EM239.gif-----EM239.gif





PM
Top
Jawan
โพสต์เมื่อ: July 17, 2009 05:40 pm
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,455
สมาชิกหมายเลข: 13,864
เข้าร่วมเมื่อ: August 01, 2008



ขอบคุณค่ะ สำหรับ ข้อมูลความรู้ดีๆ
อ่านเพลินดูเพลิน เลยค่ะ
HAPPY talking happy talk..Talk about things you like to do..You've got to have a DREAM..If you don't have a DREAM...
How you gonna have a DREAM come true!!!!!

PMEmail Poster
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 18, 2009 01:38 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



อยู่บ้านหรือเปล่า น้องป้อมหายไป
บาย
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 09:27 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



สวัสดีค่ะ ...

หนูป้อมขอโทษด้วยน๊า .. ที่หายไปสาเหตุุุมันมาจากบ้าเต้น ใส่ อารมณ์ มากไปนิดหน่อย ก็กระโดด เด้งดึ๋ง เด้งดึ๋ง..แล้วเส้นที่ข้อเท้ามันก็เด้งดึ๋งไปด้วย ; o ; ขาหมูของน้อง..ก็เลยเป็นขาที่แพงหูฉี่ (แต่ขายไม่ได้เพราะหมูต้องมีขาต่อไป)ก็ปวดนิหน่อย..

ทำอารายดีหล่ะ...หันมาจับหนังสือ เรื่องที่เกี่ยวกับ กังฟู เลยบ้ากังฟูไปพักหนึ่ง ก็3-4 วันได้ (บ้าอ่านไปเลย) หนูป้อมหายหน้าไปเลยใช่ม๊า .....คิดถึงเขาอ๊ะเปล่า...อิอิ


เอามาฝากเพื่อมีคนบ้ากังฟูตามเรา

พูดถึงเรื่องการฝึกกังฟู เบื้องต้น ณ เส้าหลินซื่อ
http://video.mthai.com/player.php?id=2M1164949802M0


คัมภีรยุทธเส้าหลิน
http://video.mthai.com/player.php?id=2M1215193458M0


คลิกที่นี่รวมเรื่องกังฟูเลยหล่ะค่ะ
http://video.mthai.com/player.php?id=2M1164949802M0
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 09:50 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



กังฟูภาค 2

Shaolin - หมัด18อรหันต์เส้าหลิน
http://www.youtube.com/watch?v=ZljLs_gYIOs
(อันนี้ดู เพลิน ลองทำตามไม่ทัน ได้แต่หมัดแมว ม๊าวๆ เหมียวๆ)


สอนการออกกำลังกาย ไทชิ Tai Chi
http://www.youtube.com/watch?v=mUH130K80xc
(ปรับสมดุล รักษาโรคหอบ หืด หัวใจ ปอด แข็งแรง)

มวยไท้เก็ก 8 ท่า
http://www.youtube.com/watch?v=863kuss5QDg


เริ่มฝึกไทชิ
http://www.youtube.com/watch?v=GEyOwX9_T60


ขอแถมโยคะ
สอนการฝึกโยคะให้เป็นภายใน 1 ชั่วโมง Yoga Body & Mind
http://www.youtube.com/watch?v=FwbLMcvCOLU
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 09:57 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



กังฟู (功夫; พินอิน: gōngfu) มักนิยมใช้กล่าวถึง ศิลปะการต่อสู้จีน แต่ความจริงคำว่ากังฟู มีความหมายว่าระดับฝีมือ หรือผู้เชี่ยวชาญ (ไม่เฉพาะในการต่อสู้) แต่ผู้คนเข้าใจกันว่าเป็นวิทยายุทธ ซึ่งวิทยายุทธนั้นเรียกว่า วูซู (武术, พินอิน: wǔshù) มีความว่าศิลปะการต่อสู้



วูซู มาจากภาษาจีนกลางว่า "อู่ซู่" หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามของ "กังฟู" คือ วิชาว่าด้วยการใช้เทคนิคในการ เข้าปะทะต่อสู้เป็นสาระสำคัญ มีรูปแบบการร่ายกระบวนยุทธ และชั้นเชิงต่อสู้เป็หลักในการฝึก ทั้งยังมีหลักศิลปะ กายบริหารที่สืบทอดกันมา โดยมุ่งเน้นการประสานพลังภายในและภายนอก อันเป็นจุดเด่นของวิทยาการวูซู

คลิกเลยค่ะถ้าสนใจเพิ่มเติม
http://www.geocities.com/thaiwushufed/
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 10:31 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



วิธีป้องกันตัว การป้องกันตัว ตอน 1_3
http://www.youtube.com/watch?v=-oZ5ibeRu7A
(พิธ๊กร คุยกัน ไม่มีสาธิต)


วิธีป้องกันตัว การป้องกันตัว ตอน 2_3
http://www.youtube.com/watch?v=SgfQYkcNZe8
(ครุตุ่นสอน ใช้อาวุธใกล้ตัว เช่นปากกา เอาไว้ป้องกันตัว นะคะ)

วิธีป้องกันตัว การป้องกันตัว ตอน 3_3
http://www.youtube.com/watch?v=hy5zyFnsvtU
(อันนี้เป็นพวกอุปกรณ์.....ลองดู ค่ะ ลองดู)


การป้องกันตัว อาวุธป้องกันตัว ผู้หญิงรายการ Teen O'Clock 1/2
http://www.youtube.com/watch?v=hEkqzNSLnn4
การป้องกันตัว อาวุธป้องกันตัว ผู้หญิงรายการ Teen O'Clock 2/2
http://www.youtube.com/watch?v=vy6h4SWpFLg


我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 10:51 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009




หยวนชี่ ,ลมปราณไทเก็ก
หยวนชี่
คัดลอกจาก เต๋าพิศดาร
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย

ในความเข้าใจของคนทั่วไป เมื่อเจ็บป่วยไม่สบายก็ต้อง "กินยา" ซึ่งเป็นการใช้วัตถุจากภายนอกร่างกาย เข้ามาบำบัดอาการป่วยไข้ แต่ข้อเสียของการใช้ยาที่ไม่ควรมองข้ามคือ ผลข้างเคียงที่ตัวยามีต่อร่างกายของผู้ป่วยไม่มากก็น้อย

ด้วยเหตุนี้เอง ชาวเต๋าจึงมีการคิดค้นวิธีการบำบัดรักษาโรคจากข้างใน โดยการใช้
"หยวนชี่" (ปราณดั้งเดิมที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราตั้งแต่เกิด)ในตัวผู้ป่วยมาเพิ่มภูมิต้านทานโรคของผู้ป่วยให้บำบัดโรคได้ด้วยตนเองอย่างเป็นธรรมฃาติ


แต่"หยวนชี่"ของคนธรรมดาสามัญที่มิได้บำเพ็ญ มิค่อยมีพลังหรือทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ไม่เท่าไหร่นัก ต่อให้คนธรรมดาเล่นกีฬาออกกำลังกายก็ยังเป็นแค่การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีส่วนดีอยู่ แต่ยังมิพอเพียงต่อการทำให้"หยวนชี่"ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสมบูรณ์ ชาวเต๋าเห็นว่ามีแต่ต้องฝึกลมปราณ(ชี่กง)เสริมเข้าไปกับการออกกำลังกายด้วยเท่านั้น ถึงจะทำให้"หยวนชี่"ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้


"หยวนชี่"ของคนเรามีคุณสมบัติเหมือนน้ำ ถ้าน้ำนิ่งดุจในบึง มันจะขุ่น แต่ถ้าน้ำไหลตลอดดุจน้ำเชี่ยวในลำธารน้ำตก มันจะใส ฉันใดก็ฉันนั้น น้ำที่ขุ่นหรือ "หยวนชี่" ที่ไหลเวียนไม่สะดวกในร่างกายเราย่อมไม่มีประสิทธิภาพในการบำบัด แต่น้ำที่ไหลแรงย่อมมีพลังเหมือน "หยวนชี่" ที่ไหลอย่างต่อเนื่องไม่ติดขัดย่อมเปล่งประสิทธิภาพเกินกว่าที่คนธรรมดาทั่วไปจะคาดนึกได้มากมายนัก


ชาวเต๋าเชื่อกันว่า ผู้ใดก็ตามที่สะสม"หยวนชี่"เอาไว้ในร่างกายได้มากพอ "หยวนชี่"นั้นจะไปขับดันกระแสโลหิตให้ไหลเวียนได้สะดวกดีขึ้น ปราณ(ชี่)ที่ผสมกับเลือด ชาวเต๋าเรียกว่า"เลือดลม"อันเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการธำรงรักษาชีวิตของคนเราเอาไว้ เลือดลมนี้จะไหลไปตามเส้นทางของปราณที่มักเรียกติดปากว่าเส้นชีพจร ซึ่งดำรงอยู่ทั่วร่างกายเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนคลอบคลุมอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย กระทั่งผิวหนังและขุมขน อวัยวะทุกส่วนในร่างกายของคนเราล้วนได้รับการบำรุงหล่อเลี้ยงจากเลือดลมที่ส่งมาตามเส้นชีพจรเหล่านั้นทั้งสิ้น


ชาวเต๋าจึงสอนกันต่อ ๆ มาว่า หากคนเราหมั่นฝึกลมปราณกระตุ้น"หยวนชี่"ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้เป็นอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องป่วยไข้ และสามารถมีสุขภาพที่ยั่งยืนได้ตราบจนสิ้นอายุขัย การฝึกลมปราณทำให้"หยวนชี่"ในร่างกายคึกคัก นอกจากส่งผลดีต่อสุขภาพกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อสุขภาพใจของคนผู้นั้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจด้วย เขาผู้นั้นจะกลายเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นมั่นคง มีความเชื่อมั่นในตนเอง และมีสมาธิในการทำงานในกิจทั้งปวงที่สูงยิ่ง พูดง่าย ๆ ก็คือ เขาผู้นั้นจะเป็นผู้ที่อยู่ในสภาพ "ท็อปฟอร์ม"อยู่ตลอดเวลาไม่ว่าร่างกายและจิตใจ อันเป็นภาวะที่ชาวเต๋าเห็นว่าสำคัญที่สุดในการผ่านพ้นโลกที่หนึ่ง ก่อนที่จะรุดหน้าพัฒนาตนเองก้าวข้ามทั้งสามโลกได้


อะไรคือความหมายองคำว่า"หยวน"ใน"หยวนชี่" คำว่า"หยวน"นี้ความหมายตามตัวอักษรคือ ดั้งเดิม โดยที่ชาวเต๋าหมายถึง สิ่งที่เป็นปฐมแห่งการก่อเกิดของสรรพสิ่ง คนโบราณเรียก"หยวน"ว่าคือ"เต๋า" ถ้ามองในคุณสมบัติหยวนจะมีคุณสมบัติ ๓ ประการคือ "หยวนของปราณ(ชี่)" "หยวนของแสง"และ"หยวนของเสียง"หรือปฐมของพลังงาน (ปราณ) ปฐมของแสง และปฐมของเสียง ซึ่งครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเอาไว้ทั้งหมด หยวนสามอย่างนี้ชาวเต๋าเรียกว่า"สามหยวน"


ในทางปรัชญา"หยวน"กับ"สามหยวน"มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น หาก"หยวน"เป็น"กาย" "สามหยวน" ก็คือประโยชน์ใช้สอยจาก"กาย"นั้นเอง หยวนย่อมครอบคลุมดั้งเดิมได้ หยวนและสามหยวนจะว่าไปแล้วก็คือสิ่งเดียวกัน
ชาวเต๋าเข้าใจกระบวนการก่อเกิดของจักรวาลว่า หยวนแห่งเสียงเกิดก่อน แล้วจึงเกิด หยวนแห่งปราณและหยวนแห่งแสงตามลำดับ ในช่วงที่ฟ้ากับดินยังไม่แยกจากกัน สามหยวนยังไร้รูปจึงมีชื่อเรียกว่า สามหยวนก่อนกำเนิด แต่หลังจากที่ฟ้าเป็นฟ้า ดินเป็นดินแล้วสามหยวนจึงมีรูป และมีชื่อเรียกว่า สามหยวนหลังกำเนิด แต่ทั้งสามหยวนก่อนกำเนิดและสามหยวนหลังกำเนิดนี้ล้วนเป็นลีลาที่แสดงออกมาของตัวสามหยวนทั้งสิ้น


หยวนและสามหยวนมีลักษณะ ๕ประการคือ

๑.ใหญ่ที่สุดและก็เล็กที่สุด สามหยวนดำรงอยู่เต็มไปทั่วทั้งมหาจักรวาล และก็เป็นองค์ประกอบที่เล็กที่สุดของวัตถุ เล็กขนาดที่ไม่อาจแบ่งย่อยให้เล็กกว่านั้นได้ สามหยวนจึงเป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขตในเชิงพื้นที่

๒.ไม่เกิดไม่ดับ ไม่เพิ่มไม่ลด ต่อให้รูปลักษณ์ของสามหยวนจะแปรเปลี่ยนแค่ไหน จากในอดีตจนถึงปัจจุบันยันถึงอนาคต แต่ปริมาณรวมของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง สามหยวนจึงเป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขตในเชิงกาลเวลา

๓.มีความละเอียดเป็นทิพย์ ผู้ที่บำเพ็ญย่อมเคยมีประสบการณ์โดยตรงทราบได้เองว่า ตัวเองสามารถดูดซับสามหยวนแห่งฟ้าและดิน ผ่านรูขุมขนได้ นี่คือความละเอียดอันเป็นทิพย์ของสามหยวน

๔.มีพังงานและข่าวสารอยู่ในตัวเอง จึงเป็นที่มาของประสบการณ์ทางจิตประเภทต่าง ๆ ที่มักบังเกิดแก่ผู้บำเพ็ญ

๕.ดำรงอยู่ทั้งในภพที่มนุษย์รับรู้ได้กับภพที่มนุษย์ไม่อาจรับรู้ได้
จากที่กล่าวมาข้างต้นก็จะเห็นได้ชัดว่า การบำเพ็ญ"หยวน"โดยผ่านการฝึกลมปราณเพื่อกระตุ้น หยวนชี่นั้น ชาวเต๋ามิได้มุ่งหวังแค่ให้ปลอดโรคเท่านั้น แต่มุ่งหวังถึงความเป็นอภิมนุษย์ ที่ชาวเต๋าเรียกว่า"เซียน"กันเลยทีเดียว


ชาวเต๋าเชื่อว่าการบรรลุความเป็นเซียนทำได้ด้วยการที่"มนุษย์กับฟ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน"โดยผ่านวิธีที่ผู้บำเพ็ญทำการดูดซับและสะสมหยวนชี่ หยวนแสงและหยวนเสียงแห่งก่อนกำเนิดจากสรรพสิ่งเข้าไว้ในตัวเอง จากนั้นก็ทำการ"แปรธาตุ"จนกระทั่งเกิดการแปรเปลี่ยนตกผลึกภายในอย่างสมบูรณ์และเข้าถึงความรู้แจ้งในแบบของชาวเต๋า


ในที่นี้จะขอถ่ายทอดเคล็ดการฝึกลมปราณเก้ารอบเพื่อบ่มเพาะตันของชาวเต๋าที่ถูกปกปิดเป็นความลับแก่คนทั่วไปมาเป็นเวลายาวนานเพื่อเป็นวิทยาทานแก่ผู้ที่สนใจจะดำเนินบนวิถีเต๋า

1.ก่อนอื่นแบ่งร่างกายของคนเราออกเป็น ๙ ส่วน.

ส่วนที่หนึ่งคือจากฝ่าเท้าถึงหัวเข่า
ส่วนที่สองจากหัวเข่าถึงท้องน้อย
ส่วนที่สามจากท้องน้อยถึงสะดือ
ส่วนที่สี่จากสะดือถึงทรวงอก
ส่วนที่ห้าจากทรวงอกถึงกระดูกไหล่
ส่วนที่หกจากกระดูกไหล่ถึงลำคอ
ส่วนที่เจ็ดจากลำคอถึงบริเวณปาก
ส่วนที่แปดจากบริเวณปากถึงบริเวณตา
ส่วนที่เก้า จากบริเวณตาถึงบริเวณหน้าผาก

2.จากนั้นให้หายใจเข้าติดต่อกัน 9 ครั้ง(แทนที่จะหายใจเข้าแค่ครั้งเดียวเหมือนปกติ)ก่อนที่จะหายใจออก ถ้าทำได้การหายใจเข้าออกครั้งเดียวควรทำได้ถึงหนึ่งนาทีครึ่ง แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ให้ค่อยเป็นค่อยไป

3.พอหายใจเข้าครั้งหนึ่ง ก็ให้จินตนาการว่าสูดลมปราณจากฝ่าเท้าขึ้นมาถึงหัวเข่า พอหายใจเข้าครั้งที่สอง ก็ให้จินตนาการว่าสูดลมปราณขึ้นมาถึงท้องน้อย พอหายใจเข้าครั้งที่สามก็จินตนาการว่าสูดลมปราณขึ้นมาถึงสะดือ ทำเช่นนี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ พอสูดลมหายใจครั้งที่เก้าก็จะเสมือนได้สูดลมปราณอัดแน่นจนเต็มทั้งร่างกายแล้ว

4.จากนั้นค่อย ๆ ระบายลมหายใจออก คราวนี้จินตนาการว่าลมปราณถูกระบายออกจากศีรษะไล่กลับมาจนถึงฝ่าเท้าในที่สุด(ลำดับจะกลับกันกับการหายใจเข้ารวดเดียว 9 ครั้ง)อนึ่ง ตอนหายใจออกให้หายใจออกในคราเดียว การฝึกลมปราณอันนี้ และนำให้ฝึกกันในท่ายืน คนที่เคยฝึกลมเจ็ดฐานในท่ายืนพิจารณาจับโครงกระดูกมาแล้วจะก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว


--------------------------------------------------------------------------------


ลมปราณไทเก๊ก
คัดลอกจาก เต๋าพิศดาร
โดย ดร.สุวินัย ภรณวลัย
ในหนังสือ บูรพาปาฏิหารย์ ปักษ์แรก กรกฎาคม ๒๕๔๕

การฝึกลมปราณไทเก๊กจะฝึกลมปราณ ๑๐ ชนิดด้วยกัน โดยมีแก่นแกนอยู่ที่การหายใจแบบปฏิภาค หรือการหายใจแบบก่อนกำเนิด ซึ่งจะว่าไปแล้วอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของวิชาลมปราณสายเต๋าทั้งปวง ในที่นี้จะขออธิบายการฝึกหายใจหรือการฝึกลมปราณ ๑๐ ประเภทที่มีอยู่ในมวยไทเก๊กเพื่อเป็นวิทยาทาน



๑.การหายใจแบบปฏิภาค (Reverse Breathing)เป็นการหายใจที่ใช้กล้ามเนื้อท้องในตอนหายใจ โดยหายใจเข้าท้องยุบ หายใจออกท้องป่อง ในคัมภีร์ไทเก๊กจะกล่าวถึงการหายใจปฏิภาคนี้โดยเปรียบเปรยเหมือนกับ"การโหมไฟ" ในบริเวณท้องน้อย เพราะชาวเต๋าเชื่อว่าการหายใจแบบนี้จะไปกระตุ้นปราณก่อนกำเนิดในร่างกายของผู้นั้นให้คึกคักระหว่างที่หายใจแบบนี้จะต้องขมิบก้นเอาไว้ด้วยเสมอ ผ่อนคลายทั่วร่าง ทำจิตให้สงบและจดจ่อที่จุดตันเถียน สามารถฝึกหายใจแบบปฏิภาคนี้ได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน และท่านอน


๒.ขับปราณให้เคลื่อนไปตามวงจรจุลจักรวาล (Microcosmic Breathing) หลังจากชำนาญในการหายใจแบบปฏิภาคแล้วผู้ฝึกปราณรุดหน้าไปฝึกการขับเคลื่อนปราณ(ชี่)ให้เคลื่อนไปตามวงจรจุลจักรวาลได้ โดยใช้จินตนาการผนวกกับความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของปราณที่ไหลจากตันเถียนไปบริเวณรอยฝีเย็บ(จุดฮุ่ยอิน)ที่อยู่ระหว่างรูทวารกับอวัยวะเพศ ผ่านกระดูกก้นกบไต่ขึ้นไปถึงกะโหลกศีรษะ และไหลเวียนผ่านกลางกระหม่อมลงมาที่บริเวณด้านหน้าจากศีรษะลงมาที่สำคอหน้าอก ช่องท้อง และจุดตันเถียน เป็นอันจบหนึ่งรอบเคล็ดอยู่ที่ในหนึ่งหายใจเข้า ให้จินตนาการการขับเคลื่อนชี่จากจุดตันเถียนผ่านจุดฮุ่ยอินไปตามกระดูกสันหลังจนถึงกลางกระหม่อมและหนึ่งหายใจออกในจินตนาการขับเคลื่อนชี่จากกลางกระหม่อมลงมากลางลำตัวด้านหน้า จนกลับมาที่จุดตันเถียน

๓.ขับปราณให้ขับเคลื่อนไปตามวงจรมหาจักรวาล (Macrocosmic Breathing) เป็นการขยายการฝึกลมปราณแบบที่ ๒ หรือแบบจุลจักรวาลโดยให้ปราณลงไปถึงสองขาด้วย ในตอนแรกผู้ฝึกขับเคลื่อนปราณแบบจุลจักรวาลก่อน จากนั้นจึงค่อยจินตนาการการขับเคลื่อนไปตามขาจนถึงจุดหยงฉวนที่กลางฝ่าเท้าขึ้นมา แล้วให้ไหลเวียนไปตามวงจรจุลจักรวาล การหัดลมปราณมหาจักรวาลนี้ถ้าฝึกในท่ายืนจะรู้สึกได้ง่ายกว่าท่าอื่น

๔.ฝึกหายใจในท่ายืนเหมือนอุ้มลูกบอล (Ball Breathing) ผู้ฝึกยืนยกมือขึ้นสูงและกางออกเหนือศีรษะเหมือนกำลังอุ้มลูกบอลกระดาษใบใหญ่ ลักษณะคล้ายอักษรเอ็กซ์ในภาษาอังกฤษ(X)โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จุดตันเถียน ตอนหายใจเข้าให้จินตนาการดูดซับปราณจากใจกลางฝ่ามือ(จุดเล่ากง)ทั้งสองข้างและจากใจกลางฝ่าเท้า(จุดหยงฉวน)ทั้งสองข้างและไหลมาบรรจบกันที่จุดตันเถียน ตอนหายใจออกก็ให้จินตนาการขับเคลื่อนปราณออกจากจุดตันเถียนและออกทางจุดเล่ากงที่ใจกลางฝ่ามือกับจุดหยงฉวนที่ใจกลางฝ่าเท้าทั้งสองข้าง การฝึกลมปราณแบบที่ ๔ นี้เป็นการเสริมแบบที่ ๓ (มหาจักรวาล)เพระลมปราณจะไหลทะลุมือแขนทั้งสองข้างด้วยมิใช่แค่สองขาเท่านั้นเหมือนแบบที่ ๓

๕.การหายใจแบบอัดแน่น (Condensing Breathing) หลังจากเชี่ยวชาญการฝึกลมหายใจทั้งสี่แบบข้างต้นแล้ว ผู้ฝึกถึงค่อยเริ่มฝึกลมปราณแบบที่๕ ซึ่งเป็นการหายใจแบบอัดแน่น โดยใช้จินตนาการผสานกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในการดูดซับปราณให้ชำแรกเข้ามาในโครงกระดูกทั่วทั้งร่างกายของผู้ฝึก

๖.การหายใจดูดซับปราณจากฟ้าและดิน (Heaven and Earth Breathing) การหายใจ แบบนี้เหมาะมากสำหรับการฝึกตอนเช้าตรู่ การหายใจยังคงใช้แบบปฏิภาคโดยผู้ฝึกต้องจินตนาการผสานกับความรู้สึกทางกายที่เกิดขึ้นจริง ๆ ว่าในตอนหายใจเข้าตัวเองกำลังดูดซับปราณจากฟ้า โดยผ่านเขามาทางจุดไปฮุ่ยที่กลางกระหม่อมลงมาตามกระดูกสันหลังผ่านจุดฮุ่ยอิน(รอยฝีเย็บ)แล้วมาที่จุดตันเถียน ในขณะเดียวกันก็ดูดซับปราณจากดินขึ้นมาจากใจกลางฝ่าเท้า(จุดหยงฉวน)แล้วมาบรรจบกับปราณจากฟ้าที่จดตันเถียนเช่นกัน ส่วนตอนหายใจออกให้จินตนาการขับปราณออกไปตามเส้นทางที่เข้ามา การฝึกหายใจดูดซับปราณจากฟ้าและดินนี้ยังสามารถหายใจโดยประสานเข้ากับการหายใจในท่ายืนอุ้มลูกบอลและการหายใจแบบอัดแน่นได้ด้วย

๗.หายใจขับเคลื่อนปราณผ่านเส้นชีพจรต่าง ๆ (Meridian Breathing) ผู้ฝึกการหายใจแบบนี้จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับจุดและเส้นชีพจรต่าง ๆ ทั่วร่างกายที่ใช้กันในการแพทย์แผนจีนเสียก่อน จึงยังไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้

๘.ลมปราณเบญจธาตุและอวัยวะภายในทั้งห้า (Five Element Internal Organ Breathing) เหมือนกับการหายใจแบบที่๗ จึงยังไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้

๙.ลมปราณเพื่อการบำบัดผู้อื่นเหมือนกับการหายใจแบบที่ ๗ จึงยังไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้


สำหรับผู้ฝึกทั่วไปหากสามารถฝึกฝนลมปราณแบบที่๑-๖ จนชำนาญได้ก็ถือว่ายอดและเพียงพอแล้วต่อการพัฒนาตัวเองทั้งทางกาย ใจ จิต วิญญาณ เพราะลมปราณแบบที่ ๗-๑๐ นั้นมุ่งเน้นไปที่การบำบัดรักษาตนเองและผู้อื่นเป็นหลัก
ลำพังแค่การฝึกลมปราณ(ชี่กง)ถึงแบบที่ ๕-๖ สำหรับผู้คนในประเทศนี้ก็มีผู้ฝึกได้ไม่มากนักอยู่แล้ว คนธรรมดาขอแค่ฝึกการหายใจแบบปฏิภาคจนเป็นนิสัยได้ คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีมากกว่าเดิมมากมายแล้ว ไม่ต้องคิดถึงการฝึกลมปราณแบบอื่นๆ หรอก



--------------------------------------------------------------------------------


"การรู้สึกตัวในขณะที่เคลื่อนไหวร่างกาย" โดยไม่ต้องบริกรรมภาวนาก็คือการฝึกฝนหลักของมวยไท้เก้กเช่นกัน !!

มวยไท้เก้กมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามวยพลังไฟฟ้า เพราะว่ามวยชนิดนี้ นำเอาธาตุแห่งพลังชีวิต(ปราณหรือชี่) ที่มีอยู่เต็มจักรวาลในลักษณะของกระแสไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็ก เข้ามาสะสมเก็บเอาไว้ในมันสมอง (บริเวณ"ไฮโพทาลามัส) เป็นแหล่งพลังงานของตนเองเพื่อใช้ในการบรรลุจุดหมายสูงสุด ในการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ "ฟ้า"



จุดเด่นพิเศษของการฝึกฝนมวยไท้เก้กนี้ก็คือ จะต้องมีการเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ประกอบกับการหายใจที่เป็นไปอย่างธรรมดาและอย่างมีสติ โดยไม่ออกแรงมากเกินไป แต่อาศัยความอ่อนนุ่มกลมกลืนเป็นสำคัญ อันเป็นความอ่อนนุ่ม กลมกลืน ที่แฝงไว้ด้วยกำลังภายในอย่างเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ การฝึกฝนมวยไท้เก็กในเรื่องท่วงท่า มุ่งเน้นที่การขวนขวายหาความแม่นยำ ไม่ใช้กำลังแรงอย่างหักโหม ในเรื่องจิตใจทีมุ่งเน้นที่ความปลอดโปร่ง เป็นปกติ ราบเรียบ มีสมาธิแน่วแน่นิ่งเป็นเอกภาพ ปราศจากความนึกคิด ปราศจากความวิตกกังวล และความสงสัย แต่ละครั้งที่ฝึกจะต้องให้สบายตลอดร่าง อย่าฝึกจนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนถึงที่สุดให้คำนึงถึงความเหมาะสมของแต่ละคนเอง

มวยไท้เก้กแสวงหาความสงบนิ่งท่ามกลางความเคลื่อนไหว เมื่อดูจากท่าทางภายนอก และแสวงหาความเคลื่อนไหวจากความสงบนิ่ง ในขณะที่ฝึกกำลังภายในด้วยการฝึกสมาธิ


ต้นกำเนิดของวิชามวยไท้เก้ก มีคนกล่าวว่า มาจากนักพรตเต๋า ผู้ฝึกวิชาเซียน (วิชาโยคะของจีน) เนื่องจากการนั่งสมาธินานเกรงว่าโลหิตกับปราณ (ชี่) จะคั่งค้างติดขัดดังนั้น นอกจากการนั่งสมาธิแล้ว จึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหว ออกกายบริหารมาบำรุงเสริมสร้างพลังภายในร่างกาย

ในทางกลับกัน ผู้ที่ฝึกฝนมวยไท้เก้กรุดหน้ามาจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกการนั่งสมาธิด้วย การนั่งสมาธิคือการสำรวมตนอย่างสุภาพอย่างหนึ่ง ผู้ที่สามารถนั่งสมาธิได้ จิตใจย่อมสงบนิ่ง พลังย่อมกลมกลืนความนึกคิดถูกต้อง ร่างกายตั้งตรง อารมณ์ผ่องใส ยามเคลื่อนไหว ยื่นมือออกไปไม่ว่ากำลังรุนแรงเพียงใด จะไม่สับสนวุ่นวาย


วิธีการนั่งสมาธิแบบเต๋านั้น ควรได้รับการถ่ายทอดที่ถูกต้องจากผู้รู้ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ถ้าหากยึดหลักฝึกฝนปฏิบัติตามหลักของมวยไท้เก้กขนานแท้แล้ว ก็คงไม่เป็นอะไร กล่าวคือ

-ร่างกายจะต้องนั่งตัวตั้งตรง โดยนั่งขัดสมาธิชั้นเดียว หรือสองชั้นก็ได้ไม่ขัดข้อง
-ศรีษะกับร่างกายจะต้องตั้งตรง
-บ่าทั้งสองลดลงให้เสมออกห้ามยกไหล่
-จงผ่อนคลายตลอดร่าง
-ลิ้นดันเพดานปากไว้
-ซี่ฟันต้องประกบกัน
-หรี่เปลือกตาลง
-มือทั้งสองเอาหลังมือซ้ายวางทับไว้บนอุ้งมือขวา วางแนบติดกับข้างหน้าท้องน้อยโดยค่อยๆ วางไว้บนโคนเท้า

หลังจานั้นตั้งจิตใจให้สงบนิ่ง ผ่อนคลายบริเวณสะดือ และท้อง ตัดความกังวลเกี่ยวกับตนและสิ่งอื่น ตัดอารมณ์ความนึกคิดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปให้พ้น ปิดบังการมองแต่สดับฟัง คือ หูไม่ประมาทและหูไม่สดับฟังภายนอก

เมื่อนั้นปราณ (ชี่) จะไหลกลับไปยังไต ตาก็ยังต้องไม่ประมาท คือไม่มองภายนอก เมื่อนั้นเสิน(จิตประสาท) จะกลับคืนไปยังตับ ปากก็ต้องไม่ประมาท คือสงบนิ่ง ไม่ยอมพูด จิตจะกลับคืนไปยังหัวใจ จมูกไม่ประมาท คือไม่ดมกลิ่นภายนอก อารมณ์จะกลับคืนไปยังปอด สติไม่ประมาท คือความนึกคิดไม่ฟุ้งซ่าน ความสำนึกจะกลับคืนไปยังม้าม


*เวลานั่งสมาธิควรเป็นเวลาที่ตื่นนอนเช้ากับเวลาที่จะเข้านอนกลางคืนเวลาที่เริ่มต้นฝึกฝน แรกๆ มือและเท้าย่อมรู้สึกไม่สบาย อารมณ์ก็ฟุ้งซ่าน แต่ถ้าปฏิบัตินานเข้าย่อมหายไปเอง ระยะเวลาในการนั่งสมาธิจะยาวหรือสั้นไม่จำกัด จะเป็นเวลา 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมงก็ได้


กลไกของวิชาเต๋า เพื่อการกลายเป็นโฮโม-เอ็กเซลเลนส์ โดยผ่านการฝึกมวยพลังไฟฟ้าอย่างมวยไท้เก้ก ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึงกับกลไกของวิชาโยคะมากทีเดียว

ตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว เซียนผู้วิเศษของจีนได้กล่าวเอาไว้ว่า "ที่สองข้างของกระดูกสันหลังมนุษย์นั้น มีช่องแล่นผ่านไปถึงกลางกระหม่อม วิธีของการที่จะฝึกฝนวิชากำลังภายใน จึงเหมือนดั่งคนผู้หนึ่งที่ต้องการจะปีนขึ้นจากเหวลึกไปสู่เบื้องบนสวรรค์ เขาต้องการเริ่มฝึกตั้งแต่ปลายย้อยของกระดูกก้นกบ อันเป็นตำแหน่งที่การโคจรของจิตกับปราณ (ชี่) จะต้องมาประสานกันและเป็นที่รวมของธาตุหยินกับหยัง เขาจะต้องเพ่งนึกถึงลมหายใจที่จะแล่นมาจากปลายย้อยของกระดูกก้นกบ จนกระทั่งไปถึงกลางกระหม่อม ด้วยการสูดเอาปราณที่อยู่ในระหว่างผืนแผ่นดินกับแผ่นฟ้าให้แล่นผ่านหว่างศูนย์คิ้ว ไปกลางกระหม่อม และวกกลับมาสู่จุดตันเถียน (จุดศูนย์)"


พลังชีวิต พลังใจ พลังจักรวาล พลังที่แท้จริงของฟ้าดิน ...พลังเหล่านี้ล้วนมีลักษณะเป็นพลังไฟฟ้าทั้งสิ้น และเป็นแหล่งต้นตอของสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ซึ่งคนจีนเรียกว่า "ไท้เก้ก" ส่วน "สมอง" ของมนุษย์ คือเครื่องจักรวิเศษที่คอยเก็บสะสมพลังไฟฟ้าเช่นนี้เอาไว้ วิชาเต๋าของจีนเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีหม้อแบตเตอรี่เก็บกระแสไฟฟ้าอยู่ 2 แห่ง หม้อแบตเตอรี่ที่เก็บสะสมไฟฟ้าตัวผู้ (ขั้วบวก) อยู่บนศรีษะ ในขณะที่หม้อแบตเตอรี่ที่เก็บกระแสไฟฟ้าตัวเมีย (ขั้วลบ) อยู่ที่ใต้สะดือ กล่าวคืออันหนึ่งอยู่ข้างบน อีกอันหนึ่งอยู่ข้างล่าง เหมือนขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้โดยมีเส้นประสาท เป็นสายเชื่อมโยงติดต่อกัน และมี "จุดศูนย์" (บน กลาง ล่าง) 3 แห่ง ทำหน้าที่เป็นสถานีผสมผสานกันระหว่างกระแสไฟฟ้าบวกกับกระแสไฟฟ้าลบ

โยคาจารย์ทางเต๋า ผู้ค้นพบ "พลังจักรวาล" เช่นนี้มาตั้งแต่โบราณกาลมีความเชื่อมั่นว่า คนเราสามารถอาศัยวิธีหายใจรับเอา พลังจักรวาล (ปราณ) นี้จากดินฟ้า จากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มาสะสมเป็นสมรรถภาพภายในร่างกายของตนได้ และเพื่อรวมพลังจักรวาลเหล่านี้ไปใช้ในการ "บรรลุธรรม" หรือ "บรรลุเต๋า"
ซึ่งการจะทำเช่นนี้ได้ วิชาเต๋าของจีนเชื่อว่า ก่อนอื่นจะต้องเพิ่มการประจุไฟฟ้าเข้าไปในเซลล์แต่ละเซลล์ของร่างกาย โดยเฉพาะในเซลล์สมองเสียก่อน นี่จึงเป็นที่มาของ " วิชาสะสมกำลังภายใน" เพื่อเพิ่มประจุไฟฟ้าในเซลล์ของร่างกาย ต่อมาภายหลังจากที่เพิ่มประจุไฟฟ้า (สะสมกำลังภายใน) ได้แล้วก็จะต้องรู้จักควบคุมพลังไฟฟ้าเหล่านั้น ให้ไปรวมพลังที่กลางกระหม่อมเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมอง ไปเป็นสมองเซียน หรือมันสมองของวิญญาณที่สูงส่ง นี่จึงเป็นที่มาของ "วิชาโคจรลมปราณ" จะเห็นได้ว่าหลักคิดของวิชาเต๋า มิได้แตกต่างไปจากหลักคิดของวิชาโยคะแต่อย่างใดเลย ความแตกต่างที่มีคือความแตกต่างในเรื่องตำแหน่งของจักรกับจุด และความแตกต่างในเรื่องเส้นทางโคจรของลมปราณเท่านั้น
การถ่ายทอดเคล็ดวิชาฝีมือของคัมภีร์สัตตสูตร ซึ่งมีใจความดังนี้ "ฝึกใช้มือยันพื้นเท้าชี้ฟ้า ในขั้นแรกพลังอยู่จุดศูนย์ เคลื่อนไหวด้วยจิตนำพลังลงตามจุดแห่งเจ็ดดาวเหนือบนศรีษะ เป็นหลัก"

"จุดแห่งเจ็ดดาวเหนือบนศรีษะ" นี้คือ เส้นโคจรของจิตและลมปราณที่เชื่อมจักรคิ้วกับจักรมงกุฎนั่นเอง(บริเวณ"ไฮโพทาลามัส)


http://jedineko.spaces.live.com/blog/cns&#...9!336.entry

我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 19, 2009 11:06 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



10 วิธีง่ายๆ สลายเอวห่วงยาง
ช่วยเพิ่มหุ่นสวยไร้ไขมันส่วนเกินกวนใจ

รูปร่างตุ้ยนุ้ยมักเกิดขึ้นง่ายคุณว่ามั้ยค่ะ ยิ่งเอวของคุณมีไขมันเกาะหนาขึ้นเท่าไรก็ยิ่งยากที่จะสลัดมันออก แต่ไม่ต้องกังวลกันนะคะเรามีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยสลายเอวห่วงยางของคุณได้ด้วยตัวของคุณเองมาฝากกันค่ะ


1ตักทีละน้อย แล้วค่อยเติมใหม่ทีหลัง เป็นการสร้างนิสัยของคุณได้ในเรื่องของการเกรงใจ ละอายใจตัวเองบ้าง เมื่อคุณออกไปทานข้าวกับคนอื่น หรือจะได้ทานให้หมดในจานโดยไม่ต้องเหลือค้างไว้ แต่จงจำไว้ว่าทานแค่พออิ่มนะจ๊ะ

2ทนอด อดทน ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารลงแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่างพรวดพราดลดเดี๋ยวจะหน้ามืดเป็นลมเป็นแล้งได้

3เครียดไม่กิน หากคุณรู้สึกเครียดอย่าระบายความเครียดด้วยการกิน แล้วก็กินอย่างเดียว นอกจากจะทำให้คุณอ้วนโดยไม่รู้ตัวแล้ว อาจจะเสี่ยงโรครุมเร้าได้ หาวิธีผ่อนคลายด้วยวิธีอื่นจะดีกว่าค่ะ

4ภาพวันวาน พยายามนึกถึงวันตอนที่คุณมีรูปร่างที่ดีที่สุด เป็นการเรียกกำลังใจที่จะสลายไขมันที่คุณมีออกไปได้บ้าง

5ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยแล้วอาทิตย์ละ 3 วัน หรือทุกวันก็ได้ถ้ามีเวลาแค่วันละ 20 นาทีก็สามารถที่จะช่วยสลายส่วนเกินที่ไม่ต้องการออกไปได้ แถมเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายด้วย

6ต้องน้อยกว่า โดยเฉพาะเรื่องของพลังงาน ใน 1 วันควรที่เผาผลาญพลังงานที่คุณกินเข้าไปให้มากที่สุด หรือกินไปเท่าไรก็ใช้ไปให้มากกว่า 1 เท่า

7ตั้งใจให้แน่วแน่ ใจเป็นสิ่งที่สำคัญ หากคุณสามารถที่จะควบคุมจิตใจของคุณได้ คุณก็สามารถเอาชนะทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะสิ่งที่วางอยู่ในจานข้างหน้าคุณไง

8ปฏิวัตินิสัยการกิน พยายามทานให้น้อยๆ วันละ 4-5 มื้อก็ไม่เป็นไร และในมื้ออาหารนั้นก็ควรที่จะมีผัก ผลไม้ร่วมอยู่ด้วยแทนที่จะเป็นอาหารขยะทั้งหลายแหล่

9สนุกเคี้ยว การเคี้ยวอาหารก็เหมือนกัน เมื่อตักอาหารเข้าปากแล้วก็ควรเคี้ยวให้ละเอียดที่สุด จะได้ย่อยง่าย และอิ่มเร็วขึ้น

10วัดรอบเอวบ่อยๆ จะช่วยให้คุณมีกำลังใจ เพราะเอวของคุณลดลงอย่างน่าอัศจรรย์

หากคุณปฏิบัติได้ตาม 10 วิธีนี้ รับรองได้เลยค่ะ หุ่นสวยของคุณกลับมาหาคุณแน่ๆ แค่คุณพยายามอีกนิด







ที่มา : thaihealth.or.th
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 20, 2009 02:22 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008




สวัสดีจ้ะน้องป้อม.....มาแอบเก็บข้อมูลลดห่วงยางน่ะจ้ะuser posted image




user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 20, 2009 07:59 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัสดี น้องป้อม
คิดว่าหนีไปไหน หนีไปฝึกลมปราณไทเก๊ก นี้เอง ขอบคุณนะความรู้เรื่องไทเก๊ก และ 10 วิธีง่ายๆ สลายเอวห่วงยาง พี่ตุ๊จะทำให้ได้ น้องป้อมด้วยนะ สู้ สู้

Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 20, 2009 10:17 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009





สูตรเด็ดเพื่อหุ่นสุดเริ่ด แบบ 3 เดือนเห็นผล โดย อรนภากฤษฎี

ให้เวลากับตัวเองในเวลา 3 เดือน ตามตารางที่ดิฉัน กำหนดให้คุณ รับรองว่าเห็นผลแน่ ในการมีรูปร่าง หน้าตาที่สวยกว่าเดิม แต่ขอย้ำนะคะว่าคุณจะต้อง ซื่อตรง ต่อตารางที่ ดิฉันกำหนดให้ ดิฉันจะกำหนด ตารางเป็น 4 อาทิตย์ต่อเดือน ทั้งหมดก็จะเป็น 12 อาทิตย์ ในแต่ละอาทิตย์จะมีกิจกรรม ให้คุณทำครบ ถ้วน กระบวนความ

การดูแลเป็นตัวเองล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นการกิน การดูแลผิวพรรณ การออกกำลังกาย ไปจนถึงการเสริมความงามให้กับตัวเอง
ขอบอกไว้ก่อนว่า ไม่ยากหรอกค่ะ เพียงแต่คุณต้องจัดระเบียบให้กับตัวเอง มากขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่อีลุ่ยฉุยแฉก ปล่อยชีวิตให้กระจัดกระจายไปตามอารมณ์ ไร้ระเบียบแบบแผน พร้อมหรือยังคะ ที่จะทำตัวให้สวยภายในเวลา 3 เดือน ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มอ่านตารางที่ดิฉันจัดให้ ขอให้ละเอียดหน่อยนะคะในการอ่าน และพึงปฏิบัติด้วยล่ะ
อาทิตย์ที่ 1
1.เปลี่ยนนิสัยตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆวันละ 8-10 แก้ว
2. หันมารับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เป็นพวกโยเกิร์ตหรือนม ที่มีแคลลอรี่ต่ำก็ได้ มีการจำกัด หารับประทานเนื้อดิบที่มีไขมันสูง เลือกรับประทานเฉพาะปลา หรือเป็ดไก่ที่ไร้หนัง เนยก็รับประทานได้ แต่ต้อง Low-Fat นะคะ และทั้งหมด ควรรับประทานพอประมาณ
3. เริ่มที่จะขัดผิวกายของคุณก่อนการอาบน้ำเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วย ให้มีการระบาย น้ำเหลืองให้หมุนเวียนไปตาม โครงสร้างของผิวทำให้ ทั่วร่าง เริ่มจากเท้าและฝ่าเท้าของคุณ ไปจบตรงแผ่นหลัง ให้แน่ใจเสมอว่า ทั่วถึง ทั้งเรือนร่างทุกครั้งที่ทำ
4. เริ่มว่ายน้ำอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละ 20 นาที อย่างต่อเนื่อง

อาทิตย์ที่ 2
1. รับประทานผลไม้ให้มากขึ้น รับประทานผลไม้สดวันละ 2-4 มื้อ จะรับประทานเป็นผลหรือคั้นน้ำก็ได้ จำพวกผลไม้ผลเล็กๆหรือองุ่น ให้ได้จำนวนปริมาณน้ำ 2 ช้อนโต๊ะใหญ่ต่อวัน
2. เริ่มหัดเดินให้ไกลๆบ้าง อย่าเวลาคุณไปทำงาน ถ้าระยะทาง จากบ้านไปที่ทำงานไกลเกิน ก็ให้นั่งรถครึ่งเดินครึ่ง แต่ต้องเดินใน ที่ๆสบาย เพื่อการผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็มีทางเลือกอย่างอื่น คือเดินสัก 20 นาที หลังมื้อเที่ยง ทำเช่นนี้สัก 3 วัน ใน 1 อาทิตย์ และทุกครั้งควรเดิน อย่าง คล่องแคล่วกระฉับกระเฉง
3. นัดช่างผมกรรไกรทองสำหรับ การเปลี่ยนทรงผมใหม่ หรือจะเล็มผมที่ ยาวแล้วก็ได้ และตั้งใจไว้เลยว่าคุณต้องทำเช่นนี้ทุกๆ 3 เดือน
4. เคลียร์ตู้กับข้าวของคุณซะใหม่ ให้ทิ้งสิ่งต่างๆที่เป็นส่วน ของการเพิ่ม ไขมัน ใหมีแผนการสำหรับการกินอาหารเพื่อสุขภาพเท่านั้น อย่างเช่น เนื้อ ปลาทะเลชิ้น บางๆ น้ำ หรือน้ำมันมะกอก ถ้าเป็นไปได้ ในตู้กับข้าว ตู้ใหม่ของ คุณจะต้องมีอาหารหรือเครื่องดื่ม ที่มีปริมาณ น้ำตาลต่ำ หรือไร้น้ำตาลไปเลย

อาทิตย์ที่ 3
1. เริ่มดูแลผิวพรรณ โดยการเข้าร้านเสริมสวยซะ โดยกรรมวิธีที่จะทำให้ ผิวพรรณ คุณ ดูนุ่มนวลดุจธรรมชาติ อย่างเช่นเอาพืชทะเล มาพันร่าง เพื่อ ทำให้ผอม พร้อมกับ ครีมที่มีกลิ่นหอมมานวดร่างคุณ หรือไม่ก็ขัด ผิวคุณ ด้วยพืชพรรณตามธรรมชาติ ผิวคุณก็จะดูผุดผ่องขึ้นมาทันตา
2. อาทิตย์นี้ก็อย่าลืมให้เวลากับการเดิน อาจจะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ตามสวนสาธารณะ หรือออกไปนอกเมืองไกลๆ แล้วใช้การเดินระยะยาว
3. ตรวจดูการรับประทานคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้ง อย่างขนมปัง ธัญพืช หรือผลไม้อย่างมะเขือเทศ คุณควรที่จะควบคุมการรับประทานอาหาร อย่างตั้งใจวันละ 6-8 มื้อ ขนมปังหั่นแผ่นบางๆสักชิ้น จะปิ้งหรือไม่ก็ได้ พวกธัญพืชสัก 3 ช้อนโต๊ะ ข้าวสัก 1 ช้อนโต๊ะ เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้น พาสต้า พร้อมใส่ไข่สัก 2 ฟอง กำลังดี
4. พยายามเลือก ข้าวซ้อมมือ ขนมปัง หรืออาหารจำพวกเส้นที่มีคุณภาพ ควรรับ ประทานเป็น อาหารบำรุง หรืออาหารเสริม เพื่อให้ร่างกาย มีพลังงานใช้ อย่างเต็มที่

อาทิตย์ที่ 4
1. ทำการบริหารหน้าท้อง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับ โดยใช้วิธีง่ายๆ แต่ทำเป็นประจำตลอดอาทิตย์
เริ่มด้วยการนอนราบไปบนแผ่นยางหนาสักหน่อย เพื่อกัน กระดูก ทิ่มพื้น ชันเข่าขึ้น ให้เท้าราบไปกับพื้น มือประสาน กันไว้ที่ท้ายทอย แล้วยกส่วนก้นขึ้นเนื้อพื้นพอประมาณ พร้อมทั้งกดเกร็งหน้าท้อง แล้วหายใจออกอย่างช้าๆ โดยหลังยัง ติดกับพื้นอยู่ หลังจากนั้นก็ค่อยๆวางลง แล้วหายใจเข้าเป็น การผ่อนคลาย
ยังอยู่ในท่าเดิม แต่มือประสารกันไว้ที่ท้ายทอยเพื่อ พยุงคอ เอาไว้ ยกลำตัวขึ้น กดหน้าท้อง โดยการเกร็ง แล้วหายใจ ออกช้าๆ วางตัวนอนดังเดิม พร้อมหายใจเข้า ท่านี้เขาเรียกว่า sit up
ในท่าเดียวกัน ยืดขาขวาให้ตรงกับลำตัว ในขณะที่ขาซ้ายยังชัน เข่าอยู่ แล้วงอเข่าขวามาที่หน้าอก พร้อมยกลำตัวขึ้นบิด ไปทาง ขวา โดยให้ข้อศอกซ้ายแตะเข่าขวา เกร็งหน้าท้องไว้ อย่าลืม หายใจ ออกด้วย ทำสัก 10-15 ครั้ง แล้วเปลี่ยนกลับไปทำอีกข้าง
2. ตรวจดูการดื่มแอลกอฮอล์ของคุณว่าอย่ามีมากกว่า 15 หน่วยต่ออาทิตย์ เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกผู้หญิงอย่างเรา 1 หน่วยเท่ากับไวน์ 1 แก้ว หรือเบียร์ครึ่งเหยือก แค่นี้กำลังงามค่ะ ภายใน 1 อาทิตย์
3. เลิกล้มความฝันสำหรับชุดว่ายน้ำหรือบิกินี่ คุณจะดูวิเศษที่สุดก็ต้อง หลังสองเดือนไปแล้ว เดือนที่ 2

อาทิตย์ที่ 5
1. เริ่มดื่มน้ำที่คั้นมาจากพืชชนิดที่มีใบ อย่างเช่นน้ำยี่หร่าผสมน้ำ เพื่อทำการกระตุ้นระบบการย่อยอาหารของคุณ จะดื่มหลังจากอาหารค่ำ ก็ได้ (ไม่ควรดื่มขณะตั้งครรภ์) ดื่มชาผลไม้ เพื่อทำให้การหมุนเวียน ของเลือดดีขึ้น การทำงานของไตก็จะดีขึ้นไปด้วย การดื่ม มิ้นต์ (peppermint) จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหารเช่นกัน
2. อาทิตย์นี้เดินให้มากขึ้นสัก 20-30 นาที ตลอดอาทิตย์ เพิ่มระยะทาง และความเร็วในการเดินให้มากขึ้นด้วย ก้าวแต่ละก้าวควรให้นุ่มนวล และเยือกเย็น เรียกว่า "มีสมาธิในการเดิน"
3. รับประทานผัก 3-5 มื้อต่อวัน เป็นผักรวมจานเล็กๆ ถ้าเป็นไปได้ควร เป็นผักสด
วิธีทำสลัด (วิธีทำสลัดสไตล์คุณม้า)
หอมใหญ่ 1 หัว (ขาวหรือแดงก็ได้) ผัดขม ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง 1 กำ (ล้างและลอกเปลือกอย่างสะอาด) นำผักมาล้าง หั่นหอมใหญ่เป็นแว่นๆ แล้วตกแต่งให้สวยงามด้วยหน่อไม้ ฝรั่งกับผักชีฝรั่ง น้ำสลัด อย่างง่ายๆ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ น้ำมะนาว พริกไทยป่น นิดหน่อย พริกหยวก บดละเอียด ผสมให้เข้ากัน แล้วราดลงบนผักสลัด ที่จัดเตรียม ไว้ รับรองอร่อยแน่

อาทิตย์ที่ 6
1. ต่อสู่เซลส์ผิวหนังด้วยการนวดตัวทุกวัน อันนี้เข้สถานบริการนวดตัว จะดีที่สุด อย่านวดด้วยตัวเองเลยค่ะ ลำบาก
2. ยังคงออกกำลังกายอยู่นะคะ และอย่าลืมยกน้ำหนักด้วยเวทข้างประมาณ 1-2 กิโล สองวันต่ออาทิตย์ บริหารหน้าท้องยังคงต้องทำอยู่สม่ำเสมอ นอนราบชันเข่า มือถือที่ยกนำหนักเอาไว้ ยกลำตัวขึ้น พร้อมกับยก น้ำหนักไว้ด้านหน้าให้สุดแขน และเมื่อเอาตัววางนอนลง ให้ค่อยๆวาง แขนลงช้าๆเหนือศรีษะ ทำสัก 8-15 ครั้ง อาทิตย์ที่ 6 แล้ว คงต้องทำให้มัน หนักหน่อย คิดว่าคุณๆก็คงจะชินแล้วในการซิทอัพ
ยืนตัวตรง ยื่นขาขวาไปข้างหน้าพร้อมงอเข่า ยกน้ำหนักขึ้นโดยการ งอข้อศอก แล้วย่อตัวลง เก็บขากลับมา ยืนไว้ในท่าแรก จากนั้นสลับมา ทำเหมือนเดิมกับขาข้างซ้ายบ้าง ท่านี้จะได้ทั้งกล้ามเนื้อขนด้านหน้า และขา ท่าลดต้นแขน ยืนตัวตรง มือทั้งสองข้างถือที่ยกน้ำหนักไว้ แล้วยก ขึ้นเหนือศรีษะ ค่อยๆวางลงไปด้านหลังศรีษะ โดยให้ข้อศอก ชิดใบหูทั้ง สองข้าง ยกขึ้น ยกลง กล้ามเนื้อบริเวณแขนด้านในจะกระชับ ไม่หย่อน ยาน
3. อาจจะเต้นแอโรบิกหรืออกกำลังกายตามส่วนต่างๆของร่างกาย ตามวิดีโอ การ บริหารร่างกายก็ได้นะคะ เลือกอันที่ดีๆหน่อยหรือไม่เช่นนั้น ก็ไปเต้น ตาม สถานบริหารร่างกาย ดิฉันว่าจะสนุกกว่า
4. เข้าเซาน่าหรือห้องอบไอน้ำ หลังจากนั้นก็นวดตัวซะด้วยเลย คุณๆลองทำ ตาม ตารางที่ดิฉันกำหนดให้ภายใน 6 อาทิตย์ดูสิคะ ว่าร่างกายคุณเริ่ม มีการเปลี่ยนแปลงขนาดไหน แต่การทำตามตารางต้องซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง นะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกิน การออกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ รวมไปถึงทั้งตัว ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า ตามที่ได้บอกไว้ข้างต้น รับรองว่า เห็นผลแน่

อาทิตย์ที่ 7
1. ออกกำลังกายอย่างมุมานะด้วยเครื่องมือการออกกำลังกาย เช่น การถีบจักรยานอยู่กับที่สม่ำเสมอ การเดินในระยะทางไกลๆ หรือการเต้นแอโรบิก
2. จัดเตรียมนำผลไม้และน้ำผักสดไว้ดื่ม พร้อมกับการกินวิตามิน ผู้เชี่ยวชาญของโลกเขาบอกว่า การลดน้ำหนักที่ดีที่จะให้เห็นผลถึง 70 เปอร์เซ็นต์นั้นก็คือ การดื่มน้ำผลไม่หรือน้ำผักสด เพราะจะทำให้ย่อยง่าย และดูดซึมภายในเวลาเพียงแค่ 10-15 นาที ควรดื่มเป็นประจำทุกวัน วันละ 1 แก้ว ถ้าเยื่อก็ลองน้ำแอปเปิ้ล น้ำกล้วย น้ำมะละกอ และน้ำลูกพรุน หรือจะทำเป็นผลไม้รวมแบบค็อคเทลอย่างองุ่น(เป็นลูก) มะละกอ (เป็นชิ้น) แอปเปิ้ล แครนเบอร์รี่ แล้วใส่น้ำส้มกับน้ำมะนาว ลงไป ก็จะทำให้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น สำหรับน้ำผักสด ผสมกันระหว่าง แครอท หัวผักกาดแดง และแตงกวา หรือขึ้นฉ่าย ผักกาดหอม และผักโขม
3. วินาที แล้วเปลี่ยนอีกขาหนึ่ง ทำเช่นนี้สัก 10 ครั้งต่อข้าง เดินในน้ำสัก 3 นาที จากด้านหนึ่งของ ขอบสระไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเหสี่ยงแขนไปด้วยพร้อมๆกัน

อาทิตย์ที่ 8
1. ถึงเวลาของการปรับปรุงการวางท่าทาง โดยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านการออกกำลังกาย ในหนึ่งครั้งต่อวัน ยืนกางขาเล็กน้อย งอเข่าพอ ประมาณ แผ่นหลังตรง น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ทั้งสองข้าง หายใจออก และยืดส่วนท้องบริเวณสะดือและส่วนของกระดูกสันหลังขึ้น แขม่วส่วน กระดูกเชิงกรานเข้า แล้วเก็บก้น โดยให้รู้สึกว่า สองแก้มก้น ชิดสนิท แนบแน่น หายใจออกยาวๆ ทำเช่นนี้หลายๆครั้งเพื่อบริหาร กล้ามเนื้อ บริเวณ ท้องและก้น หายใจเข้า ออกในขณะ ที่คุณหมุนหัวไหล่เป็น รูปวงกลม และประสานมือ ยืดแขนขึ้นเหนือศรีษะ เป็นการยืดกล้าม เนื้อส่วนหลังทั้งหมด หลังจากนั้นก็ยืนตรงสบายๆ เป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ บริเวณก้นสัก 30 วินาที แล้วเริ่มทำใหม่
2. เอ๊กเซอร์ไซด์ระบบหายใจด้วยการยืนตรงหรือนั่งเอานิ้วมือทั้งสองกด เข้าหากันให้อยู่ระดับจมูก หายใจออกช้าๆ พร้อมกับกดนิ้วมือเข้าหากัน อย่างแน่น ทิ้งไว้สัก 10 นาที แล้วหายใจออก พร้อม ผ่อนคลาย จึงกลับมาทำใหม่สัก 10 ครั้ง

อาทิตย์ที่ 9
1. การเหยียบ step up เป็นกิจวัตรประจำวัน โดยถือที่ยกน้ำหนักด้วย สัก 21 ปอนด์ เริ่มต้นด้วยการก้าวยาวๆ ก้าวขาขวาขึ้นสเต็ป เหยียดแขนซ้าย ออกไปข้างหน้า แขนขวาวงไว้ขางลำตัวแล้วสลับข้าง ทำอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยๆช้าลง
2. ตรวจดูการรับประทานโปรตีนของคุณ ควรให้มีอาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ ถั่วแห้ง ไข่ และถั่วลิสง 2-3 ชนิด ต่อวัน เนื้อหรือไก่ไร ้หนัง 2-3 ออนซ์ ปลาเนื้อขาว ไม่ทอด 4-5 ออนซ์ ไข่ 2 ฟอง สุกปานกลาง เนย 11/2 ออนซ์
3. การรักษาด้วยกระแสน้ำ ในการอาบน้ำของแต่ละวัน ให้น้ำอุ่นกรทบ ตัวโดยเร็ว แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำเย็นสัก 20 วินาที กลับไปเป็นน้ำอุ่นอีกสัก 1-2 นาที จบด้วยการอาบน้ำเย็น เริ่มให้น้ำฉีดไปบนบริเวณหน้า เรื่อง ลงไป ยังบริเวณแขนและขา รวมทั้งบริเวณหน้าอกและท้อง จบด้วย ส่วนหลัง ของคุณ เพื่อเป็นการนวดตัวด้วยกระแสน้ำ แล้วเช็ดตัว ให้แห้ง ก่อนคลานขึ้นเตียง นอนพักสัก 20 นาที เป็นการพักฟื้น

อาทิตย์ที่ 10
1. ปรับปรุงการออกกำลังกายของคุณให้ดีขึ้น โดยำสม่ำเสมอทุกวัน เป็นประจำ แยกเท้าออกจากกันให้กว้างพอประมาณ โดยยืนอยู่ด้าน หลังก้าวอี้ มือขวาจับพนักเก้าอี้ไว้เป็นการพยุงตัว ใช้มือซ้ายแตะไว้ ตรงต้นคอ งอข้อศอกให้อยู่ระดับหลัง เอียงตัวไปทางซ้ายพร้อมงอเข่า บิดตัวลงให้ ข้อศอกแตะเข่าด้านหน้า แล้วกลับมายืนในท่าเดิม เริ่มทำใหม่ แต่ตอนนี้บิดและเอียงตัวลงให้ข้อศอกแตะเข่าขวาด้านหน้า จึงกลับไป ทำอีกข้าง ทำข้างละ 20 ครั้งเป็นการบริหารเอว
2. อาทิตย์นี้ลงมือทำเล็บมือและเล็บเท้า พร้อมทั้งแต้มสีสันลงไปบนเล็บ ซะให้สวยบาดใจไปเลย
3. ขัดตัวด้วยเกลือ โดยเอาเกลือทะเลผสมกับน้ำมันโอลีฟนวด ไปบนตัวที่ยังชื้น อยู่แล้วค่อยล้างออก

อาทิตย์ที่ 11
1. สำหรับสุขภาพผิวที่เปล่งปลั่งหลังจากที่เราได้ทะนุบำรุงดูแล มาจนถึง อาทิตย์ นี้แล้ว เรามาเริ่มแต่งหน้ากันสักหน่อย จะดีกว่า ใช้รองพื้นสี ที่เป็นธรรมชาติ เข้ากับสีผิว หรือจะใช้สีแทนสักหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไม่ ชอบสีแทนก็ให้ใช้ สีขาวกว่าผิวก็ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มความผุดผ่อง เป็นยองใย
2. บางครั้งอาจจะทดลองแต่งให้เข้ากับฤดูร้อน สิ่งจำเป็นที่สุด ตัวครีมรองพื้น ควรจะมีมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ผสมอยู่ให้มากหน่อย เพื่อทำให้ผิวคุณดู สดใส ปัดแก้มเบาๆ ปัดมาสคารา ทาลิปมันและลิปสติก
3. สีอ่อนๆให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด คุณก็จะดูเป็นคนสวยที่มีสุขภาพดี
ควรจะเล่นกีฬานะคะ อาจะไปเรียนตีเทนนิส หรือไปร่วมเล่นซอฟท์บอล กับเขาในสวนสาธารณะก็ได้

อาทิตย์ที่ 12
1. จัดเตรียมชุดว่ายน้ำ จะวันพีซหรือทูพีซก็ได้แล้วแต่ตามใจชอบ แต่อย่าลืมแว็กซ์ขนบริเวณขอบบิกินี่ด้วยล่ะ ตามร้านเสริมสวยเขา ก็มีบริการ
2. ปกป้องแสดงแดดด้วยครีมกันแดด ใช้ครีมที่มีสาร SPF คุณสามารถมี ผิวสีแทนได้ แต่อย่าไหม้ ที่จริงแล้วก็มีครีมหลายตัวสำหรับกันแดด คุณเลือกหาเอาเองก็แล้วกัน
3. สวยเห็นผล

[/SIZE]
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 21, 2009 01:04 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008



user posted imageสวัสดีจ้ะ....


user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
ไทยแท้แท้
โพสต์เมื่อ: July 21, 2009 07:42 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,487
สมาชิกหมายเลข: 6,502
เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007



กระทู้นี้มีประโยชน์ดีจ้ะ ขอบคุณหนูป้อมนะจ๊ะที่ขยันหาสาระดีๆมาลงให้ได้อ่านกัน การรวบรวมลิงค์ออกกำลังกายก็เป็นความคิดที่ดีมากจ้ะ

"It does not matter how slowly you go as long as you do not stop." — Confucius

PMEmail Poster
Top
MissMo
โพสต์เมื่อ: July 21, 2009 12:19 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 639
สมาชิกหมายเลข: 6,892
เข้าร่วมเมื่อ: July 06, 2007



ขอบคุณนะคะน้องป้อมสำหรับเรื่องน่ารู้ สูตรพี่ม้าน่าสนใจเนอะแต่ว่าท่าทางจะแพงอ่ะ นวดเองก็ขี้เกียจเมื่อยมือรอกลับไปเมืองไทยก่อนนะจ๊ะพี่จะลองดู
user posted image

"แม้จะเดินช้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปไม่ถึง"

PMEmail Poster
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 22, 2009 01:27 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008




สวัสดีจ้ะน้องป้อม....

ว่าแต่น้องป้อมเริ่มหรือยังสูตรพี่ม้าน่ะ
แล้วพี่รสจะเอาตามบางอย่างน่ะ คงไม่ทั้งหมด
เพราะว่า....บางอย่างไม่อำนวยจ้ะ....user posted image



user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 24, 2009 08:13 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



ขยันสะสม อย่าลืมเก้บเอาไว้ในไฟล์ส่วนตัวด้วยนะคะ เพราะถ้าครัวมีปัญหา ข้อมูลจะได้ไม่หาย...
PM
Top
tewatera
โพสต์เมื่อ: July 24, 2009 09:07 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 872
สมาชิกหมายเลข: 16,980
เข้าร่วมเมื่อ: March 08, 2009



ข้าน้อยขอคารวะ หุหุ แซวเล่นตามแบบหนังกังฟู

น้องป้อมนี่พี่เก๋ยกให้เป็นเจ้าแม่ข้อมูลเลย

อ่านแล้วก็เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง

ขอบคุณนะคะ



ความสุขอยู่ใกล้แค่ใจเราuser posted image

PMEmail Poster
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 11:42 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



ขอบคุณ ค่า....พี่ต่าย พี่โม

ไว้เอาข้อมูลมาลง บ้างนะคะ.....อิอิชวนแล้วนะคะ
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 12:24 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (ยายหนู @ July 24, 2009 12:13 am)
ขยันสะสม อย่าลืมเก้บเอาไว้ในไฟล์ส่วนตัวด้วยนะคะ เพราะถ้าครัวมีปัญหา ข้อมูลจะได้ไม่หาย...

พี่ยายหนูจ๋า...

; ^ ; หนูป้อม ทำไม่เป็นน่ะค่ะ ได้แต่เซฟใส่microsoft word ไว้...
อีกอย่างตอบแบบรวมแบบพี่ยายหนูก็ทำไม่เปง... EM353.gif
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 12:33 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (tewatera @ July 24, 2009 01:07 pm)
ข้าน้อยขอคารวะ หุหุ แซวเล่นตามแบบหนังกังฟู

น้องป้อมนี่พี่เก๋ยกให้เป็นเจ้าแม่ข้อมูลเลย

อ่านแล้วก็เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง

ขอบคุณนะคะ

หนูป้อม คิดว่า..เพื่อให้เราอยู่ในอารมณ์ ที่กำลังลดน้ำหนัก ตั้งใจน่ะค่า....
ก็หนูป้อมยังไม่ได้ทำบ้าน เหมือนพี่ๆเขา (ยัง ออนไลน์ บ้าง หยุดออนไลน์บ้าง)
แล้วข้อมูลก็เป็นประโยชน์ ไว้รวมอ่านง่ายๆน่ะคะ (search... ไว้ รวมกันเนี่ยดีออกเนอะ) EM697.gif
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 12:35 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (miipanda @ July 21, 2009 05:27 pm)
สวัสดีจ้ะน้องป้อม....

ว่าแต่น้องป้อมเริ่มหรือยังสูตรพี่ม้าน่ะ
แล้วพี่รสจะเอาตามบางอย่างน่ะ คงไม่ทั้งหมด
เพราะว่า....บางอย่างไม่อำนวยจ้ะ....user posted image

ทำได้เปเป็น บางข้อค่ะ ....พี่รส

พยายามค่ะสู้ๆ
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 02:50 pm
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



วันนี้เอามาแชร์ด้วยค่ะ อันนี้เป็นคลิปที่ยายหนูฝึกยกดัมเบลเป็นครั้งแรกด้วยน้ำหนักแค่ 3ปอนด์...
http://www.youtube.com/watch?v=oWLr-_dvzms

อยากเฟิร์มประมาณนี้ค่ะ ตอนนี้กล้ามได้แต่ไขมันเพียบ...
http://www.youtube.com/watch?v=uXbZieD3Nms

อันนี้ที่ฝึกบ่อยๆ จนจำท่าได้ ถ้าวันไหนรำคาญตาบิลเดินผ่านไป ผ่านมาเวลาฝึกตามวิดีโออยู่หน้าทีวี ก็จะออกมาฝึกนอกห้อง โดยทำตามคลิปนี้โดยไม่ต้องดู...
http://www.youtube.com/watch?v=ack2rdbiHEE

และเรียนรู้เท็คนิกการฝึกจากนายคนนี้บ่อยที่สุด เพราะพูดช้า ฟังเข้าใจง่าย...
http://www.youtube.com/watch?v=HgCRn2Rdoxc
PM
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:06 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



วันนี้หยิบกล้วยมากิน ก็เลยค้นบทความนึง เกี่ยวกับ กล้วย มาฝากกัน

กล้วยหอมมีสารน้ำตาลอยู่ 3 ชนิดคือ ซุคโคส ฟรุคโตส และ กลูโคส (sucrose, fructose and glucose) รวมทั้ง เส้นใยอาหาร ให้พลังงานแก่ร่างกายพร้อมนำไปใช้ทันที

เขาวิจัยมาแล้วว่ากล้วยหอม 2 ใบให้พลังงานเพียงพอให้เราทำงานถึง 90 นาที ไม่ต้องสงสัยเลยที่ นักกีฬาระดับโลกถึงชอบกินกล้วยหอมกันนัก (เคยเห็นในสนามเทนนิส....พอพักเบรคบางคนหยิบกล้วยหอม มากัดกินสัก 2-3 คำ) ยังไม่หมดนะ เจ้ากล้วยยังมีคุณอนันต์ ป้องกันโรคภัยและภาวะต่าง ๆ ของร่างกายได้อีกด้วย มาดูกันนะ

ความเศร้าซึม
จากการสำรวจและวิจัยไต่ถามพร้อมสุ่มตัวอย่างจากคนไข้ ที่ป่วยเป็นโรคเศร้าซีม พบว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้กินกล้วยหอม เพราะว่ามี tryptophan ซึ่งเป็นกรดอะมิโน โปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งร่างกายสามารถแปลงเป็น serotonin สารกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์สดใส และมีความสุขมากยิ่งขึ้น

pms (premenstrualsyndrome)
สำหรับสุภาพสตรีแล้วก่อนที่จะมีประจำเดือน อารมณ์จะหงุดหงิดง่าย ไม่อยู่กับร่องรอยและก่อให้เกิดสภาวะต่อร่างกาย เช่นปวดท้อง ปวดหัว ฯลฯ รีบกินกล้วยหอมซะดี ๆ ยาแก้ปวดลืมไปได้เลย กล้วยหอมสามารถป้องกันได้

โรคโลหิตจาง (Anemia)
ธาตุเหล็กในกล้วยหอมสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้ผลิ ต Hemoglobin(ฮีโมโกลบิน) ในกระแสโลหิตช่วยหยุดยั้งภาวะ โลหิตจาง ได้

ความดันโลหิต (Blood Pressure)
กล้วยหอมมี เกลือโปแตสเซียมเหลือง อยู่เยอะ เป็นตัวช่วยความดันเลือดจนกระทั่ง US Food and Drug Administration อนุมัติให้กล้วยหอมยอดผลไม้มีส่วนช่วยลดภาวะความเสี่ยงความดันได้จริง

เสริมสร้างพลังสมอง (Brain Power)
ที่อังกฤษในแค้วน Middlesex มีนักเรียนจำนวน 200 คนจาก Twickenham school อ้างว่าพวกเขาสอบผ่าน เพราะได้กินกล้วยหอมเป็นอาหารเช้า รวมทั้งกินอีกนิดหน่อยในตอนมื้อเที่ยงเพื่อทำให้สมอง สดชื่น เขาได้วิจัยพบว่า โปแตสเซียม ในกล้วย ช่วยนักเรียนให้ตื่นตัวอยู่เสมอ

อาการ ท้องผูก (Constipation)
เส้นใย อาหารในกล้วยหอมช่วยทำให้ ระบบขับถ่ายในร่างกาย ทำงานได้ดี

เมาค้าง (Hangovers)
วิธีแก้เมาค้างที่เร็วและดีอีกวิธีหนึ่ง ก็คือกินกล้วยหอมปั่น banana milkshake โดยการใส่ น้ำผึ้ง ลงไปด้วย สรรพคุณของน้ำผึ้ง และสารวิตามินในกล้วยจะช่วยให้ปรับระดับน้ำตาลในเส้นเลือด และทำให้กระเพาะอาหารอยู่ในสภาวะที่พร้อมทำงานได้เร็วขึ้น

จุกเสียดแน่นท้อง (Heartburn)
กล้วยหอมมีสารลดกรดตามธรรมชาติอยู่ ดังนั้นการกินกล้วยก็จะช่วยให้ลดอาการดังกล่าว

Morning Sickness
ตอนเช้า ไม่อยากจะตื่นบ้าง ถ้าเรากินกล้วยหอมสักคำ 2 คำ ระหว่างมื้อเช้า เที่ยงหรือเย็น จะช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือด และแก้อาการดังกล่าวในตอนเช้าได้

บรรเทา แผลยุงกัด
ก่อนที่จะใช้ยาทา ลองใช้ เปลือกกล้วยหอม ด้านในถูบริเวณที่ถูกยุงกัด จะช่วยลดอาการ คัน หรือ บวม ได้ คนส่วนใหญ่เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ

ระบบประสาท (Nerves)
วิตามินบี ที่มีอยู่มากในกล้วยหอมจะช่วยลดความเครียดอ่อนล้าได้

อ้วน จากทำงานมากเกินไป
ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกิน ช็อคโกแล็ต และพวก โปเต้โต้ชิปส์ มากเกินไป ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆ น้อย ๆ ประมาณทุก ๆ 2 ชั่วโมงจะช่วยปรับ ระดับน้ำตาลในเลือด และลดการอยากกินของจุกจิก

แผลในลำไส้ และกระเพาะอาหารรวม
ทั้งผิวหนังพุพองเป็นแผล (Ulcers) สารและเส้นใยในกล้วยหอมช่วยให้การย่อยอาหารของ ลำไส้เล็ก ดีขึ้น รวมทั้งกรดต่าง ๆ ที่มีอยู่ทำให้มีการเคลือบผิวของกระเพาะ ลดการเป็นแผลในกระเพาะได้

ปรับระดับอุณหภูมิในร่างกาย (Temperature Control)
ในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตรที่มีอากาศร้อนผู้คนชอบกินกล้วยหอมดับร้อนกันครับและเชื่อว่ามันเป็นผลไม้เย็นฉ่ำชนิดหนึ่ง อย่างเช่นในไทยมีความเชื่อกันว่า ผู้หญิงท้อง ควรกินกล้วยหอมเป็นประจำ เพื่อเด็กที่เกิดมาจะมีอารมณ์เยือกเย็น

ลดความอยากสูบบุหรี่
สำหรับท่านที่ต้องการ เลิกบุหรี่ กล้วยหอมอาจช่วยท่านได้เพราะมี วิตามิน B6, B12,โปแตสเซียม และ แม็กนีเซียม ที่มีอยู่มากจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วจากการขาดสาร นิโคติน

เปรียบเทียบกับแอปเปิ้ลแล้วกล้วยหอมมี โปรตีน มากกว่า 4 เท่า, มี คาร์โบไฮเดรท มากกว่า 2 เท่า, ฟอสฟลอรัส มากกว่า 3 เท่า, วิตามินเอ และ ธาตุเหล็ก มากกว่า 5 เท่า, วิตามิน และ เกลือแร่ ต่าง ๆ มากกว่า 2 เท่า
ดังนั้นจากที่ฝรั่งเคยพูดกันว่า "An apple a day keeps doctor away." ต่อไปคงจะต้องเปลี่ยนเป็น "A banana a day keeps doctor away." ซะแล้วมั๊ง

หนังรองเท้าหนัง ถ้าอยากขัดให้มันวาวแบบเร็ว ๆ ก็เอาเปลือกกล้วยหอมด้านในถูรองเท้าไปเลยเสร็จแล้วเอาผ้าแห้งเช็ดขัดออก รองเท้าจะมันแผล็บเลย
ข้อควรระวัง...?นะจ๊ะ
แต่ไม่ควรกินกล้วยขณะท้องว่าง เพราะกล้วยอุดมไปด้วยธาตุ แมกนีเซียม การรับประทานกล้วย ขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณ ธาตุแมกนีเซียม ในเลือดสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของ แคลเซียม และ แมกนีเซียม ไป เป็นการยับยั้งการทำงานของ หลอดเลือดหัวใจ เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างยิ่ง
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:20 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



วันนี้เอาแก้วมังกรมาฝากกันนะคะ


ลูกแก้วมังกร มีสารกลุ่ม FOS ในปริมาณสูง มีคุณสมบัติเป็นสาร Prebiotic ที่ช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ได้ ช่วยแก้ปัญหาการขับถ่ายต่างๆ ได้ดี และเนื่องจากตัวมันเองไม่ค่อยถูกดูดซึม ดังนั้นกินปริมาณมากก็ไม่ทำให้อ้วน แต่คงไม่สามารถใช้เป็นอาหารหลักในการลดน้ำหนักได้
 &nsbp; &nsbp; สำหรับชื่อสามัญของแก้วมังกร ถ้ายึดตาม International Journal จะใช้ว่า Pitaya ส่วน Dragonfruit เป็นชื่อสามัญที่นิยมเรียกกันในฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ-ใต้ ไต้หวัน) ที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดอีกอย่างก็คือ บางประเทศในยุโรปเรียกแก้วมังกร ว่า Pitahaya
แก้วมังกรในส่วนที่กินได้ 100 กรัม
พลังงาน 59 kcal
น้ำ 85.38%
โปรตีน 1.27 grams
ไขมัน 0.68"
คาร์โบไฮเดรต 11.87"
เถ้า 0.80"
วิตามิน E 0.35 milligrams
B1 0.06"
B2 0.03"
Niacin 0.18"
ส่วนประกอบที่เป็นไฟเบอร์ ซึ่งมีปริมาณสูงมากในแก้วมังกร ช่วยบำรุงการทำงานของระบบขับถ่ายและในสายเส้นใย ส่วนเนื้อจะมีสารที่เรียกว่า Complex Polysaccharides เป็นตัวที่ช่วยลดการดูดซึมของไขมันประเภทไตรกลีเซอร์ไรด์ ช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด แก้วมังกร มีกากใยสูง แคลอรี่ต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินซี คลอโรฟิลล์ เมล็ดของแก้วมังกรอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถต่อต้านปฏิกริยาอ๊อกซิเดชั่น ทานแล้วนอกจากดับร้อน ผ่อนกระหาย ยังบำรุงสุขภาพผิวพรรณสดชื่น ในสุภาพสตรีจะช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนม ใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงามได้เป็นอย่างดี เป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเป็นผลไม้ที่ให้ปริมาณเนื้อเยอะ สามารถทานแล้วอิ่มท้อง อิ่มทน เรียกว่าสามารถกินแทนอาหารหนึ่งมื้อได้เลย อีกทั้งยังสามารถทานในปริมาณมากๆ ได้โดยไม่ทำให้อ้วน มีกากใยสูง แคลอรีต่ำ มีน้ำตาลน้อย นอกจากนี้เมล็ดของแก้วมังกรซึ่งเป็นสารคลอโรฟิลล์ อุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว สามารถต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทานแล้วช่วยบำรุงสุขภาพ ทำให้ผิวพรรณสดชื่น ดูมีน้ำมีนวลเปล่งปลั่ง
นอกจากนี้แก้วมังกร ยังเป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี ฟอสฟอรัส โปรตีน แคลเซียม ช่วยบำรุงสุขภาพผิว และระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกาย ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคท้องผูก สร้างเสริมระบบการกำจัดของเสียของร่างกาย
 &nsbp; &nsbp; แล้วที่หลายคนอาจรู้มาว่า "แก้วมังกรกินแล้วเป็นมะเร็ง" แต่จริงๆ แล้ว แก้วมังกรกินแล้วไม่เป็นมะเร็ง เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทางกระทรวงสาธารสุขออกมายืนยัน และไม่มีงานวิจัยไดเลยที่บอกว่ากินแก้วมังกรแล้วเป็นมะเร็ง แต่การทานผลไม้ในปริมาณมาก และกินซ้ำซากย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย การกินแก้วมังกร ต้องไม่กินเกินวันละ 1 ลูก และไม่ควรรับประทานซ้ำซาก ควรกินผลไม้ที่หลากหลายในแต่ละวัน เพื่อให้ได้สารอาหารที่หลากหลาย



แก้วมังกรปั่น นากินมากๆ
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=b...group=6&gblog=5
EM127.gif
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:31 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



อยากเฟิร์มประมาณนี้ค่ะ ตอนนี้กล้ามได้แต่ไขมันเพียบ...
http://www.youtube.com/watch?v=uXbZieD3Nms

โหครู....เขา กล้ามเนื้อสวยเจงๆ ค่ะ...พี่ยายหนู
อยากสวยแบบนี้บ้างจัง ...ต้องอดทนสัก 1 ปี (นานไปไหมคะ..หรือเร็วไป ...โห๊ะๆๆๆ....)หนูป้อม...ต้องลดไขมันให้ได้ก่อน
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:45 pm
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



QUOTE
อยากเฟิร์มประมาณนี้ค่ะ ตอนนี้กล้ามได้แต่ไขมันเพียบ...
http://www.youtube.com/watch?v=uXbZieD3Nms

เห็นรูปร่างเธอเมื่อไร อดไม่ได้ที่จะเอามือลูบต้นแขนของตัวเอง เริ่มแล้วค่ะ หัวไหล่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

ถ้าหนูป้อมต้องการคอมเม้นท์แค่บางข้อความ แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร แนะนำให้ก็อปปี้ ข้อความนั้นๆ แล้วเอาไปวางในช่อง QUOTE หรือจะพิมพ์ขึ้นมาเองได้ แต่ต้องสองตัว ตัวแรกไม่มีขีด พอเอาข้อความวางเสร็จก็พิมพ์ /QUOTE ตัวที่สองปิดท้ายข้อความแต่ตัวนี้ต้องมีขีด แบบนี้นะคะ /QUOTEนะคะ ม่วงเล็บด้วยนะ มันก็จะออกมาเป็นกรอบค่ะ เสร็จแล้วก็ทำข้อความที่จะคอมเม้นท์เพื่อนเรียงกัน ต่อไๆไป
PM
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:45 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



ไขมันในอาหาร
ไขมันเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ ใช้ปรุงกลิ่นและรสสัมผัสในอาหารให้อร่อย น่ารับประทาน เราสามารถพบไขมันได้ทั้งในเนื้อสัตว์และพืช เช่น มันหมู, น้ำมันพืช, เมล็ดธัญพืช และ นม
ไขมันในอาหารที่เรารับประทาน ประกอบด้วย ไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนใหญ่ (> 99%) และ คอเรสเตอรอลเป็นส่วนน้อยมาก (<1%) โดยเฉลี่ยอาหารที่เรากินเข้าไปจะมีไขมันผสมอยู่ 40 – 60 กรัม / วัน แต่เป็นคอเลสเตอรอลเพียง 0.3 – 0.4 กรัม / วัน เท่านั้น

ไตรกลีเซอร์ไรด์
ไตรกลีเซอร์ไรด์ ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ร่างกายมนุษย์ได้รับไตรกลีเซอร์ไรด์ส่วนใหญ่จากอาหาร และหากร่างกายใช้พลังงานจากอาหารไม่หมด พลังงานส่วนเกิน (ซึ่งก็คือ พลังงานที่ได้จากน้ำตาล และน้ำมัน) ก็จะถูกสะสมในรูปของไขมัน สะสมตามส่วนต่างๆ เช่น หน้าท้อง ต้นขา ฯลฯ
ไตรกลีเซอร์ไรด์ 1 โมเลกุล ประกอบด้วย กรดไขมัน 3 โมเลกุล และ กลีเซอรอล 1 โมเลกุล เสมอ

กรดไขมัน มีหลายชนิด สามารถแยกประเภทตามลักษณะโครงสร้างได้เป็น


i. กรดไขมันอิ่มตัว พบมากในไขมันสัตว์ แต่ก็สามารถพบได้มากในพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และ trans-fat
ii. กรดไขมันไม่อิ่มตัว พบมากในน้ำมันจากพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน ฯลฯ แต่ก็สามารถพบได้มากในสัตว์บางชนิด เช่น น้ำมันปลา

ไตรกลีเซอร์ไรด์ ในอาหารชนิดต่างๆ จะมีทั้งกรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัวผสมกันอยู่ ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน

ตัวอย่าง สัดส่วน กรดไขมันอิ่มตัว : กรดไขมันไม่อิ่มตัว ในอาหาร อาหาร กรดไขมันอิ่มตัว : กรดไขมันไม่อิ่มตัว
น้ำมันดอกคำฝอย 1:10
น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน 1:7
น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ 1:5
น้ำมันถั่วลิสง 1:4
น้ำมันปาล์ม 1:1
น้ำมันมะพร้าว 10:1

น้ำมันตับปลา 1:5
น้ำมันหมู ไข่ไก่ 1:2
นม 1:1


คอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอลพบเฉพาะผลิตภัณฑ์จากสัตว์เท่านั้น (ไม่พบในพืชเลย) ทำหน้าที่เป็นสารตั้งต้นที่ร่างกายใช้ในการสังเคราะห์ฮอร์โมนบางชนิด (ไม่ได้ใช้เป็นแหล่งพลังงาน) ร่างกายมนุษย์สามารถ สร้างคอเลสเตอรอลขึ้นเอง วันละประมาณ 1 กรัม และสามารถขับถ่ายคอเลสเตอรอลส่วนเกินผ่านทางน้ำดีออกมากับอุจจาระ แต่กลไกควบคุมสมดุลคอเลสเตอรอลในร่างกายจะเสียไป เมื่อคนนั้นเป็นโรคอ้วน มีความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือเป็นโรคเมตาบอริซึ่มบางอย่าง
เมื่อกลไกควบคุมสมดุลคอเลสเตอรอลในร่างกายเสียไป จะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงผิดปกติและเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดแดงตีบ

ความจริงที่มักเข้าใจสับสน
ไขมันในอาหารที่เรากินคือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ > 99% และคอเรสเตอรอลประมาณไม่เกิน1% ฉะนั้นคอเลสเตอรอลที่ร่างกายต้องการ ส่วนใหญ่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเอง ไม่ใช่มาจากอาหาร
ไขมันจากพืช และไขมันจากสัตว์ ล้วนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ ให้พลังงานเท่ากัน และทำให้อ้วนได้เท่ากัน
ไตรกลีเซอไรด์ ในสัตว์ส่วนใหญ่มีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัว:กรดไขมันไม่อิ่มตัว สูงกว่าไตรกลีเซอไรด์ ในพืช (ยกเว้น น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว)
หากต้องการควบคุมน้ำหนัก ต้องควบคุมการกินไตรกลีเซอร์ไรด์ ไม่ใช่ควบคุมการกินคอเรสเตอรอล
อาหาร cholesterol-free ไม่ใช่อาหารควบคุมน้ำหนัก (แต่มีความหมายนัยว่าไม่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์) อาหาร low-fat หมายถึง อาหารที่มี ไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 3 กรัม / 1 หน่วยบริโภค (พอจะใช้ควบคุมน้ำหนักได้) อาหาร low-calorie หมายถึง อาหารที่ใช้ควบคุมน้ำหนัก และ มีพลังงานไม่เกิน 40 แคลอรี / 1 หน่วยบริโภค
การลดน้ำหนักตัวลง 10% ก็สามารถทำให้กลไกควบคุมสมดุลคอเลสเตอรอลดีขึ้น ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง


The contents belong to www.On-Diet.com
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:49 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



ตำราอาหาร
http://www.on-diet.com/menu.asp



อิอิมีอีกอย่างค่า
ซุปครีมวอเธอร์เครสรสละมุน

ส่วนผสม 8 ที่

น้ำสต๊อกผัก 900 ซีซี
ขิงทุบ 1ช้อนชา
วอเธอร์เครส 300 กรัม
แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
ครีมเฟรเช่ชนิดไขมันต่ำ 125 กรัม
เกลือและพริกไทยดำ
ผิวมะนาวขูด (สีเหลืองนี่แหละค่ะ1-2เส้นเอง)

วิธีทำ
1ต้มน้ำสต๊อกให้เดือด ใส่ขิงกับวอเธอร์เครส
2เคี่ยว2นาที จากนั้นนำไปปั่นจนเนียน
3ตั้งกระทะผสมแป้งกับน้ำให้พอข้น จากนั้นเคี่ยวปรมาณ2นาทีจนเหนียว
4เติมครีมเฟรเช่ 75กรัม ปรุงรส เทใส่ถ้วยแก้ว
แต่งหน้าด้วยครีมเฟรเช่ที่เหลือกับมะนาวขูด


คุณค่าทางโภชนาการ ต่อ1 ที่
พลังงน 50แคลอรี โปรตีน 2 กรัม ไขมัน 3 กรัม ไขมันอิ่มตัว 1.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม ไฟเบอร์ 0.5 กรัม น้ำตาล 1 กรัม เกลือ 0.5 กรัม
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
พัฒน์นรี
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 03:58 pm
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,363
สมาชิกหมายเลข: 2,180
เข้าร่วมเมื่อ: August 27, 2006



มาเยี่ยมจ๊ะ ช่วยนี้ยังอยู่ไทยอยู่ คงไม่ค่อยได้มาเยี่ยมกันบ่อยนัก สู้ฯ นะจ๊ะ
user posted image

PMEmail PosterYahooMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 04:14 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (oly_kitty @ July 09, 2009 01:36 pm)

  หากคุณกำลังค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้ เกี่ยวกับวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้อง เราได้เก็บรวบรวม และ สรุปบทความทางวิชาการจากแหล่งอ้างอิงทางการแพทย์ ที่เชื่อถือได้ มาไว้ในเวบไซต์แห่งนี้แล้ว

http://www.on-diet.com/

QUOTE
อ้วน จากทำงานมากเกินไป
ที่สถาบันจิตวิทยาในออสเตรียได้ศึกษาและพบว่า ความเครียดจากที่ทำงานทำให้คนกิน ช็อคโกแล็ต และพวก โปเต้โต้ชิปส์ มากเกินไป ทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้น จากที่กล่าวมาแล้วถ้ากินกล้วยหอมสักเล็ก ๆ น้อย ๆ ประมาณทุก ๆ 2 ชั่วโมงจะช่วยปรับ ระดับน้ำตาลในเลือด และลดการอยากกินของจุกจิก


QUOTE
;  ^  ; ทำได้แล้วเย้ๆ ขอบคุณ พี่ยายหนูหนะคะ

QUOTE 
อยากเฟิร์มประมาณนี้ค่ะ ตอนนี้กล้ามได้แต่ไขมันเพียบ...
http://www.youtube.com/watch?v=uXbZieD3Nms 


เห็นรูปร่างเธอเมื่อไร อดไม่ได้ที่จะเอามือลูบต้นแขนของตัวเอง เริ่มแล้วค่ะ หัวไหล่ เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

ถ้าหนูป้อมต้องการคอมเม้นท์แค่บางข้อความ แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร แนะนำให้ก็อปปี้ ข้อความนั้นๆ แล้วเอาไปวางในช่อง QUOTE หรือจะพิมพ์ขึ้นมาเองได้ แต่ต้องสองตัว ตัวแรกไม่มีขีด พอเอาข้อความวางเสร็จก็พิมพ์ /QUOTE ตัวที่สองปิดท้ายข้อความแต่ตัวนี้ต้องมีขีด แบบนี้นะคะ /QUOTEนะคะ วงเล็บด้วยนะ มันก็จะออกมาเป็นกรอบค่ะ เสร็จแล้วก็ทำข้อความที่จะคอมเม้นท์เพื่อนเรียงกัน ต่อไๆไป
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 04:40 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



เอามาฝากค่ะ (ส่วนตัว ชอบออกกำลัง+ควบคุมอาหาร มากกว่าผ่าตัดนะนี่ ก็ดีกว่าดมยาสลบตั้งเยอะ ...แก่ตัวไปก็ไม่หลงด้วย)

การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบแบนดิ้ง (Adjustable Gastric Banding)

การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบแบนดิ้ง (Adjustable Gastric Banding) ประกอบด้วยที่รัดกระเพาะที่ปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะได้ตามความต้องการคล้ายเข็มขัด เครื่องนี้ออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้อง ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 คล้ายเข็มขัดที่บังคับให้โป่งได้แฟบได้ใช้รัดบริเวณกระเพาะอาหารส่วนต้น

ส่วนที่ 2 เป็นสายยางซึ่งเป็นท่อติดต่อระหว่างส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 3

ส่วนที่ 3 เป็นกระเปาะสำหรับฉีดน้ำเกลือหรือดูดน้ำเกลือออกจากภายนอกเพื่อปรับให้เข็มขัด(ส่วนที่ 1) โป่งหรือแฟบ ส่วนนี้ใช้วางอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้อง

ขณะนี้มีบริษัทที่ผลิตเข็มขัดซิลิโคนสำหรับรัดกระเพาะอาหารอยู่ 2 รายด้วยกัน คือ

1เข็มขัดรัดกระเพาะยี่ห้อ the Swedish Band โดยบริษัท Ethicon of Johnson & Johnson

2เข็มขัดรัดกระเพาะยี่ห้อ the LAPBAND โดยบริษัท Allergan (Inamed)



คลิคที่นี้เพื่อนัดพบศัลยแพทย์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นทางการว่าว่ายี่ห้อใดดีกว่าอาจกล่าวได้ว่าการผ่าตัดลดน้ำหนักแบบแบนดิ้งเป็นการผ่าตัดที่ปลอดภัยที่ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน

งานวิจัยบางรายพบว่าผลการลดน้ำหนักของการผ่าตัดแบบแบนดิ้งนั้นให้ผลใกล้เคียงกันกับการผ่าตัดแบบบายพาส หากแต่มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า ในขณะที่งานวิจัยอื่นพบว่าการผ่าตัดแบบแบนดิ้งให้ผลที่ค่อนข้างน่าผิดหวัง มีงานวิจัยบางรายพบว่าคนไข้ผ่าตัดแบบแบนดิ้งจำนวณมากที่มีอาการแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น ปัญหาอุปกรณ์ เข็มขัดเลื่อนหลุด น้ำหนักไม่ลด จำเป็นต้องกลับมาทำการผ่าตัดอีกครั้ง การผ่าตัดเปลี่ยนจากการผ่าตัดแบบแบนดิ้งใช้ห่วงรัดกระเพาะมาเป็นการผ่าตัดแบบบายพาสนั้นสามารถทำได้ แต่เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างยากและมีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนมากกว่าการผ่าตัดแบบบายพาสในครั้งแรก

ความเห็นของทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสพบว่า การผ่าตัดแบบแบนดิ้งและการผ่าตัดแบบบายพาส มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนเท่าๆกัน โดยการผ่าตัดแบบบายพาสอาจมีภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการผ่าตัดและช่วงพักฟื้นที่โรงพยาบาล ในขณะที่การผ่าตัดแบบแบนดิ้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

http://www.weightlosssurgerythailand.com/gas-banding.html

แอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนล (LBS International Ltd) คือ กลุ่มศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านผ่าตัดลดน้ำหนัก ผ่าตัดลดความอ้วน ผ่าตัดกระเพาะ ผ่าตัดเย็บกระเพาะ ผ่าตัด Bypass

ผ่าตัด Lap Band ผ่าตัด Swedish Band ผ่านกล้อง หรือ ที่เรียกว่า Minimally Invasive (Laparoscopic) Surgery ที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญมากที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ กลุ่มศัลยแพทย์แอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนลยัง เป็นผู้ที่ริเริ่มนำเอาเทคโนโลยี

การผ่าตัดลดน้ำหนักผ่านกล้องเข้ามาเป็น แห่งแรกของประเทศไทยและยังเป็นแห่งแรกของเอเชีย แปซิฟิกมาตั้งแต่ปีคศ. 2003

ปัจจุบันคนไทยและคนเอเชียประสบปัญหาโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น สืบเนื่องมาจากคนไทยและคนเอเชีย

มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนไป จำนวนผู้ประสพปัญหาโรคอ้วนในทวีปเอเชีย นั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีจำนวน

ผู้ประสพปัญหา โรคอ้วนอย่างน้อย 400 ล้านคนทั่วโลก

ความอ้วนถือเป็นภาวะที่อันตรายต่อสุขภาพอย่างมากเพราะก่อให้เกิดโรคที่ร้ายแรงหลายโรคตามมา

เช่น เบาหวาน หัวใจ ความดันโลหิตสูง มีผู้ป่วยหลายคนที่พยายามจะลดความอ้วน หลายๆวิธี

เช่น ออกกำลังกาย ลดอาหาร รับประทานยาลดความอ้วน แต่ก็ยังไม่สามารถลดความอ้วนได้ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ให้กับผู้ป่วยโรคอ้วน โดยวิธีการผ่าตัดลดความอ้วนซึ่งในต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว



การผ่าตัดลดน้ำหนัก หรือ การผ่าตัดลดความอ้วน (Weight Loss Surgery หรือ Bariatric Surgery)ได้รับการยอมรับจากสถาบันทางการแพทย์และสถาบันสุขภาพชั้นนำทั่วโลก เช่น U.N., WHO, American Academy of Family Practice เป็นต้นว่าเป็นวิธีการรักษาโรคอ้วนที่ได้ผลมากที่สุด การผ่าตัดลดน้ำหนักนั้นยังช่วยรักษาหรือบรรเทาโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนได้ด้วย เช่นโรคความดัน, โรคเบาหวานประเภท 2, โรคคลอเรสเตอรอลสูง, โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ, โรคปวดข้อ เป็นต้น

การผ่าตัดลดน้ำหนักผ่านกล้องเป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนาสำหรับผู้ป่วยโรคอ้วนที่ลองลดความอ้วนด้วยวิธี การต่างๆ มาแล้วแต่ไม่เป็นผล เทคนิคการผ่าตัดลดน้ำหนัก ผ่านกล้องนี้ได้รับความไว้วางใจ จากผุ้ประสพ ปัญหาโรคอ้วน ทั่วโลกมาไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว

ขณะนี้ท่านสามารถ ผ่าตัดลดความอ้วน เพื่อการลดน้ำหนัก โดยใช้เทคโนโลยีส่องกล้อง หรือที่เรียกว่า Laparoscopic Bariatric Surgery ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รับความไว้วางใจ จากผุ้ประสพปัญหาโรคอ้วน ทั่ว โลก ได้แล้วในประเทศไทยกับ ทีมศัลยแพทย์จากบริษัทแอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนลจำกัด ทีมศัลยแพทย์แอลบีเอสอินเตอร์เนชั่นแนล ได้เริ่มนำเทคโนโลยีผ่าตัดลดน้ำหนัก เพื่อการรักษาโรคอ้วน โดยการใช้กล้อง เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของไทย และอีกทั้งยังเป็นแห่งแรกของเอเชีย มาตั้งแต่ปี&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp; พ.ศ. 2546 โดยใช้เทคนิค Gastric Bypass หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Roux en Y Gastric (RYGB) และ เทคนิค Gastric Banding หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Adjustable Gastric Banding (AGB) ซึ่งทั้ง 2 เทคนิค จะทำการผ่าตัดผ่านกล้อง ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด แก่ผู้ป่วยน้อยมาก โดยศัลยแพทย์ จะกรีดแผลผ่าตัด เล็กๆ บริเวณหน้าท้องประมาณ 5-6 รู ซึ่งแต่ละรู จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 – 1 เซนติเมตร จากนั้น จะใส่ กล้องและอุปกรณ์ ช่วยผ่าตัดชนิดต่างๆเข้าไป รวมไป ถึงอุปกรณ์ ถ่ายทอดสัญญาณมายังจอมอนิเตอร์ ซึ่ง ศัลยแพทย์ สามารถ เห็นภาพภายใน ที่ทำ การผ่าตัด อย่างชัดเจน โดยจะกระทำภายใต้การให้ยาสลบ

ข้อดี ของการผ่าตัดเพื่อการลดน้ำหนักโดยการใช้กล้องนี้
คือ บาดแผลเล็ก แผลมีการติดเชื้อน้อย มีความเจ็บปวดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วภายใน 2 -3 วันเท่านั้น และ สามารถ กลับไปดำเนินชีวิตประจำวัน ได้ในระยะเวลา&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp; อันสั้นแต่ การผ่าตัด ดังกล่าวจะต้องทำโดยศัลยแพทย์ ที่ได้รับการฝึกฝน มาทางด้านนี้โดยเฉพาะ

LAPAROSCOPIC BARIATRIC SPECIALIST (LBS) หรือ ทีมศัลยแพทย์แอลบีเอส
คือ กลุ่มศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผ่าตัดเพื่อการลดน้ำหนักโดยการใช้กล้อง ที่ได้รับการฝึก อบรมทางด้านการผ่าตัด เพื่อการรักษาโรคอ้วนโดยการใช้กล้อง โดยใช้เทคนิค Gastric Bypass หรือ Roux en Y Gastric (RYGB) และ เทคนิค Gastric Banding หรือ Adjustable Gastric Banding (AGB) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก

ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดลดน้ำหนัก คือ
การผ่าตัดลดน้ำหนักเพื่อรักษาโรคอ้วน โดยใช้เทคโนโลยีส่องกล้อง หรือ (Laparoscopic Bariactric Surgery) เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน หมายถึง ผู้ที่มีดัชนีมวลร่างกาย หรือ ค่า Body Mass Index (BMI) เท่ากับหรือมากกว่า 35 ขึ้นไป!!

ดัชนีมวลร่างกาย หรือ Body Mass Index (BMI)
คือน้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เป็นเมตร) ยกกำลัง2 เช่น ถ้าคุณหนัก 90 กก. และมีความ สูง 1.58 เมตร คุณจะมีดัชนี BMI = 90 &divide; (1.58)&sup2; = 36

ถ้าค่า BMI ที่เท่ากับ 25-29.9 ถือว่าไมอ้วนทางการแพทย์
ถ้ามีค่า BMI ที่ 30-34.9 ถือว่าเป็นโรคอ้วนหรือ obesity
ถ้ามีค่า BMI เท่ากับหรือ มากกว่า 35 ถือว่าอ้วนมาก หรือ Morbid Obesity ซึ่งสามารถเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วนกับทีมศัลยแพทย์จากบริษัทแอลบีเอส อินเตอร์เนชั่นแนลได้


เทคนิคการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วนที่ทีมศัลยแพทย์จากบริษัทแอลบีเอสอินเตอร์
เนชั่นแนล แนะนำ มี 2 วิธี
เทคนิคที่ 1. Roux en Y Gastric (RYGB) หรือ Gastric Bypass
คือ เป็นการผ่าตัดที่ทำกันมาก และประสบความสำเร็จมากที่สุด โดยอันดับแรกศัลยแพทย์ จะใช้ตลับ ลวดแบ่งกระเพาะอาหารเป็น 2 ส่วน กระเปาะกระเพาะใหม่จะมีขนาดเล็กทำให้รับอาหารได้ไม่มาก จาก นั้น ศัลยแพทย์จะเอาลำไส้เล็กลัดคิวหรืออ้อมผ่าน (bypass) โดยมาต่อเข้า กับกระเปาะกระเพาะ อาหาร ที่มี ขนาดเล็กดังกล่าว ทำให้อาหารไม่ผ่านกระเพาะอาหารกระเปาะใหญ่ ผลก็คืออาหาร และแคลอรีจะดูด ซึม เข้าสู่ร่างกายลดลง

(1) กระเปาะเล็กของกระเพาะอาหาร
(2) กระเปาะใหญ่ของกระเพาะอาหาร
(3) หลอดอาหาร
(4) ตลับลวด
(5) สายรัด
(6) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม

เทคนิคที่ 2 Gastric Banding หรือ Adjustable Gastric Banding (AGB)
คือ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร โดยใช้ที่รัดกระเพาะ ที่ปรับเปลี่ยนขนาดกระเพาะ ได้ตามความต้องการ เครื่องนี้ออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้อง ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อุปกรณ์คล้ายเข็มขัดนี้ จะถูกรัด เข้ากับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร, ส่วนที่ 2 เป็นสายยาง ซึ่งเป็นท่อติดต่อ ระหว่างส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 3, สำหรับส่วนที่ 3 เป็นกระเปาะสามารถ ปรับได้โดยใช้เข็มแทงเพื่อดูดน้ำเกลือ ออกจากภายนอกเพื่อปรับให้เข็มขัด(ส่วนที่ 1)โป่งหรือแฟบ ส่วนนี้ใช้วางอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้อง

(1) หลอดอาหาร
(2) กระเปาะกระเพาะอาหารที่สร้างขึ้นใหม่
(3) สายรัด
(4) ลำไส้เล็กส่วนดูโอดีนัม
(5) กระเพาะอาหาร


อ่านกันแล้วมาดูภาพกันดีกว่าค่ะ เนี่ยเหมาะกับคนที่อ้วนมากๆๆๆๆๆ
(กลัวเจ็บตัว ....อีกอย่างน้ำหนักไม่มากจริงหมอเขาไม่ทำให้แน่(คิดว่าการผ่าตัดดน่ากลัวอ่ะ))

http://www.youtube.com/watch?v=4860dLc2mF8



http://www.youtube.com/watch?v=-GSFbU7itF4&NR=1

http://www.youtube.com/watch?v=W88n0mYpvfo


ประสิทธิภาพของการผ่าตัด
สามารถลดน้ำหนักได้มาก ถ้าผู้รับการผ่าตัดมี BMI > 40

ความเสี่ยงจาการผ่าตัด
อัตราการตาย เช่นเดียวกับการผ่าตัดใหญ่ในช่องท้องทั่วไป
อัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ประมาณ 10% (เช่น แผลแยก ติดเชื้อ เป็นต้น)

โดยปกติ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดให้เป็นทางเลือกสุดท้าย เฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอ้วนมาก, รักษาด้วยวิธีอื่นๆแล้วยังไม่ได้ผล, และหากปล่อยให้ผู้ป่วยอ้วนต่อไปจะเป็นอันตรายมากกว่าการไม่ผ่าตัด

http://www.on-diet.com/bariatric.asp
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 10:49 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



อาหารต้านเซลลูไลท์

ใครที่ไม่อยากให้ผิวมี เซลลูไลท์ มากเกินไป วันนี้เกร็ดความรู้มีอาหารต้าน เซลลูไลท์ มาบอกกัน….

เซลลูไลท์ คือ ผิวหนังที่ขรุขระคล้ายผิวเปลือกส้ม เกิดจากสาเหตุุสำคัญคือ เซลล์ไขมันที่สะสมตัวเป็นก้อนอยู่บริเวณใต้ชั้นหนังแท้มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่าง ผิดปกติ จนทำให้ผนังหุ้มเซลล์เกิดการบิดเบี้ยวเพราะถูกดึงรั้งอยู่ใต้ผิวหนัง และเกิดเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำคล้ายผิวของเปลือกส้มที่อาจมองเห็นได้ชัดเจนจาก ผิวหนังชั้นนอก
รับประทานอาหารกระชับผิว
เน้นรับประทานผัก ผลไม้สดให้มาก ๆ เพราะวิตามินซีและวิตามินอีนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ผิวหนังกระชับขึ้น
เสริมสร้างการไหลเวียนของโลหิต
การรับประทานอาหารที่มี กรดไขมัน รวมทั้งน้ำมันปลา ถั่ว และเมล็ดพืช ก็ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตได้
รับประทานอาหารโปรตีน ไขมันต่ำเป็นประจำ
เซล ลูไลท์เป็นเซลล์ที่สะสมของเหลวได้มากกว่าเซลล์ทั่วไป จึงมีทั้งของเหลว ไขมัน และสารพิษอยู่ ทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตกับน้ำเหลืองไม่คล่องตัว ซึ่งสารแอลบูมินที่มีอยู่ในอาหารกลุ่มโปรตีนไขมันต่ำจำพวกถั่วสามารถช่วยลด ระดับของเหลวนี้ได้ และควรจะลดอาหารเค็มควบคู่กันไปด้วย
ลดอาหารมันและหวาน
อาหาร ทั้งมันและหวานจะเพิ่มอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวหนังหย่อนยานลง เกิดริ้วรอย และยิ่งเป็นอาหารที่มันเยิ้มและหวานเจี๊ยบก็ยิ่งจะไปเพิ่มแคลอรีให้กับร่าง กายด้วย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น
ถ้าไม่อยากให้ผิวมี เซลลูไลท์ มากเกินไป ก็ลองหันมารับประทานอาหารที่แนะนำกันดูนะคะ.
ที่มา : sodazaa
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 10:52 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



การกินผลไม้อย่างถูกวิธี โดย GossipZa.com

วันนี้ตาจะนำเอาการกินผลไม้อย่างถูกวิธีมาบอกเล่าให้อ่านกันนะคะ
ทุกคนคงคิดว่าการกินผลไม้คงง่ายแค่นิดเดียว แค่ซื้อผลไม้มาแล้วก็ปอกเปลือก
หรือกินล้างน้ำแล้วก็กินไปแค่นั้นเอง จริงๆแล้วมันไม่ใช่วิธีที่ถูกเลยนะคะ
การกินที่ถูกคือ เมื่อเราจะกินผลไม้ควรกินตอนท้องว่าง ไม่ใช่กินหลังอาหารอย่างที่เราทำกันเป็นประจำนะคะ
ถ้าเรากินผลไม้ขณะท้องว่าง มันจะช่วยในการล้างพิษจากร่างกาย ให้พลังงานสำหรับช่วงลดน้ำหนักได้ดีเลยค่ะ
ผลไม้เป็นอาหารที่สำคัญที่สุดเลยนะคะ เวลาเรากินขนมปังแล้ววกินผลไม้ตามหรือเปล่าคะ
เพราะเนื่องจากผลไม้มันย่อยเร็วกว่าขนมปังค่ะ ผลไม้เป็นชิ้นจะถูกย่อยอย่างรวดเร็วและไหลผ่านกะเพาะไปสู่ลำไส้
แต่เส้นทางของมันจะถูกขวางไว้โดยขนมปังที่เรากินไปก่อนหน้านี้แล้วนะสิคะ เพราะขนมปังมันใช้เวลาย่อยนานกว่าผลไม้ค่ะ
เมื่ออาหารทั้งหมดผ่านกระบวนการหมักและเปลี่ยนสภาพเป็นกรด แล้วผลไม้สัมผัสกับอาหารในกะเพาะและน้ำย่อย
อาหารทั้งหมดก็เริ่มบูดเสีย ฉะนั้นเราจึงควรกินผลไม้ก่อนอาหารหรือตอนท้องว่างจึงจะดีกว่านะคะ
เวลากินผลไม้เคยมีอาการเหล่านี้ไหมคะ
- เรอทุกครั้งที่กินแตงโม
- กินกล้วยแล้วรู้สึกอยากไปห้องน้ำ
- กินทุเรียนแล้วกะเพาะพองขึ้น เป็นต้น
นั้นคือสาเหตุุของการที่เรากินผลไม้หลังอาหาร เมื่อผลไม้รวมตัวกับอาหารอื่นที่ถูกย่อย
ทำให้เกิดแก๊ส แล้วทำให้เรารู้สึกแน่น!!
แล้วอาการหงุดหงิดเป็นกังวล รอยคล้ำใต้ดวงตา ผมหงอก หัวล้าน ทั้งหมดนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นค่ะ
ถ้าเรากินผลไม้ตอนช่วงท้องว่าง หรือกินก่อนอาหารค่ะ
การดื่มน้ำผลไม้ ก็ควรจะดื่มน้ำผลไม้สดเท่านั้นนะคะ ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้กระป๋อง
อย่าดื่มน้ำผลไม้ที่ผ่านจากความร้อน อย่ากินผลไม้ที่ถูกปรุงแต่งเป็นอาหารนะคะ
เพราะเราจะไม่ได้คุณค่าทางอาหารเลยนะสิคะ เราจะได้แต่เพียงรสชาติเท่านั้นเอง
การนำเอาผลไม้มาปรุงเป็นอาหาร จะทำลายวิตามินที่เราจะได้รับทั้งหมดเลยค่ะ
เช่น พวกมันทอด เผือกทอด ทุเรียนทอด กล้วยทอด เป็นต้นค่ะ
ดังนั้น การกินผลไม้ทั้งลูกหรือเนื้อผลไม้ จะดีกว่าการดื่มน้ำผลไม้ค่ะ
เพราะเส้นใยจากเนื้อผลไม้จะดีมากสำหรับเรานะคะ
ถ้าจะดื่มน้ำผลไม้ ควรจะดื่มช้าๆทีละคำค่ะ เพื่อให้น้ำผลไม้รวมกับน้ำลายของคุณ
ก่อนจะกลืนลงไปนะคะ
การกินแต่ผลไม้อย่างเดียว เป็นเวลา 3 วัน เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากในการทำความสะอาด
และล้างพิษในร่างกายของเราเลยนะคะ
เพียงเรากินแต่ผลไม้และดื่มน้ำผลไม้ตลอด 3 วัน เราจะแปลกใจเมื่อเพื่อนทักเราว่า
เธอดูสดใสจัง!
เราสามารถกินผลไม้ได้หลากหลายในเวลาต่างๆนะคะ แม้แต่สลัดผลไม้ก็เป็นเมนูที่ดีเลยทีเดียวค่ะ
ถ้าหากเรากินผลไม้อย่างถูกวิธีเป็นประจำ เราก็มีเคล็ดลับของความงาม สุขภาพ พลังงาน อายุยืน ความสุข
และน้ำหนักตัวที่เป็นปกติค่ะ ดังนั้นเรามากินผลไม้อย่างถูกวิธีกันดีกว่านะคะ
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 10:56 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009





การล้างพิษ หรือ detoxify ในภาษาอังกฤษ แปลว่าการขับเอาสารที่เป็นพิษออกจากร่างกาย แต่ การล้างพิษไม่ได้หมายความว่าให้เอาสารอะไรไปล้างอะไร แต่ใช้วิธีส่งเสริม หรือเร่งให้ร่างกายขับล้างพิษออกไปให้มากกว่าปกติ การล้างพิษมีหลายวิธี วิธีหนึ่งที่น่าสนใจคือ การอด

คําว่า อด โดยคําจํากัดความแปลว่า กินให้น้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นการอดจึงมีหลายวิธี จะกินผลไม้ทั้งวัน ดื่มน้ำผลไม้ทั้งวัน หรือกินผลไม้ และดื่มน้ำผลไม้ทั้งวันก็ได้ ดื่มน้ำเปล่าๆ ทั้งวันก็ได้ หรือจะไม่กินอะไรเลยทั้งวันก็ได้ แต่ถ้าหากคุณจะเริ่มอด แนะนําให้ใช้วิธีกินผลไม้อย่างเดียว และแนะนําให้อดเพียงวันเดียว(24 ชั่วโมง)

เริ่มต้นจากให้เลือกผลไม้ที่ชอบมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกเว้นทุเรียน น้อยหน่า ลําไย ลิ้นจี่ ขนุน เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง จะทําให้ระบบย่อยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ รวมทั้งไม่ควรเลือกสับปะรด เพราะอาจจะกัดปาก เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้กิน ผลไม้นั้นเป็นอาหารเช้า กลางวัน และเย็น ถ้าคุณหิวก็ให้ดื่มน้ำผลไม้เป็นมื้อเบรกได้

วันที่คุณตั้งใจจะล้างพิษด้วยการอด ควรเป็นวันที่อยู่กับบ้าน แล้วเริ่มต้นอดตั้งแต่มื้อเช้าไปเรื่อยๆ จนถึงเช้าของอีกวัน เป็นการเลิกอดด้วยการดื่มน้ำ 2 ลิตร แต่ละลิตรให้บีบน้ำมะนาวลงไป 2 ลูก ใส่เกลือลงไปลิตรละ 2 ช้อนชาพูนๆ ดื่มให้หมด จากนั้นคุณจะถ่ายออกมาเป็นน้ำ (ที่คุณดื่มเข้าไปนั่นแหละ) เป็นการทําความสะอาดล้างท่อลําไส้



สําหรับผลไม้ที่ช่วยในการล้างพิษที่ดีคือ

แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสําหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนําสารพิษไปกําจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลําไส้เกิดการบูดเน่า แถมยังมีเส้นใยมากที่จะทําหน้าที่ทําความสะอาดลําไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยอาหารทํางานได้ดีขึ้น และยังเหมาะกับคนที่กําลังลดน้ำหนักอีกด้วย

องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสําหรับผิวหนัง ตับ ลําไส้ และไตโดยเฉพาะ เนื่อง จากองุ่นมีคุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆ ในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและนําไปใช้ได้ง่าย อุดมด้วยเกลือแร่ จึงช่วยบํารุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

มะละกอ มะม่วง : มีลักษณะที่คล้ายกัน แต่มะม่วงจะมีสารสําคัญน้อยกว่ามะละกอเล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ที่จะช่วยทําให้ของเสียที่เป็นโปรตีน แตกตัวได้เร็วเช่นเดียวกับโปรเมลิน

แตงโม : จะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยฟอกล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทําให้สบายท้อง ผลที่คาดว่าจะได้จากการล้างพิษโดยการอดคือ น้ำหนักจะลดลง ควบคุมน้ำหนักตัวได้ดีขึ้น ไขมันในเลือดจะลดลง ความดันเลือด ลดลง กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ผู้ที่เป็นเบาหวาน จะควบคุมเบาหวานได้ง่ายขึ้น การอด 24 ชั่วโมง นี้ ถ้าคุณไม่เป็นโรคหัวใจ เบาหวาน หรืออ่อนเพลียมาก ก็สามารถทําได้เองที่บ้าน

แต่ข้อควรตระหนักประการหนึ่งคือ คนท้องและเด็กที่อายุไม่ถึง 18 ปี ห้ามอดเด็ดขาดและถ้าคุณมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ เบาหวาน หรือมีอาการอ่อนเพลียมาก ควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 11:01 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



QUOTE
QUOTE
อาหารต้านเซลลูไลท์

ลูกแก้วมังกร

สวัสดี น้องป้อม
พี่ตุ๊ มายกนิ้วให้ น่ารักมากๆ บ้านน้องป้อมกลายเป็นห้องสมุดของพี่ตุ๊ไปแล้ว ต้องเข้ามาบ่อยๆ เสียแล้ว
**ลูกแก้วมังกร ของโปรดเลยสมัยอยู่ระยองกินแบบ กินทิ้งกินขว้าง แต่พออยู่เมืองนอกเมืองนา แพงมากค๊าหายากอีกต่างหาก
ขอนคุณอีกครั้งจ้า อาหารต้านเซลลูไลท์ จะอ่านให้ขึ้นใจ บาย
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 11:10 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



มาจิบชาคลายเครียดกัน

น้ำชากับน้ำผลไม้


การดื่มน้ำชาฝรั่ง บางทีก็สามารถทำให้รสชาติเปลี่ยนไปสู่ความรู้สึกใหม่ๆ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนไปสู่การดื่มแบบ \'ชาเย็น\' ที่เหมาะกับอากาศร้อนของบ้านเรา เพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าให้กับรสชาติและการดื่มชาด้วยการเติม \'น้ำผลไม้คั้นสด\' ลงไป ดื่มใส่น้ำแข็ง ก็ทำให้ได้ ชาเย็นรสผลไม้ แปลกไปจากชามะนาวเย็นรสเดิมๆ นักปรุงอาหารชาวออสเตรเลีย ดอนน่า เฮย์ มีสูตรแปลงน้ำชาฝรั่งเป็นชาเย็นผลไม้ที่เหมาะกับงานปาร์ตี้หรือการสังสรรค์ภายในครอบครัว เธอจับคู่ชามะลิกับน้ำส้มคั้นนำมาดื่มใส่น้ำแข็ง ช่วงนี้ประเทศไทยมีผลไม้เมืองนอกเข้ามาจำหน่ายมากมาย ใครโปรดปรานราสพ์เบอร์รี ก็มีสูตรน้ำชาให้ลองดัดแปลง

แถมสูตรน้ำตะไคร้เบื้องต้นให้อีกหนึ่งสูตรด้วยล่ะ

ชาเย็นดาร์จีลิ่งราสพ์เบอร์รี (สำหรับ 4 ที่) ใบชาดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

น้ำเดือด 4+1/2 ถ้วย

ราสพ์เบอร์รี 1+1/4 ถ้วย

น้ำตาล 1/2 ถ้วย

น้ำแข็งทุบ

ใส่ใบชาลงในเหยือกชงชา เทน้ำร้อนตามลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที กรองน้ำชาที่ได้แล้วตั้งทิ้งไว้จนเย็น กดผลราสพ์เบอร์รีด้วยด้านหลังของส้อมพอให้เนื้อผลไม้ปริแตกยุ่ย ใส่เนื้อราสพ์เบอร์รีและน้ำลงในน้ำชา ตามด้วยน้ำตาล คนจนเข้ากันดี เสริฟในแก้วที่เตรียมน้ำแข็งไว้

ชามะลิน้ำส้ม (สำหรับ 4 ที่) ใบชามะลิ (jasmine tea leaves) 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำเดือด 2+1/4 ถ้วย

น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา

น้ำส้มคั้น 2 ถ้วย

น้ำแข็งทุบ

ใส่ใบชาลงในเหยือกชงชา เทน้ำเดือดตามลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที กรองน้ำชาที่ได้ จากนั้นเติมน้ำตาลทราย คนจนละลาย เมื่อตั้งทิ้งไว้จนเย็นแล้วจึงเติมน้ำส้มคั้น รินใส่แก้วที่มีน้ำแข็งทุบ

ชาตะไคร้เย็น (สำหรับ 4 ที่) ก้านตะไคร้ 10 ก้าน (สับ)

น้ำสะอาด 7+1/2 ถ้วย

น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะนาว 2+1/2 ช้อนโต๊ะ

ก้านตะไคร้ (สำหรับตกแต่ง) 4 ก้าน

น้ำแข็งทุบ

สับก้านตะไคร้ด้วยเครื่องสับอาหาร (หรือใช้มีดสับเองก็ได้) ตั้งไฟเคี่ยวตะไคร้สับในน้ำประมาณ 15 นาที เติมน้ำตาลทรายลงไป ตั้งทิ้งไว้จนเย็นแล้วกรอง จากนั้นเติมน้ำมะนาว รินใส่แก้วที่เตรียมน้ำแข็งไว้แล้ว ทุบโคนก้านตะไคร้ที่เตรียมไว้สำหรับตกแต่งแล้วมัดเป็นปม ใส่ลงในแก้ว กลิ่นตะไคร้หอมชื่นใจแน่นอน

ล้างพิษด้วยการดื่มน้ำ ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันของคนแต่ละคนมักเต็มไปด้วยภารกิจอันยุ่งเหยิง ทั้งหน้าที่การงาน ดูแลครอบครัว สังสรรค์เพื่อสังคม บางครั้งเป็นสาเหตุุให้ร่างกายถูกใช้งานหนัก บวกกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ ความเครียด ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบสุขภาพ ร่างกายเริ่มอ่อนล้าจากการทำงานหนักและรับมือกับมลภาวะทั้งจากภายนอกและภายในร่างกาย ผู้ผลิตน้ำแร่ธรรมชาติ เอเวียง (Avian) แนะนำให้ลองหันมาปลดปล่อยสิ่งไม่จำเป็นและเริ่มชำระล้างระบบภายในร่างกายด้วย การล้างพิษ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดและสามารถทำได้ด้วยตัวเองก็คือ ล้างพิษด้วยการดื่มน้ำ น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพและปรับกลไกการทำงานของระบบสู่ภาวะปกติ เช่น ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เว้นช่วงระยะเวลาการดื่มตามความเหมาะสม และเป็นน้ำที่สะอาด

แต่ถ้าเป็นการล้างพิษตำรับเอเวียง มีสูตรที่จะมอบความสดชื่นปลอดโปร่งให้กับร่างกาย 5 ขั้นตอนด้วยกัน ดังนี้:-

1.ให้ความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย
ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร เพราะจะช่วยทำความสะอาดระบบภายในร่างกายและขับออกสู่ภายนอก

2. เปลี่ยนนิสัยการรับประทาน
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเลือกแต่อาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป และกำจัด\'อาหารขยะ\'ออกไปจากชีวิต เพราะ\'อาหารขยะ\'มีสารเคมีและวัตถุกันเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ อีกทั้งยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย แคลอรีที่ร่างกายได้รับจึงเป็นแคลอรีไร้ประโยชน์

3. นอนหลับเพื่อความงาม
นอนหลับให้ได้ 6-8 ชั่วโมงในแต่ละคืน เพราะเป็นโอกาสที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและได้รับการฟื้นฟู พยายามอย่านอนดึก และอย่าลืมดื่มน้ำก่อนเข้านอน และดื่มอีกครั้งแก้วใหญ่ๆ เต็มๆ สักแก้วเมื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่

4. ฟิตร่างกาย
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยรักษารูปร่าง ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณกำลังล้างพิษ และควรดื่มน้ำแร่ธรรมชาติก่อน และดื่มเป็นระยะๆ ตลอดการออกกำลังกาย

5. ปลุกความสดใสให้ผิวพรรณ
เมื่อใดก็ตามที่ละเลยการดูแลตัวเอง ผิวของคุณจะฟ้อง การล้างพิษช่วยให้ผิวกลับมาเปล่งปลั่งสดใสดังเดิม ใช้สเปรย์น้ำแร่พ่นเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้า จะช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาและยังช่วยให้เครื่องสำอางของคุณติดทนนานตลอดวัน

ล้างพิษแล้วก็ควรทำจิตใจให้คิดดีทำดีด้วย จะได้ช่วยๆ กันดีทั้งร่างกายและจิตใจ

-ข้อมูลจาก นิตยสาร @Taste-

น่าสนใจมากๆค่ะรวมเมนูอาหาร และทุกอย่างเกี่ยวกับอาหารค่ะ

http://ns.horapa.com/index.php
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 26, 2009 11:34 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



อาการบวมน้ำ เกิดขึ้นเมื่อของเหลวที่ควรเดินทางผ่านหลอดเลือดและน้ำเหลืองกลับซึมออกมาสู่เซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์ สาเหตุุที่พบบ่อยคือ บริโภคเกลือมากเกินไป การสวมถุงเท้าที่ยาวถึงเข่าและรัดแน่นด้านบน การยืนนานๆ และการนั่งห้อยขา ก็ทำให้ข้อเท้าบวมได้ ส่วนอาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน เกิดจากระดับฮอร์โมนแปรปรวนซึ่งมีผลต่อการทำงานของหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง สาเหตุุอื่นคือ เกิดจากโรคตับ โรคไต หรือภาวะหัวใจล้มเหลว

การรักษา การรักษาอาการบวมน้ำนั้นต้องดูที่สาเหตุุ บางครั้งแพทย์ก็ใช้ยาขับปัสสาวะรักษาอาการบวมน้ำเพื่อให้ร่างกายขับน้ำส่วนเกินออกมา แต่บางครั้งยานี้ก็ทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะแร่ธาตุที่ควบคุมให้หัวใจเต้นเป็นปกติ แม้ว่าบางกรณียังจำเป็นต้องใช้ยาขับปัสสาวะอยู่ แต่มีอีกหลากหลายวิธีที่คุณทำเองได้ เช่น ปรับปรุงอาหารการกิน ดื่มชาสมุนไพร และเดินออกกำลังกายสัปดาห์ละหลายๆ ครั้ง ก็แก้ปัญหาได้แล้ว...



ที่มา http://www.readersdigest.co.th/rd/rdhtml/t...id=512&cid=2160



อาการบวมน้ำ กับ การกินยาคุม



อาการบวมน้ำเป็นอาการข้างเคียงชนิดหนึ่งจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นส่วนประกอบในยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งพบได้เป็นเรื่องปกติ ปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจน ในยาเม็ดคุมกำเนิดจะมีปริมาณแตกต่างกัน ปัจจุบันมีปริมาณ 20, 30, 35 ไมโครกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น คลื่นไส้, อาเจียน, ปวดศรีษะ, ตึงคัดเต้านม, เป็นฝ้า, น้ำหนักเพิ่ม แต่ก็ยังจะพบอาการข้างเคียงได้บ้างใน 2-3 เดือนแรกของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด แล้วอาการดังกล่าวจะหายไปได้เอง ทั้งนี้หากมีอาการมากหรือไม่หายภายใน 2-3 เดือน ควรรีบไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรต่อไป



แนะนำให้คุณปรึกษากับแพทย์หรือเภสัชกร พร้อมกับแจ้งชื่อยี่ห้อยาเม็ดคุมกำเนิดที่คุณทานอยู่ด้วยนะคะ และทานมาเป็นเวลานานเท่าไหร่แล้ว เพื่อแพทย์หรือเภสัชกรจะได้เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่เหมาะสมให้คุณได้ค่ะ



ที่มา เภสัชกร มัยมุน หะลี

http://www.pharm.su.ac.th/thai/Organizatio...er.asp?qNo=1799
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 27, 2009 10:24 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



วิธีลดน้ำหนักด้วยการรับประทานน้ำมันมะพร้าว



เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การรับประทานน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์วันละประมาณ 3+ครึ่ง ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ และ 2 ช้อนโต๊ะสำหรับเด็กนั้นมีประโยชน์มากมาย เพราะน้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคร้ายต่างๆ อุดมด้วยเอนไซม์ ไวตามิน แร่ธาตุ เป็นสารแอนตีออกซิแดนท์ ไม่ส่งผลเสียต่อคอเลสเตอรอลหรือไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวยังให้พลังงานสูง ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ ไม่สะสมตามเซลล์ไขมัน จึงสามารถช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้

แต่หากท่านรับประทานน้ำมันมะพร้าวแต่ไม่หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำให้อ้วน น้ำหนักตัวของท่านอาจเพิ่มหรือกลับมาอ้วนได้อีก แล้วอาหารอะไรล่ะที่ทำให้อ้วน? คำตอบคือ น้ำมันอื่นๆนั่นแหละที่เป็นตัวการทำให้อ้วน น้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัวที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละที่เป็นตัวการทำให้อ้วน เพราะย่อยได้ยากและสะสมตามเซลล์ไขมัน บางชนิดนำไปผ่านกรรมวิธีอย่างไม่ถูกต้อง จะเปลี่ยนโครงสร้างเป็นไขมันทรานส์ซึ่งนอกจากจะทำให้อ้วนแล้ว ยังเป็นสาเหตุุุของโรคร้ายต่างๆเช่น โรคหัวใจและโรคมะเร็งอีกด้วย

สาเหตุุุที่ต้องนำน้ำมันไปผ่านกรรมวิธีก็เพราะน้ำมันไม่อิ่มตัวนั้นเหม็นหืนง่ายนั่นเอง น้ำมันผ่านกรรมวิธีในรูปแบบอื่นเช่นเนยเทียม ถูกนำไปใช้ทำขนม ทำเบเกอรี่ต่างๆ จะเห็นได้ว่าเด็กสมัยนี้ ซึ่งเป็นสมัยที่ขนมขบเคี้ยวในรูปแบบของว่างต่างๆหาได้ง่ายและน้ำมันพืชผ่านกรรมวิธีได้รับความนิยม จะมีรูปร่างอ้วนกว่าเด็กรุ่นพ่อแม่ หรือที่เห็นได้ชัดเด็กในรุ่นปู่ย่าตายายอยูเป็นจำนวนมาก

สำหรับน้ำมันมะพร้าวนั้น ไม่ต้องนำไปผ่านกรรมวิธีเพราะเป็นไขมันอิ่มตัวไม่เหม็นหืนง่ายเหมือนน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ และไม่ต้องห่วงเรื่องคอเลสเตอรอล เพราะไขมันอิ่มตัวจากพืช เช่นน้ำมันมะพร้าว จะไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล ต่างจากไขมันอิ่มตัวที่ได้จากสัตว์เช่น น้ำมันหมู หรือไขมันอิ่มตัวที่อยู่ในเนยหรือนม (ผู้ที่รับประทานน้ำมันมะพร้าวเพื่อลด LDL และเพิ่ม HDL จึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันอิ่มตัวที่ได้จากสัตว์ด้วย)

ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักด้วยการรับประทานน้ำมันมะพร้าวให้ได้ประโยชน์สูงสุด ท่านควร

1. เลิกใช้น้ำมันอื่นทำอาหารและเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะพร้าวแทน (หากน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์มีราคาแพงเกินไปสำหรับทำอาหาร ท่านสามารถใช้ โคโค่แคร์ เป็นน้ำมันมะพร้าวสำหรับทำอาหาร ไม่ผ่านกรรมวิธี (ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าว RBD) ราคาไม่แพง เหมาะทีสุดสำหรับใช้ทอด)
2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท โดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรทฟอกขาวเช่น ข้าวขัดขาว น้ำตาลฟอกขาว แป้งฟอกขาว ขนมหวาน เบเกอรี่ ของว่างต่างๆ เพราะนอกจากจะอุดมไปด้วยไขมันทรานส์ในรูปของเนยเทียมแล้ว ยังอุดมด้วยน้ำตาลอีกด้วย
3. รับประทานอาหารสดให้มาก ผักสดและผลไม้สด (ที่ไม่ผ่านการอาบรังสี) จะอุดมด้วยเอนไซม์ เป็นประโยชน์กับร่างกาย
4. ไม่ควรละเลยการออกกำลังกาย การออกกำลังกายเบาๆแต่สม่ำเสมอเป็นประจำ นอกจากช่วยการเผาผลาญแล้ว ยังทำให้ท่านมีร่างกายแข็งแรงอีกด้วย


ที่กล่าวมาทั้งหมดดูจะไม่เหมือนสูตรการลดน้ำหนัก แต่ดูเหมือนการเปลี่ยนไลฟ์สไตล์หรือเปลี่ยนการดำเนินชีวิตกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ซึ่งหากทำสำเร็จการมีน้ำหนักเกินดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อย สิ่งที่ท่านจะได้มาคือการมีสุขภาพดี และเมื่อท่านมีสุขภาพดี น้ำหนักของท่านก็จะอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานคือลดลงเองโดยอัตโนมัติ.











我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
tewatera
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 03:28 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 872
สมาชิกหมายเลข: 16,980
เข้าร่วมเมื่อ: March 08, 2009



QUOTE
QUOTE
การกินแต่ผลไม้อย่างเดียว เป็นเวลา 3 วัน เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากในการทำความสะอาดและล้างพิษในร่างกายของเราเลยนะคะ

แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสําหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนําสารพิษไปกําจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลําไส้เกิดการบูดเน่า แถมยังมีเส้นใยมากที่จะทําหน้าที่ทําความสะอาดลําไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยอาหารทํางานได้ดีขึ้น และยังเหมาะกับคนที่กําลังลดน้ำหนักอีกด้วย

เคยคิดที่จะทำค่ะ
สงสัยต้องหาวันลาซัก 3 วัน ล้างพิษในร่างกายอย่างที่น้องป้อมแนะนำซะแล้ว
ความสุขอยู่ใกล้แค่ใจเราuser posted image

PMEmail Poster
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 04:20 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006




คุณบิลเล่นซื้อยกลังมาเลยค่ะ แล้วเติมลงในอาหารที่ทาน แต่ยายหนูชิมแล้ว ไม่ชอบเพราะทำให้กลิ่นของอาหารเปลี่ยนไป...ขอบคุณสำหรับข้อมูล
PM
Top
Bronte
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 05:49 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 224
สมาชิกหมายเลข: 17,180
เข้าร่วมเมื่อ: March 22, 2009



น้องป้อม แล้วที่เขาว่าขับสารพิษ โดยการกินแต่น้ำ นั้นหละ ดีไหม คิดอยากทำแต่ไม่เคยสำเร็จเลย หาข้อมูลให้พี่เร็ว ขอบคุณค่ะ
user posted image

PMEmail Poster
Top
MHUNTHOW
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 08:01 pm
Quote Post


แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
**

กลุ่ม: Members
โพสต์: 509
สมาชิกหมายเลข: 11,403
เข้าร่วมเมื่อ: March 13, 2008



แม่หนูหมั่นโถแอบเข้าบ้านคุณป้อมมานานไม่ได้เข้ามาทักทายเจ้าบ้านเลย..ขอบคุณนะคะที่เอาทุกอย่างมารวมไว้ที่นี้..ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยาก..ล้างผิดด้วยการทานผลไม้..สามวัน..เราสงสัยค่ะว่า..สามวันนี้..ผลไม้ที่ทานต้องเป็นชนิดนั่นๆตลอดทั้งสามวันมั้ยค่ะ??เช่น..ทานแอ๊ปเปิ้ล ..ก็ต้อง แอ๊ปเปิ้ลทั้งสามวัน...
แค่เพียงคิดดี..ทำดี..คุณจะพบแต่สิ่งดีๆ..ในชีวิต..เราเชื่อมั่นเช่นนั้น

user posted image


Nico Than น้องพี่หมั่นโถ ครับ

PMEmail Poster
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 09:38 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (Bronte @ July 28, 2009 09:49 am)
น้องป้อม แล้วที่เขาว่าขับสารพิษ โดยการกินแต่น้ำ นั้นหละ ดีไหม คิดอยากทำแต่ไม่เคยสำเร็จเลย หาข้อมูลให้พี่เร็ว ขอบคุณค่ะ

คําว่า อด โดยคําจํากัดความแปลว่า กินให้น้อยกว่า 800 แคลอรี่ต่อวัน ดังนั้นการอดจึงมีหลายวิธี จะกินผลไม้ทั้งวัน ดื่มน้ำผลไม้ทั้งวัน หรือกินผลไม้ และดื่มน้ำผลไม้ทั้งวันก็ได้ ดื่มน้ำเปล่าๆ ทั้งวันก็ได้ หรือจะไม่กินอะไรเลยทั้งวันก็ได้ แต่ถ้าหากคุณจะเริ่มอด แนะนําให้ใช้วิธีกินผลไม้อย่างเดียว และแนะนําให้อดเพียงวันเดียว(24 ชั่วโมง)


ขับพิษด้วยการกิน


การกินล้างพิษเริ่มต้นได้จากชีวิตประจำวันเรานี่ล่ะ ที่ควรกินอาหารที่สดใหม่ มีไฟเบอร์มากๆ ไม่กินของหมักดอง และดื่มน้ำเยอะๆ แต่หากมีพิษสะสมมากเข้า เราอาจใช้วิธีอดอาหารล้างพิษที่มีสูตรแตกต่างกันไป ไม่ว่าแบบ 1 วัน ที่กินแต่ผลไม้และน้ำเปล่า หรือแบบ 5 – 7 วัน ที่ค่อยๆ ลดมื้ออาหาร แล้วแทนที่ด้วยผลไม้ หรือแบบ 12 – 14 วัน ที่มีการกินสมุนไพรเสริม และวันท้ายๆ จะมีการค่อยๆ กลับมากินตามปกติ
สูตรเหล่านี้ไม่มีสูตรไหนตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบของเรา หรือบางคนอาจดัดแปลงให้ตรงตามการใช้ชีวิตก็ได้ เช่น เปลี่ยนเป็นการดื่มน้ำผลไม้อย่างเดียว 1- 3 วัน เป็นต้น โดยไม่ลืมว่า ต้องไม่ทำร้ายสุขภาพชนิดที่ต้องเป็นลมล้มป่วย
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
Bronte
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 09:53 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 224
สมาชิกหมายเลข: 17,180
เข้าร่วมเมื่อ: March 22, 2009



ขอบคุณหลายเน้อ น้องป้อมข้อมูลที่จัดให้
user posted image

PMEmail Poster
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 10:00 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (MHUNTHOW @ July 28, 2009 12:01 pm)
แม่หนูหมั่นโถแอบเข้าบ้านคุณป้อมมานานไม่ได้เข้ามาทักทายเจ้าบ้านเลย..ขอบคุณนะคะที่เอาทุกอย่างมารวมไว้ที่นี้..ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยาก..ล้างผิดด้วยการทานผลไม้..สามวัน..เราสงสัยค่ะว่า..สามวันนี้..ผลไม้ที่ทานต้องเป็นชนิดนั่นๆตลอดทั้งสามวันมั้ยค่ะ??เช่น..ทานแอ๊ปเปิ้ล ..ก็ต้อง แอ๊ปเปิ้ลทั้งสามวัน...


ง่ะ....ขอโทษค่ะ ที่รวมข้อมูลมาไม่ครบ
พอดีแก้ไขข้อมูลไปแล้วถ้ามาอ่านกันที่หลังจะได้ไม่งงกันอีก ลองกลับไปอ่านใหม่ได้นะคะ .... (:p ว้าแย่เลยๆ..)

QUOTE

เริ่มต้นจากให้เลือกผลไม้ที่ชอบมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ยกเว้นทุเรียน น้อยหน่า ลําไย ลิ้นจี่ ขนุน เพราะผลไม้เหล่านี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูง จะทําให้ระบบย่อยไม่ได้พักอย่างเพียงพอ รวมทั้งไม่ควรเลือกสับปะรด เพราะอาจจะกัดปาก เมื่อเลือกได้แล้วก็ให้กิน ผลไม้นั้นเป็นอาหารเช้า กลางวัน และเย็น ถ้าคุณหิวก็ให้ดื่มน้ำผลไม้เป็นมื้อเบรกได้

วันที่คุณตั้งใจจะล้างพิษด้วยการอด ควรเป็นวันที่อยู่กับบ้าน

我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 10:26 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



ใครที่กำลังมองหารองเท้ากีฬามาใส่ออกกำลังกาย
- รองเท้าวิ่ง
รองเท้าวิ่งจะต้องมีแผ่นรองเท้าที่กันกระแทกและจะต้องมีหุ้มส้นที่พอเหมาะ รองเท้าจะป้องกันเอ็นอักเสบ ปวดส้นเท้า และกระดูกหัก

- รองเท้าสำหรับเดิน
ควร เป็นรองเท้าที่มีน้ำหนักเบาและควรมีแผ่นกันกระแทกที่ส้นเท้าและกลางบริเวณ ฝ่าเท้า ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดบริเวณส้นเท้าและฝ่าเท้า พื้นรองเท้าจะออกป้านๆเพื่อให้การถ่ายน้ำหนักจากส้นเท้าไปยังนิ้วเท้าและลด แรงที่ฝ่าเท้า รองเท้าสำหรับเดินจะมีส่วนหน้าซึ่งค่อนข้างแข็งกว่ารองเท้าวิ่ง



- รองเท้าสำหรับเต้นแอโรบิค
รองเท้า ต้องมีน้ำหนักเบาเพื่อมิให้เกิดอาการเมื่อยเวลาออกกำลังกาย ตรงฝ่าเท้าต้องมีแผ่นกันกระแทกที่นุ่มเพราะส่วนนี้เป็นส่วนที่มีการกระแทก มากที่สุด

- รองเท้าสำหรับการเล่นเทนนิส
ต้องเป็นรองเท้าที่ป้องกันข้อเท้าขณะที่มีการสไลต์ออกข้าง พื้นรองเท้าไม่จำเป็นต้องมีแผ่นกันกระแทกที่หนาเกินไป

- รองเท้าสำหรับการเล่นเบสบอล
พื้น รองเท้าต้องหนาและแข็งเพื่อการทรงตัวที่ดี และต้องเป็นรองเท้าหุ้มข้อเพื่อป้องกันข้อพลิก หากใส่รองเท้าแล้วมีปัญหาปวดที่ส้นเท้า ฝ่าเท้าอาจจะต้องหาอุปกรณ์เพิ่มเช่น แผ่นรองส้นเท้า แผ่นรองฝ่าเท้า

รู้อย่างนี้แล้ว ควรเลือกซื้อรองเท้ากีฬาให้เหมาะกับประเภทกีฬาดีกว่า เพื่อความปลอดภัย.
http://www.tertid.com/2009/06/07/right-shoes/
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 28, 2009 10:44 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



เลือกร้องเท้ากีฬา ให้ถูก ประเภท (มีภาพด้วย)


http://www.dek-d.com/content/lifestyle/144...A0%E0%B8%97.htm


ร้องเท้าบาส จ้า
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=h..._zh-CN%26um%3D1




รองเท้าแอโรบิค
http://images.google.co.th/imgres?imgurl=h..._zh-CN%26um%3D1
อีกรูป
http://www.pramool.com/auctpic9/added/4559537_1219337331.jpg

อ๊ะๆ มีแฟชั่น การแต่งตัวของการออกกำลังด้วย (โห๊ะๆ....ยังใส่ไม่ได้)
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=p...08-2007&date=02
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
miipanda
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 02:12 am
Quote Post


แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 1,324
สมาชิกหมายเลข: 13,030
เข้าร่วมเมื่อ: June 22, 2008




สวัสดีจ้ะน้องป้อม

พี่รสไม่ได้มาเที่ยวหาหลายวันเลย....ยังคิดถึงกันอยู่มั้ย
เข้าไปดูแฟชั้นชุดกีฬา...โดนใจจริงๆ ชอบมากขอบอก
พี่รสก็บ้าชุดกีฬาเหมือนกัน...ขอบคุณจ้ะที่เอามายั่วน้ำกิเลส อิอิ





user posted image

PMEmail PosterUsers WebsiteMSN
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 04:54 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัสดี น้องป้อม
วันนี้เข้ามาห้องสมุดดึกมาก(ของเวลาที่สวิสฯ) ขอบคุณจ้าความรู้เรื่องรองเท้า
**พี่ตุ๊อยากได้รองเท้าสำหรับว่ายน้ำน่ะ มีม๊า ตัวเอง (แซวเล่นๆ)
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 06:13 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



ยายหนูกัยตาบิลมีปัญหามากเรื่องรองเท้า ตาบิลหลังเท้าอูม ยายหนูเท้าแบน หารองเท้าใส่ยาก โชคดีที่มีร้านออนไลน์ ค่าส่งฟรี ค่าเปลี่ยนฟรี แต่ถ้าคืนต้องเสียค่าส่งเอง....ตอนเดินบนเทรดมิลหาได้คู่เดียวที่ใส่ได้ไซส์กว้างมากๆๆๆ เป็นรองเท้าวิ่ง จำใจต้องเอา ตอนนี้เลยสบายเลยไม่ต้องซื้อคู่ใหม่ ใส่จ็อกกิ้งนุ่งสายเท้ามากๆ...
PM
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 06:14 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



QUOTE (Tuta Schweiz @ July 28, 2009 08:54 pm)
สวัสดี น้องป้อม
วันนี้เข้ามาห้องสมุดดึกมาก(ของเวลาที่สวิสฯ) ขอบคุณจ้าความรู้เรื่องรองเท้า
**พี่ตุ๊อยากได้รองเท้าสำหรับว่ายน้ำน่ะ มีม๊า ตัวเอง (แซวเล่นๆ)

จะเป็นนักปะดาน้ำหรือไงแม่ตุ๊...ไม่ลองถามพี่ต่ายดูล่ะ พี่เขาดำน้ำเก่งด้วยน้าาาาา
PM
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 09:26 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (miipanda @ July 28, 2009 06:12 pm)
สวัสดีจ้ะน้องป้อม

พี่รสไม่ได้มาเที่ยวหาหลายวันเลย....ยังคิดถึงกันอยู่มั้ย
เข้าไปดูแฟชั้นชุดกีฬา...โดนใจจริงๆ ชอบมากขอบอก
พี่รสก็บ้าชุดกีฬาเหมือนกัน...ขอบคุณจ้ะที่เอามายั่วน้ำกิเลส อิอิ

แหม..พี่รสขา คิดถึงสิคะ

เห็นคุณครูแอโรบิคใส่เสื้อผ้าสวยๆหนูป้อมก็อยากใส่บ้างเหมือนกันนะ เนี่ย...

พอดีวันนี้มีคนแนะนำให้ทานมังสวิรัติ...เดี๋ยวจะลองศึกษาดู...พี่รสหล่ะคะมีประ

สปการณ์อารายเล่าให้ฟังไหมจ๊ะ...ทานเจ ทานมังก็ดี...ละเว้นเนื้อไป(แต่จะทำได้ไหมเนี่ย หนูป้อมทำได้ 3วันเองช่วงทานเจ)
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 09:40 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (Tuta Schweiz @ July 28, 2009 08:54 pm)
สวัสดี น้องป้อม
วันนี้เข้ามาห้องสมุดดึกมาก(ของเวลาที่สวิสฯ) ขอบคุณจ้าความรู้เรื่องรองเท้า
**พี่ตุ๊อยากได้รองเท้าสำหรับว่ายน้ำน่ะ มีม๊า ตัวเอง (แซวเล่นๆ)

ง่า....พี่ตุ๊

หนูว่ารองเท้าที่หนูหาให้จะเดิน ลำบากอ่ะนะคะ ก็...ตีน กบ อ่ะคะอิอิ หรือจะเรียกว่า Fin ก็ได้ อิอิ
(อ๊ะๆๆ...ล้อเล่นนะพี่ตุ๊)
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 09:45 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



QUOTE (ยายหนู @ July 28, 2009 10:13 pm)
ยายหนูกัยตาบิลมีปัญหามากเรื่องรองเท้า ตาบิลหลังเท้าอูม ยายหนูเท้าแบน หารองเท้าใส่ยาก โชคดีที่มีร้านออนไลน์ ค่าส่งฟรี ค่าเปลี่ยนฟรี แต่ถ้าคืนต้องเสียค่าส่งเอง....ตอนเดินบนเทรดมิลหาได้คู่เดียวที่ใส่ได้ไซส์กว้างมากๆๆๆ เป็นรองเท้าวิ่ง จำใจต้องเอา ตอนนี้เลยสบายเลยไม่ต้องซื้อคู่ใหม่ ใส่จ็อกกิ้งนุ่งสายเท้ามากๆ...

พี่ยายหนูขา มีwebลงไหมคะ เพื่อจะมีคนสนใจน่ะค่ะ

เป็นแบบตัดเหรอคะ (อู๊ย...แพงไหมคะเนี่ย แค่แบบไม่ตัด ขายตามห้างก็4,000-5,500 บาท เข้าไปแล้วถ้าไม่ลดราคา)
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 11:35 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



คำว่า "มังสวิรัติ" มาจากคำว่า "มังสะ" แปลว่าเนื้อสัตว์ "วิรัติ" แปลว่า การงดเว้น มังสวิรัติจึงแปลว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ ซึ่งหมายถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า เวเจเทเรียนนิซึม (Vegetatianism) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคือ เวเจตัส (Vegetus) แปลว่า สมบูรณ์ดีพร้อม สดชื่น เบิกบาน หรือมีความหมายว่า ผู้ซึ่งละเว้นจากการนำสัตว์ทุกชนิดมาเป็นอาหาร ทั้งนี้อาจรวมหรือไม่รวมถึงไข่และผลิตภัณฑ์จากนม

มังสวิรัตินั้น มีผู้ถือปฏิบัติกันมาเป็นเวลาช้านาน และกลายเป็นแนวปฏิบัติ ทางศาสนาสำหรับหลายศาสนา ในตะวันออกกลางมาเป็นเวลาหลายพันปี แล้วเช่น ศาสนาเชน ศาสนาฮินดู ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ศาสนาพุทธ และศาสนาอื่นๆ

มังสวิรัติ อาจแบ่งได้เป็น 8 ประเภท คือ

1มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotig) งดเว้นผลิตภัณฑ์จาก สัตว์ และยึดถือหลักหยิน-หยาง

2มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม ผลิตภัณฑ์จากนม และกินไข่

3มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินไข่

4มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แต่กินนม และผลิตภัณฑ์จากนม

5มังวิรัติแบบเจ (J-Chinese Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมทั้งพืชที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หอม กระเทียม คึ่นฉ่าย ใบยาสูบ และหลักเกียว (กระเทียมโทนจีน)

6มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Pure Vegetarian) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์

7มังสวิรัติพืชสด (Raw Food Eater) งดเว้นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และกินพืช ผัก ผลไม้ที่สดดิบ ไม่ผ่านขบวนการหุงต้มใดๆ

8มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) กินแต่ผลไม้และถั่ว
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 11:38 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



เหตุใดต้องเป็นมังสวิรัติ

จ๊าค เดอ มาเควต (JACQUES DE MARQUETTE) ผู้ก่อตั้งสมาคมครอบครัวสากล ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทำงานเพื่อส่งเสริมมนุษยชาติ ธรรมชาติและบุคลิกภาพ ให้เหตุผลของการกินอาหารมังสวิรัติไว้ 12 ข้อ สรุปได้ดังนี้

เพื่อร่างกายที่สะอาด บริสุทธิ์

เพื่อเหตุผลทางเศรษฐกิจ

เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคม

เพื่อความรัก อันปราศจากความหลงในเมถุน

เพื่อจิตใจที่เข้มแข็ง

เพื่อความสมดุลย์ทางเศรษฐกิจและสังคม

เพื่อการพัฒนาทางปัญญา

เพื่อความกลมกลืนกับธรรมชาติ

เพื่อเหตุผลทางด้านศีลธรรมและความไม่เบียดเบียน

เพื่อเป็นรากฐานของสันติภาพ

เพื่อเหตุผลทางด้านศาสนา


เขาเชื่อว่าอาหารมังสวิรัติ "เป็นกุญแจที่จะเปิดประตูทุกบาน" และเป็นหลักประกันของสุขภาพอันสมบูรณ์ ความเจริญทางวัตถุ ความสมดุลย์ทางปัญญา ความบริสุทธิ์ ความดี ความเมตตาต่อสัตว์และมนุษย์ ในยุคแห่งความหลงอวิชชา ความบ้าเลือด และความทุกข์ทรมานhttp://www.geocities.com/mangsavirat/why.htm
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 29, 2009 11:48 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



ผู้ที่กินมังสวิรัตินั้นจะได้รับสารอาหารครบทุกหมู่ ตามหลักโภชนาการ ดังนี้

หมู่ที่ 1 โปรตีน
ได้จากถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดทุกชนิด เห็ด ข้าวกล้อง งา เมล็ดในของพืช โปรตีนเกษตร (เนื้อเทียม) ในผักก็มีโปรตีนแต่น้อยมาก อาหารโปรตีนจะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ถ้าขาดโปรตีนร่างกายจะทรุดโทรม เจ็บป่วยง่าย แก่ก่อนวัย

ตารางเปรียบเทียบปริมาณโปรตีนในอาหารแต่ละชนิด
http://www.geocities.com/mangsavirat/group.htm


หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรด
ได้จากอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าวกล้อง มัน เผือก น้ำตาลสีรำ และของหวานต่างๆ อาหารพวกนี้จะให้พลังงาน และความร้อน ทำให้มีกำลัง ถ้ารู้สึกว่าอ่อนเพลีย ให้กินผลไม้ น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย จะทำให้รู้สึกสดชื่นทันที
หมู่ที่ 3 ไขมัน
ได้จากน้ำมันพืช นม เนย และเมล็ดผลไม้ ถั่ว งา ควรเลือกน้ำมันพืช ที่ทำจากถั่วเหลือง ถั่วลิสง และรำ อาหารพวกนี้จะให้พลังงานและความร้อนเช่นเดียวกับหมู่ที่ 2
หมู่ที่ 4 วิตามิน และเกลือแร่
ได้จากผักสด ผลไม้ ถั่ว งา ข้าว ซึ่งแต่ละชนิดจะมีไม่เหมือนกัน จึงควรรับประทานหมุนเวียนกันไป อาหารพวกนี้จะช่วยในการสังเคราะห์สารเคมีต่างๆ ในร่างกาย ทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ สมบูรณ์ ถ้าขาดร่างกายจะเสื่อม จะเจ็บไข้ง่าย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ น้ำ ควรดื่มน้ำบริสุทธิ์ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว นอกจากจะทำให้เซลล์สดชื่นแล้ว ยังช่วยขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: July 30, 2009 12:09 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009



โครงสร้างทางสรีระ
http://www.geocities.com/mangsavirat/anatomy.htm

หลักการกินมังสวิรัติ
http://www.geocities.com/mangsavirat/method.htm

สำหรับท่านที่มีข้อสงสัยเชิญถามเข้ามาได้เลยที่เว็บ ด้านบน
ต่อนี้เป็นตัวอย่างคำถามที่คนส่วนใหญ่ที่ยังไม่เข้าใจเรื่องอาหารมังสวิรัติ



คำถามทั่วไป

ฉันจะไม่อ่อนเพลียแย่หรือ ถ้าไม่ได้กินอะไรเลยนอกจากผัก ?
แน่นอน ใครก็ตามที่กินแต่ผักโขมหรือผักคะน้าเพียงอย่างเดียว จะต้องอ่อนเพลียแน่ อาหารมังสวิรัติไม่ใช่จะกินแต่ผักอย่างเดียว แต่จะต้องมีอาหารชนิดอื่น รวมอยู่ด้วย รายการอาหารมังสวิรัติแต่ละวัน นอกจากจะต้องมีผักสีเขียวและผลไม้แล้ว ยังต้องมีพวกข้าวชนิดต่างๆ และพวกถั่วเมล็ดแห้ง นักมังสวิรัติส่วนใหญ่กินไข่และนมด้วย ทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและพอเพียงสำหรับร่างกาย
ถั่วเมล็ดแห้งและข้าวชนิดต่างๆ ที่กล่าวมานี้มีอะไรบ้าง ?
ข้าวและถั่วเมล็ดแห้งมีหลายชนิด ประเภทถั่วได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลิสง ถั่วแดง ถั่วแดงหลวง ถั่วแขกชนิดเมล็ดแดงและเหลือง ส่วนข้าวได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวขาว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต ข้าวโพด ข้าวฟ่าง (ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องกินให้ครบทุกอย่างตามที่กล่าวมานี้) ถั่วเมล็ดแห้งและข้าวนี้เป็นแหล่งสารอาหารโปรตีนหลักที่สำคัญสำหรับคนที่ไม่กินนม และไข่


ฉันจะไม่อ้วนแย่หรือ ถ้ากินแต่พวกคาร์โบไฮเดรต ?
ความจริงแล้ว ตัวคาร์โบไฮเดรตเองไม่ได้เป็นสาเหตุุุให้น้ำหนักของคุณเพิ่มขึ้น แต่การกินมากเกินไปจนร่างกายของคุณไม่สามารถเผาผลาญแคลอรีที่มีอยู่ให้หมดต่างหากที่ทำให้อ้วน โดยธรรมชาติแล้วถ้าคุณกินอะไรที่มากเกินไป ถึงแม้จะกินขนมปัง ก็อ้วนได้ แต่ก่อนที่คุณจะลดอาหารประเภทถั่วลง คุณควรจะลดอาหารประเภทน้ำตาลและไขมันให้น้อยลงดีกว่า
ร่างกายของฉันไม่ต้องการอาหารเนื้อเพื่อเป็นโปรตีนแน่หรือ ?
ไม่เลย โดยคุณค่าแล้ว ถั่วเหลืองเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี เท่ากับเนื้อสัตว์ และปลา ถ้าไม่เทียบกับคุณค่าของโปรตีนจากไข่และนม และคุณค่าอาหารจากถั่วและข้าวก็สามารถให้อาหารโปรตีนได้ทัดเทียมเนื้อสัตว์หรือปลาด้วย
เป็นความจริงแน่หรือ ที่ว่า การงดเนื้อสัตว์เป็นผลดีต่อสุขภาพ ?
ก็ขึ้นอยู่กับว่า ถ้าหมอสั่งให้คุณลดคอเลสเทอรอลและไขมันแล้ว วิธีหนึ่งที่จะลดได้คือ คุณต้องไม่กินเนื้อสัตว์ คอเรสเทอรอลจะมีก็แต่ในเนื้อสัตว์เท่านั้น มีในพืชน้อยมากเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ ไข่และนมทุกชนิดก็มีคอเรสเทอรอลสูงเช่นกัน ดังนั้นต้องงดกินทั้งไข่และนมเช่นเดียวกันถ้าต้องการลดไขมัน


ฉันจะงดเนื้อสัตว์ได้อย่างไรในเมื่ออาหารโปรดของฉันเป็นพวกเนื้อย่างและปลา?
ขอแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มกินอาหารมังสวิรัติ คือคุณจะต้องลดปริมาณเนื้อสัตว์ ที่เคยกินในแต่ละมื้อ หรือไม่ก็งดเนื้อสัตว์สัปดาห์ละ 1 หรือ 2-3 วันเสียก่อน ในตอนแรกๆ นักมังสวิรัติมักพอใจที่จะกินแต่พวกไข่ พิซซ่า เนยแข็ง แต่ต่อมาก็จะคุ้นเคยกับอาหารพวกถั่วมากขึ้น แล้วจึงค่อยๆ ลองชิมอาหารมังสวิรัติชนิดอื่นหรือของชาติอื่นดูบ้าง คุณเป็นนักมังสวิรัติกินแต่ นม ไข่ เนยแข็ง ผสมกับถั่วเมล็ดแห้งก็ได้






<span style='font-size:14pt;line-height:100%'>คำถามคำตอบจากหนังสือ "กุญแจสู่การรู้แจ้งในทันที" โดย "อนุตตราจารย์ชิงไห่"

การกินเนื้อสัตว์เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่แล้ว แต่ว่าการกินพืชไม่ได้เป็นการฆ่าด้วยหรอกหรือ?
อ : การกินพืชก็เป็นการฆ่าเช่นกัน และทำให้เกิดกรรมกีดขวางบ้างเหมือนกัน แต่ว่าผลกรรมนี้จะน้อยมาก เราต้องกินเพื่อจะมีชีวิตอยู่ได้ เราจึงเลือกกินสิ่งที่มีจิตสำนึกน้อยที่สุด และเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด พืชประกอบด้วยน้ำ 90% ดังนั้นระดับของจิตสำนึกของมันจึงต่ำมาก จนมันแทบจะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานใดๆ เลย นอกจากนี้ เวลาที่เรากินผักหลายๆ อย่างเราไม่ได้ตัดรากของมันด้วย แต่กลับช่วยให้มันแพร่พันธุ์แบบไม่ใช้เพศด้วยการตัดกิ่งและใบของมัน ผลสุดท้ายก็เป็นประโยชน์ต่อพืชนั้นจริงๆ ดังนั้น นักตกแต่งสวนจึงบอกว่า การตัดเล็มต้นไม้จะช่วยให้มันเจริญเติบโตและสวยงามมากขึ้น
&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;
สำหรับผลไม้ ก็ยิ่งเห็นได้ชัด เวลามันสุกงอม มักจะดึงดูดให้คนมากินมัน โดยส่งกลิ่นหอมเย้ายวน ใช้สีสันอันสวยงามและรสชาติอันหวานอร่อยของมันมาล่อ ทำให้มันบรรลุวัตถุประสงค์ในการแพร่เมล็ดพันธุ์ของมันไปไกลๆ ถ้าเราไม่เด็ดมันมากิน ผลอขงมันจะสุกงอมเกินไป แล้วก็ร่วงหล่นลงมาเน่าอยู่บนพื้น เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็จะถูกกิ่งใบของต้นไม้นี้บดบังแสดแดดมันก็ต้องตายในที่สุด เพราะฉะนั้น การกินพืชผักและผลไม้จึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ให้มันเจ็บปวดทุกข์ทรมานเลย


คนส่วนมากมีความคิดว่า คนกินมังสวิรัตจะมีร่างกายเล็กและผอม ส่วนคนที่กินเนื้อจะสูงใหญ่กว่า เป็นความจริงหรือไม่?
อ : คนกินมังสวิรัติไม่จำเป็นจะต้องตัวเล็กและผอมกว่าเสมอไป ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมีความสมดุล พวกเขาก็เติบโตขึ้นสูงใหญ่ได้เช่นกัน เธอเห็นสัตว์ตัวใหญ่ทั้งหลายไหม เช่น ช้าง วัว ควาย ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส ม้า เป็นต้น พวกมันกินแต่พืชผักและผลไม้ แต่พวกมันกลับแข็งแรงกว่าสัตว์กินเนื้อ และยังเชื่องไม่ดุร้าย ทั้งมีประโยชน์ต่อมนุษย์อีกด้วย ส่วนสัตว์กินเนื้อทั้งหลาย จะทั้งดุร้ายมากและก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ามนุษย์เรากินเนื้อสัตว์มากๆ ก็จะได้รับผลกระทบจากสัญชาตญาณและลักษณะสัตว์ คนที่กินเนื้อสัตว์ไม่จำเป็นจะต้องตัวสูงและแข็งแรงเสมอไป แต่ว่าอายุของพวกเขาโดยเฉลี่ยจะสั้นมาก ชาวเอสกิโมแทบจะกินเนื้ออย่างเดียว แต่พวกเขาสูงใหญ่ และแข็งแรงหรือเปล่า? อายุยืนหรือเปล่า? เรื่องนี้ฉันคิดว่าเธอน่าจะเข้าใจได้ดี
คนกินมังสวิรัติจะกินใช่ได้ไหม?
อ : ไม่ได้ เวลาเรากินไข่ เราจะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วย บางคนกล่าวว่าไข่ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเวลานี้เป็นไข่ไม่ได้รับเชื้อ ฉะนั้นการกินไข่จึงไม่ใช่การฆ่าสัตว์ นี่เป็นเรื่องที่ฟังดูคล้ายกับจะถูกต้อง ไข่ที่ยังไม่ได้รับเชื้อนั้น เป็นเพราะมันไม่มีโอกาส ไม่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้มันถูกผสม ดังนั้นมันจึงไม่สามารถพัฒนาไปเป็นไก่ตัวหนึ่งได้ตามวัตถุประสงค์ ตามธรรมชาติของมัน แต่ถึงแม้ว่ายังไม่มีการพัฒนาแบบนี้ มันก็ยังคงมีพลังชีวิตที่มีอยู่แต่กำเนิดสำหรับการพัฒนานี้อยู่ เรารู้ว่าไข่มีพลังชีวิตแต่กำเนิด ถ้าไม่ใช่อย่างนั้น ทำไมไข่จึงเป็นเซลล์ชนิดเดียวที่สามารถปฎิสนธิได้ล่ะ? บางคนบอกว่า ไข่มีสารอาหารที่จำเป็น มีโปรตีน ฟอสฟอรัส ที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ แต่เต้าหู้ก็มีโปรตีนเหมือนกัน และฟอสฟอรัสก็มีในพืชผักหลายอย่างเช่นมันฝรั่ง

เราทราบว่าตั้งแต่สมัยโบราณมาจนกระทั่งทุกวันนี้ มีพระสงฆ์สำคัญหลายท่านที่ไม่กินเนื้อหรือไข่ ซึ่งมีอายุยืนมาก ตัวอย่างเช่น พระอาจารย์อิ้งกวง แต่ละมื้อท่านจะมีผักหนึ่งถ้วยกับข้าวเท่านั้น แต่ท่านก็มีอายุยืนถึงแปดสิบกว่าปี นอกจากนี้ ไข่แดงยังมีคอเลสเตอรอลสูงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุุุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคที่คร่าชีวิตคนที่อันดับหนึ่งของฟอร์โมซาและอเมริกา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาลส่วนใหญ่เป็นผู้ที่กินไข่!


คนเราเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น หมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เป็นต้น ทำไมเราจึงกินมันไม่ได้ล่ะ?
อ : แล้วยังไงล่ะ? พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกให้เติบโตขึ้นมาเหมือนกันนี้ แล้วพ่อแม่มีสิทธิที่จะกินลูกของตัวเองหรือเปล่า? สิ่งมีชีวิตทุกอย่างมีสิทธิที่จะมีชีวิต ไม่มีใครควรจะไปลิดรอนสิทธินี้ของมัน ถ้าเธอดูในกฎหมายของฮ่องกง มีบัญญัติไว้ แม้แต่การฆ่าตัวตายก็ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้น การฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นจะยิ่งผิดกฎหมายมากกว่านี้สักแค่ไหน?


สัตว์เกิดมาเพื่อให้คนกิน ถ้าเราไม่กินมัน มันจะไม่ล้นโลกหรอกหรือ ใช่ไหม?
อ : นี่เป็นความคิดที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี ก่อนที่เธอจะฆ่าสัตว์ เธอเคยถามมันไหมว่า มันอยากให้เราฆ่าและกินมันหรือไม่? สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนอยากมีชีวิต และรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น เราไม่อยากให้เสือกินเรา แล้วทำไมสัตว์อื่นๆ จึงสมควรจะให้มนุษย์กินมันล่ะ? โลกนี้เพิ่งจะมีมนุษย์เกิดขึ้นเพียงเมื่อไม่กี่หมื่นปีมานี้ ก่อนหน้าที่จะมีมนุษย์เกิดขึ้น ก็มีสัตว์หลายชนิดดำรงอยู่ก่อนแล้ว แล้วมันล้นโลกหรือเปล่าล่ะ? สิ่งมีชีวิตจะรักษาสมดุลย์ทางด้านนิเวศวิทยาตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว เมื่อใดที่มีอาหารน้อยมีเนื้อที่จำกัด ก็จะเป็นสาเหตุุุให้มีการลดจำนวนประชากรลงอย่างมาก จึงเป็นวิธีการรักษาปริมาณประชากรให้อยู่ในจำนวนที่เหมาะสม


ทำไมฉันจึงควรจะเป็นมังสวิรัติ?
อ : ฉันเองเป็นมังสวิรัติก็เพราะพระเจ้าภายในต้องการให้ฉันเป็นเช่นนั้น เข้าใจใหม? การกินเนื้อเป็นการขัดกับกฎแห่งจักรวาลของการไม่อยากถูกฆ่า เราเองก็ไม่อยากจะถูกฆ่า และเราเองก็ไม่อยากจะถูกขโมย ดังนั้นถ้าเราปฏิบัติเช่นนั้นต่อผู้อื่น เราก็กระทำสิ่งที่ขัดแย้งกับตัวของเราเอง ซึ่งจะทำให้เราเกิดความทุกข์ทรมาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอกระทำไปโดยฝ่าฝืนความรู้สึกของผู้อื่นจะทำให้เธอเกิดความทุกข์ เธอไม่สามารถจะกัดตัวเอง ไม่ควรจะทิ่มแทง ตนเอง ในทำนองเดียวกัน เธอก็ไม่ควรจะฆ่า เพราะการทำเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืนกฎแห่งชีวิต เข้าใจไหม? มันจะทำให้เราทุกข์ทรมาน ดังนั้นเราจึงไม่ทำ ไม่ได้หมายความว่าเราพยายามจำกัดตนเองไม่ให้ทำโน่นทำนี่ แต่หมายความว่า เราแผ่ขยายชีวิตของเราออกไปสู่ชีวิตอื่นๆ ทุกชนิด ชีวิตของเราจะไม่ถูกจำกัดอยู่ในร่างกายนี้เท่านั้น แต่จะแผ่ออกไปยังชีวิตของสัตว์ต่างๆ รวมทั้งสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด ทำให้ตัวเราขยายใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น มีความสุขมากขึ้นและไม่มีความจำกัด โอเค?


ขอให้ท่านช่วยพูดถึงการกินมังสวิรัติ และมันจะมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภายในโลกได้อย่างไร?
อ : ได้ เธอคงทราบแล้วว่า สงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกนี้มีสาเหตุุุมาจากเหตุผลทางด้านเศรษฐ กิจ เราควรจะกล้าเผชิญหน้ากับความจริงนี้ ความยุ่งยากทางเศรษฐกิจของประเทศหนึ่งจะกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนทันที ถ้าเกิดความหิวโหย เกิดการขาดแคลนอาหาร หรือไม่ได้มีการกระจายอาหารอย่างเท่าเทียมกันในระหว่างประเทศต่างๆ ถ้าเธอยอมเสียเวลาอ่านหนังสือ นิตยสาร และลองศึกษาความเป็นจริงต่างๆ เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ เธอก็จะรู้เรื่องพวกนี้อย่างดี การทำปศุสัตว์และการเลี้ยงสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาเป็นอาหารนั้น เป็นสาเหตุุุให้เศรษฐกิจของเราล้มละลายในทุกๆ ด้าน ทำให้เกิดความหิวโหยไปทั่วโลก อย่างน้อยก็ในกลุ่มประเทศที่สาม ฉันไม่ได้เป็นคนพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเองนะ มีชาวอเมริกันคนหนี่งซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้และเขียนไว้ในหนังสือของเขา เธออาจจะไปดูตามร้านหนังสือและลองอ่านงานวิจัยที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติรวมทั้งกระบวนการผลิตอาหารดูก็ได้หรือจะอ่านหนังสือเรื่อง "อาหารสำหรับอเมริกายุคใหม่" เขียนโดย จอห์น ร็อบบินส์ ก็ได้ เขาเป็นมหาเศรษฐีจากกิจการไอศกรีมผู้มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขาเลิกทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะหันมากินมังสวิรัติ และเขียนหนังสือเกี่ยวกับมังสวิรัติ ทั้งๆ ที่เป็นการขัดแย้งกับประเพณีของครอบครัวและกิจการของเขา เขาต้องสูญเสียเงินจำนวนมากรวมทั้งชื่อเสียงและกิจการของเขา แต่เขาก็ทำไปเพื่อเห็นแก่สัจธรรม หนังสือเล่มนั้นดีมาก ยังมีหนังสือและนิตยสารอื่นๆ อีกหลายเล่ม ซึ่งสามารถให้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมายที่เกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ รวมทั้งวิธีการซึ่งอาหารมังสวิรัติสามารถมีส่วนช่วยให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก เธอคงรู้ว่า เราเอาอาหารของเราเกือบทั้งหมดมาเลี้ยงปศุสัตว์ เธอรู้ไหมว่า เราต้องสูญเสียโปรตีน, ยา, น้ำที่ใช้บริโภค, กำลังคน, รถยนต์ รถบรรทุก การสร้างถนน ไปจำนวนเท่าไหร่ และต้องใช้เนื้อที่กี่แสนเอเคอร์ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพียงเพื่อให้วัวหนึ่งตัวเจริญขึ้นมาเพียงเพื่อเป็นอาหารของเราเพียงหนึ่งมื้อ เข้าใจไหม? สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถนำไปใช้แจกจ่ายให้แก่ผู้คนในประเทศด้อยพัฒนา และจะช่วยให้เราแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารได้ สำหรับตอนนี้ หากประเทศใดประเทศหนึ่งเกิดการขาดแคลนอหาร ก็อาจจะเข้าไปรุกรานอีกประเทศหนึ่งเพื่อช่วยประชาชนของตนเองให้รอด การใช้วิธีนี้เป็นการสร้างกรรมและทำให้เกิดการจองเวรแก้แค้นกันเป็นเวลานานแล้ว เข้าใจไหม? "หว่านพืชอย่างไร ก็จะได้ผลอย่างนั้น" ถ้าเราฆ่าใครเพื่อแย่งเอาอาหาร เราก็จะถูกฆ่าด้วยเหตุผลเรื่องอาหารในเวลาต่อมา อาจจะออกมาในรูปแบบอื่นในคราวหน้า หรือในลูกหลานรุ่นต่อไป เป็นเรื่องที่น่าสลดใจ พวกเราเฉลียวฉลาดขนาดนี้ มีอารยธรรมสูงส่งขนาดนี้

แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรากำลังทุกข์ทรมานด้วยเหตุผลอะไร มันเนื่องมาจากปากของเรา ลิ้นของเรา กระเพาะของเรา เพียงเพื่อที่จะเลี้ยงดูร่างกายร่างเดียว เราก็ฆ่าสิ่งต่างๆ ไปมากมาย ทำให้เพื่อมนุษย์จำนวนมากต้อง อดอยาก แล้วความผิดอันนี้ไม่ว่าเราจะทำไปโดยไม่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ก็จะถมทับลงมาบนจิตสำนึกของเรา ทำให้เราต้องทรมานจากโรคมะเร็ง วัณโรค และโรคที่รักษาไม่หายโรคอื่นๆ รวมทั้งโรคเอดส์ด้วย ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศ อเมริกาของเธอจึงได้รับความทุกข์ทรมานมากกว่าใครเพื่อน? มีอัตราการเกิดมะเร็งสูงที่สุดในโลก ก็เพราะคนเอมริกันกินเนื้อกันมาก กินเนื้อมากกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด ลองถามตัวเธอเองสิว่า ทำไมประเทศจีนหรือประเทศคอมมิวนิสต์อื่นๆ จึงไม่มีอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่สูงนัก ก็เพราะเขาไม่ได้กินเนื้อกันมาก เข้าใจไหม? เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ได้มาจากงานวิจัย ฉันไม่ได้เป็นคนพูดขึ้นมาเอง โอเค? อย่ามาตำหนิฉันล่ะ


การเป็นมังสวิรัติจะช่วยให้เราได้ประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณอย่างไร?
อ : ฉันรู้สึกยินดีที่เธอถามคำถามแบบนี้ เพราะแสดงว่าเธอสนใจมุ่งมั่นอยู่กับผลประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณ คนส่วนใหญ่จะสนใจแต่เรื่องสุขภาพ, อาหาร, หรือรูปร่าง เวลาที่เขาถามคำถามเกี่ยวกับอาหารมังสวิรัติ ในแง่ทางจิตวิญญาณนั้น อาหารมังสวิรัติเป็นอาหารที่สะอาดมากและไม่แฝงด้วยความรุนแรง "เจ้าต้องไม่ฆ่า" เมื่อพระเจ้ากล่าวกับเราเช่นนี้ ท่าไม่ได้บอกว่า อย่าฆ่าคน ท่านบอกว่าอย่าฆ่าสิ่งมีชีวิตต่างๆ ท่านบอกเราไว้แล้วไม่ใช่หรือ ว่าท่านสร้างสัตว์ทั้งหลายให้เป็นเพื่อนของเรา เพื่อช่วยเหลือเรา? ท่านไม่ได้มอบสัตว์ต่างๆ ไว้ในความดูแลของเราหรอกหรือ? ท่านกล่าวไว้ว่า จงดูแลมัน จงปกครองมัน เวลาเธอปกครองประชาชนของเธอ เธอจะฆ่าคนของเธอและกินคนของเธอไหม? ถ้าทำอย่างนั้นเธอก็จะกลายเป็นกษัตริย์ซึ่งไม่มีใครอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วนะว่าพระเจ้าพูดไว้เช่นนั้ เราก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่จำเป็นต้องไปซักถามคำถามอะไร ท่านพูดไว้ชัดเจนดีมาก แต่ใครล่ะจะเข้าใจพระเจ้า ฉันขอเชื้อเชิญให้เธอกลับมาเป็นเหมือนพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง เป็นตัวของเธอเอง ไม่ใช่เป็นอย่างอื่น การทำสมาธิถึงพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าเธอกราบไหว้บูชาพระเจ้า แต่หมายความว่าเธอกลายเป็นพระเจ้า เธอได้รู้ชัดว่าเธอและพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน "เราและพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน" พระเยซูกล่าวไว้เช่นนั้นมิใช่หรือ? ถ้าท่านกล่าวว่า ท่านและพระบิดาของท่านเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัวเราและพระบิดาองค์นั้นก็สามารถเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วย เพราะเราเป็นลูกๆ ของพระเจ้าเช่นกัน เพราะเยซูยังกล่าวไว้ด้วยว่า ไม่ว่าท่านจะทำอะไรก็ตาม เราก็สามารถทำได้ดีกว่าท่านด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น เราอาจจะดีกว่าพระเจ้าก็ยังได้ ใครจะไปรู้? หากเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเจ้าเลย แล้วเราไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าทำไมกันละ? ทำไมจึงใช้ความเชื่ออย่างตาบอดละ? ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังกราบไหว้บูชาสิ่งใดอยู่ ก็เหมือนกับที่เราต้องรู้จักหญิงสาวที่เรากำลังจะแต่งงานด้วย ก่อนที่เราจะแต่งงานกับเธอจริงๆ ในปัจจุบันนี้ เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่วไปแล้วว่าเราจะไม่แต่งงานก่อนที่เราจะออกเดททำความรู้จักกันก่อน แล้วทำไมเราถึงไปกราบไหว้บูชาพระเจ้าด้วยความเชื่ออันมืดบอดล่ะ? เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องให้พระเจ้าปรากฎมาให้เราเห็น ให้เรารู้จักพระองค์ก่อน เรามีสิทธิที่จะเลือกว่าเราจะเชื่อพระเจ้าองค์ไหน ดังนั้นเธอก็คงจะเห็นชัดเจนจากคัมภีร์ไบเบิลแล้วว่าเราควรจะต้องเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางด้านสุขภาพทั้งหลาย เราก็ควรจะเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จาเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ จากเหตุผลแห่งความเมตตาทั้งหลาย เราก็ควรเป็นมังสวิรัติ รวมทั้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือโลกให้รอด เราก็ควรเป็นมังสวิรัติเช่นกัน มีกล่าวไว้ในงานวิจัยว่าถ้าคนทางแถบตะวันตก, ในอเมริกา, กินมังสวิรัติเพียงอาทิตย์ละหนึ่งครั้งเราก็สามารถจะช่วยคนที่อดอยากได้ถึงสิบหกล้านคนทุกๆ ปี เพราะฉะนั้นจงเป็นวีรบุรุษเถอะ เป็นมังสวิรัติกันเถอะ จากเหตุผลทุกอย่าง ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ปฏิบัติตามคำสอนของฉัน ไม่ได้ปฏิบัติธรรมวิถีเดียวกับฉัน ก็ขอให้เป็นมังสวิรัติเพื่อเห็นแก่ตัวเธอเอง เห็นแก่โลกของเราด้วยเถิด


ถ้าทุกคนกินพืชกันหมด จะทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารหรือไม่?
อ : ไม่หรอก การใช้ที่ดินผืนหนึ่งปลูกพืชผักจะให้ผลผลิตที่เป็นอาหารมากถึงสิบสี่เท่า เมื่อเทียบกับการใช้เนื้อที่เท่ากันปลูกหญ้าให้สัตว์กิน ในแต่ละเอเคอร์ เมื่อเทียบกับการใช้เนื้อที่เท่ากันปลูกหญ้าให้สัตว์กิน ในแต่ละเอเคอร์ พืชผักสามารถให้พลังงานได้ถึง 800,000 แคลอรี่ แต่ถ้าเรานำพืชเหล่านี้มาใช้เลี้ยงสัตว์และกินสัตว์นั้นเป็นอาหาร เนื้อจากสัตว์จำนวนนั้นจะสามารถให้พลังงานได้เพียง 200,000 แคลอรี่ เท่านั้น หมายความว่าในกระบวนการนี้มีการสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 600,000 แคลอรี่ เพราะฉะนั้นจึงเป็นหลักฐานที่แน่ชัดว่า อาหารมังสวิรัติให้ประสิทธภาพสูงกว่า และประหยัดกว่าอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์
บางคนกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจดี แต่การเป็นมังสวิรัติไม่ใช่


เรื่องจำเป็น คำกล่าวนี้สมเหตุสมผลหรือไม่?
อ : ถ้าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจดีอย่างแท้จริง แล้วทำไมเขาจะต้องกินเนื้อของสรรพสัตว์อื่นด้วยละ เมื่อได้เห็นสัตว์ทั้งหลายเจ็บปวดทุกข์ทรมาน เขาก็ไม่ควรจะกินเนื้อมันเข้าไปได้ลง การกินเนื้อเป็นการขาดความเมตตากรุณา แล้วผู้ที่มีจิตใจดีจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร อาจารย์เหลียนฉือ เคยกล่าวไว้ว่า "การฆ่าตัวเขาแล้วเชือดเอาเนื้อมากินนั้น ในดลกนี้ไม่มีใครจะโหดเน้องสาว้ยมใจอำมหิตร้ายกาจไปกว่าบุคคลนี้อีกแล้ว" แล้วเขายังจะบอกว่าตนเองเป็นผู้มีจิตใจดีได้อย่างไรกัน?

เม่งจื้อก็กล่าวไว้ว่า
"เมื่อท่านได้เห็นมันมีชีวิตอยู่ ท่านก็ไม่อาจจะทนเห็นมันตายได้ และถ้าท่านได้ยินเสียงมันร้องคร่ำครวญ ท่านก็ไม่อาจจะกินเนื้อมันได้ลงคอ ดังนั้นสุขภาพสุรุษที่แท้จริงจึงออกห่างจากโรงครัว"
สติปัญญาของมนุษย์นั้นสูงกว่าสัตว์มากเราสามารถใช้อาวุธเครื่องมือต่างๆ ทำให้สัตว์ไม่มีทางต่อสู้ต้านทานเราได้ ดังนั้นพวกมันจึงต้องตายไปด้วยความเกลียดชังคับแค้น ผู้ที่สามารถทำเช่นนี้ได้คือรังแกผู้ที่เล็กกว่าและอ่อนแอกว่า ย่อมไม่มีสิทธิที่จะได้ชื่อว่าเป็นสุภาพบุรุษ เมื่อสัตว์กำลังถูกฆ่านั้น มันจะได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาก มันจะมีความกลัว และโกรธแค้นอย่างรุนแรง สิ่งนี้จะทำให้เกิดการสร้างสารพิษซึ่งตกค้างอยู่ในเนื้อของมัน ใครบริโภคเข้าไปก็จะได้รับอันตราย และเนื่องจากความถี่ของแรงสั่นสะเทือนของสัตว์ต่ำกว่ามนุษย์ จึงมีผลกระทบต่อแรงสั่นสะเทือนของเราด้วย และมีผลต่อการพัฒนาปัญญาของเรา


นานมาแล้วฉันเคยได้ยินพระธรรมจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า "พระพุทธเจ้าฉันขาหมู จึง
เกิดอาการท้องร่วงแล้วตายไป" เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?
อ : ไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด พระพุทธเจ้ามรณภาพเนื่องจากได้ฉันเห็ดชนิดหนึ่ง ถ้าเราแปลตรงตัวจากภาษาของพราหมณ์ เห็ดชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "ขาหมู" แต่มิใช่เป็นขาหมูจริงๆ ก็เหมือนกับที่เราเรียกลำไยว่า หลงเอี่ยน (ตามอักษรจีนหมายถึง "ตามังกร") ของหลายอย่างแม้ชื่อเรียกจะไม่ใช่พืชผัก แต่จริงๆแล้วเป็นอาหารมังสวิรัติ เช่น "ตามังกร" เห็ดชนิดนี้ในภาษาพราหมณ์เรียกว่า "ขาหมู" หรือ "หมูชอบ" ทั้งสองคำก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมูทั้งสิ้น เห็ดแบบนี้เป็นของที่หาได้ยากในอินเดียโบราณ เป็นอาหารอร่อยที่หาได้ยาก จึงมีคนนำมาถวายแก่พระพุทธเจ้า เป็นเห็นที่ไม่สามารถพบได้เนื้อพื้นดิน มันงอกลงไปใต้ดิน ถ้าใครต้องการก็ต้องค้นหาโดยใช้หมูแก่ๆ มาช่วย เพราะหมูชอบกินเห็ดชนิดนี้มาก มันจะหาพบด้วยการสูดดมกลิ่น เมื่อพบก็จะเอาเท้าขุดลงไปในดินโคลนเพื่อเอาขึ้นมากิน จึงเป็นเหตุผลที่เรียกเห็ดชนิดนี้กว่า "หมูชอบ" หรือ "ขาหมู" ทั้งองชื่อนี้หมายถึงเห็ดชนิดเดียวกัน เนื่องจากมีการแปลโดยไม่ระมัดระวัง คนรุ่นต่อๆ มาจึงเข้าใจผิด และคิดว่า พระพุทธเจ้าเป็นพุทธะเถื่อนซึ่งบริโภคเนื้อ เป็นเรื่องที่น่าอนาถจริงๆ


คนที่ชอบกินเนื้อบางคนกล่าวว่า พวกเขาซื้อเนื้อมาจากคนขายเนื้อ เขาไม่ได้เป็นคนฆ่าเอง ดังนั้นการกินเนื้อจึงไม่เป็นไร ท่านคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?
อ : เป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรง เธอต้องรู้ว่าคนขายเนื้อเขาฆ่าสัตว์ก็เพราะมีคนต้องการกิน ในลังกาวตารสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า

"ถ้าไม่มีคนกินเนื้อ ก็จะไม่มีการฆ่าเกิดขึ้น ดังนั้นการกินเนื้อและการฆ่าสัตว์จึงเป็นบาปอย่างเดียวกัน" เพราะมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจำนวนมากนี้เอง เราจึงมีภัยธรรมชาติและความหายนะต่างๆ ที่เกิดจากมือมนุษย์ สงครามก็มีสาเหตุุุมาจากการฆ่าที่มีมากเกินไปนั่นเอง
บางคนกล่าวว่า ถึงแม้พืชจะไม่ผลิตสารที่เป็นพิษ เช่นพวกยูเรีย หรือยูโรไคเนส แต่คนที่ปลูกผักและผลไม้ก็ใช้ยาฆ่าแมลงกันเป็นจำนวนมาก พืชเหล่านั้นจึงไม่ดีต่อสุขภาพของเราเป็นเช่นนั้นหรือไม่?
อ : ถ้าคนปลูกผักใช้ยาฆ่าแมมลงและสารเคมีที่มีพิษสูง เช่น ดี.ดี.ที. ฉีดพ้นบนพืช ก็จะนำไปสู่โรคมะเร็ง การเป็นหมัน และโรคต่างๆ ของตับได้ สารพิศต่างๆ เช่น ดี.ดี.ที. สามารถซึมแทรกเข้าไปอยู่ในไขมัน และปกติจะถูกเก็บสะสมอยู่ในไขมันของสัตว์ เมื่อเธอกินเนื้อก็หมายความว่า เธอก็กินยาฆ่าแมลงและสารพิษอื่นๆ ซึ่งสะสมอยู่ในไขมันสัตว์เป็นปริมาณความเข้มข้นที่สูงมาก สารเหล่านี้ค่อยๆ สะสมมากขึ้นเมื่อสัตว์นั้นเจริญเติบโตขึ้นมา ปริมาณที่สะสมนี้อาจมีมากถึงสามสิบเท่าของที่พบในผลไม้, ผัก หรือเมล็ดพืช เราสามารถจะล้างเอายาฆ่าแมลงที่พ่นเคลือบอยู่บนผิวของผลไม้ออกไปได้ แต่เราไม่สามารถจะเอายาฆ่าแมลงที่สะสมอยู่ในไขมันสัตว์ออกได้ กระบวนการสะสมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากยาฆ่าแมลงที่สะสมอยู่ในไขมันสัตว์ออกได้ กระบวนการสะสมนี้เกิดขึ้นเนื่องจากยาฆ่าแมลงเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่บริโภคตรงส่วนยอดสุดของสายโซ่อาหารจึงได้รับอันตรายมากที่สุด การทดลองจากมหาวิทยาลัยไอโอวา ได้แสดงว่ายาฆ่าแมลงที่พบในร่างกายของมนุษย์นั้น เกือบทั้งหมดมาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ และยังพบว่าระดับของยาฆ่าแมลงในร่างกายของผู้ที่กินมังสวิรัติมีปริมาณน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของยาฆ่าแมลงที่พบในผู้กินเนื้อสัตว์ จริงๆ แล้วยังมีสารพิษอื่นๆ ที่พบในสัตว์อีกนอกเหนือจากยาฆ่าแมลง ในกระบวนการเลี้ยงสัตว์นั้น อาหารสัตว์หลายอย่างมีสารเคมีซึ่งกระตุ้นให้สัตว์เจริญเติบโตเร็วขึ้น หรือเพื่อเปลี่ยนสีของเนื้อ รสชาติ และลักษณะของเนื้อ รวมทั้งมีสารกันไม่ให้บูดเน่าเร็ว ฯลฯ ตัวอย่างเช่น สารกันบูดที่ผลิตจากไนเตรทเป็นสารที่มีพิษสงมาก หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 1971 รายงานไว้ว่า

"อันตรายแฝงเร้นอันยิ่งใหญ่ต่อสุขภาพของผู้บริโภคเนื้อสัตว์ ก็คือมลพิษซึ่งมองไม่เห็นในเนื้อสัตว์นั้น เช่น แบคทีเรียในปลาแซลมอน, ยาฆ่าแมลงที่ตกค้าอยู่, สารกันบูด, ฮอร์โมน, ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีอื่นๆ ที่ใส่เพิ่มเติมเข้าไป"
&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;&nbsp;&nsbp;
นอกจากนี้สัตว์ยังได้รับการฉีดวัคซีน ซึ่งอาจตกค้างอยู่ในเนื้อของมันอีกด้วย จากความรู้เหล่านี้จะเห็นว่าโปรตีนในผลไม้, ลูกนัท, ถั่ว, ข้าวโพด และนม มีความบริสุทธิ์กว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์มาก เพราะในเนื้อสัตว์มีสารไม่บริสุทธิ์ซึ่งไม่สามารถละลายได้ในน้ำอยู่ถึง 56% งานวิจัยยังแสดงให้ทราบด้วยว่า สารที่มนุษย์ใส่เพิ่มเข้าไปนี้อาจนำไปสู่โรคมะเร็งและโรคอื่นๆ รวมทั้งความพิการของทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงยิ่งควรจะต้องกินอาหารมังสวิรัติแบบบริสุทธิ์ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและจิตใจ ถ้าเธอดื่มนมมากเธอก็จะได้แคลเซียมเพียงพอ ส่วนอาหารประเภทถั่วจะให้โปรตีนและพวกผักและผลไม้จะให้วิตามินและเกลือแร่





</span>
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
ไทยแท้แท้
โพสต์เมื่อ: July 31, 2009 02:20 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,487
สมาชิกหมายเลข: 6,502
เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007



อู้หู ไม่ได้เข้ามาเยี่ยมหนูป้อมพักเดียว มาอีกที ข้อมูลใหม่ๆเพียบ สมแล้วที่หนูตุ๊ตั้งให้เป็นห้องสมุดประจำตัว วันนี้อ่านได้แค่นิดหน่อย เดี๋ยวจะหาเวลากลับมาอ่านต่อนะจ๊ะ ขอบคุณที่อุตส่าห์สละเวลาไปหาความรู้ดีๆมาลงให้ได้อ่านกันจ้ะ

"It does not matter how slowly you go as long as you do not stop." — Confucius

PMEmail Poster
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: July 31, 2009 08:30 am
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



ตาลาย.....พักไว้ก่อน เดี๋ยวจะกลับมาอ่านต่อ

พี่ขอแนะนำน้องป้อมให้แบ่งโพสเป็นตอนๆดีกว่า สงสารคนแก่บ้างนะ...ฮิฮิ ขอบคุณค่ะ
PM
Top
หมวยมันเปลว
โพสต์เมื่อ: July 31, 2009 09:36 am
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 291
สมาชิกหมายเลข: 19,065
เข้าร่วมเมื่อ: July 27, 2009



QUOTE (ยายหนู @ July 31, 2009 12:30 am)
ตาลาย.....พักไว้ก่อน เดี๋ยวจะกลับมาอ่านต่อ

พี่ขอแนะนำน้องป้อมให้แบ่งโพสเป็นตอนๆดีกว่า สงสารคนแก่บ้างนะ...ฮิฮิ ขอบคุณค่ะ

ไม่ขออยู่ในวัยเดียวกะพี่ยายหนูนะ เพราะไม่ยอมแก่เด็ดขาด
PMEmail Poster
Top
tewatera
โพสต์เมื่อ: July 31, 2009 11:37 pm
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 872
สมาชิกหมายเลข: 16,980
เข้าร่วมเมื่อ: March 08, 2009



ห้องสมุดหนูป้อมจะแตกมั้ยเนี่ย
ข้อมูลมากมาย จริงๆ
ขอบคุณจ้า
ความสุขอยู่ใกล้แค่ใจเราuser posted image

PMEmail Poster
Top
Tuta Schweiz
โพสต์เมื่อ: August 01, 2009 01:35 am
Quote Post


แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
***

กลุ่ม: Members
โพสต์: 713
สมาชิกหมายเลข: 17,729
เข้าร่วมเมื่อ: May 03, 2009



สวัดี น้องป้อม
ห้องสมุดเรามีพี่ๆเพื่อนๆ เข้ามาเยอะแยะ แนะนำให้จัดห้องสมุดให้ดูดีกว่านี้
ถ้าพี่ตุ๊มีเวลาว่างจะหาข้อมูลดีๆมาฝาก จ้า
Lilypie - Personal pictureLilypie First Birthday tickers

PMMSN
Top
oly_kitty
โพสต์เมื่อ: August 23, 2009 10:06 pm
Quote Post


แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
*

กลุ่ม: Members
โพสต์: 94
สมาชิกหมายเลข: 18,473
เข้าร่วมเมื่อ: June 19, 2009




ต้องขอบคุณ พี่ๆทุกคนนะคะ
เดือนสิงหาคมนี้จะไม่ได้มา 1 เดือนนะคะ (คิดถึงทุกคนจัง)มีภาระกิจ ที่ต้องปฏิบัติ ไว้เจอกันเดือนหน้าเด้อค่ะ (ไม่ได้เปิดคอมนานเครื่องอืดมากๆ)

QUOTE


tewatera 
ห้องสมุดหนูป้อมจะแตกมั้ยเนี่ย
ข้อมูลมากมาย จริงๆ


Tuta Schweiz
สวัดี น้องป้อม
ห้องสมุดเรามีพี่ๆเพื่อนๆ เข้ามาเยอะแยะ แนะนำให้จัดห้องสมุดให้ดูดีกว่านี้
ถ้าพี่ตุ๊มีเวลาว่างจะหาข้อมูลดีๆมาฝาก จ้า



น้อมรับค่ะ จะปรับปรุงไปเรื่อยๆค่ะ


EM330.gif
我太胖了,我想见见费。

PMEmail PosterAOL
Top
หนูป้อม
โพสต์เมื่อ: October 27, 2009 10:09 pm
Quote Post


แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
**

กลุ่ม: Members
โพสต์: 380
สมาชิกหมายเลข: 20,431
เข้าร่วมเมื่อ: October 27, 2009



หายไป นาน
ตอนนี้ใช้ชื่อหนูป้อมแล้วค่ะ
อันเนื่องมาจาก ก็ไม่ได้เข้าอินเตอร์เนทนานมากเลย เกือบจะเป็น 2เดือนน่ะค่ะ แล้ว ซ้ำร้ายคอมพัง ค่ะ นานลืมรหัสไปเลย ว้าแย่จังเนอะ
รู้สึกเหมือนกับว่า ต้องเริ่มต้นใหม่ ไม่ได้เข้ามาหา มาคุยก่ะใครเลย (ก็เพิ่งใช้คอมจ่ะ)
user posted image

PM
Top
ไทยแท้แท้
โพสต์เมื่อ: October 28, 2009 12:12 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,487
สมาชิกหมายเลข: 6,502
เข้าร่วมเมื่อ: May 14, 2007



สวัสดีจ้ะหนูป้อม หายไปนานเลย คิดถึงนะจ๊ะ ยังออกกำลังกายดีทานดีอยู่หรือเปล่า จุ๊บ จุ๊บ

"It does not matter how slowly you go as long as you do not stop." — Confucius

PMEmail Poster
Top
พัฒน์นรี
โพสต์เมื่อ: October 28, 2009 01:51 am
Quote Post


แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
*****

กลุ่ม: Members
โพสต์: 2,363
สมาชิกหมายเลข: 2,180
เข้าร่วมเมื่อ: August 27, 2006



ถึงหายไปนาน แต่ก็ไม่ลืมจ้า ฮิฮิ คิดถึงคือเก่า
user posted image

PMEmail PosterYahooMSN
Top
ยายหนู
โพสต์เมื่อ: October 30, 2009 02:18 pm
Quote Post


Valued Chef
*******

กลุ่ม: Valued Chef
โพสต์: 5,161
สมาชิกหมายเลข: 710
เข้าร่วมเมื่อ: February 16, 2006



ถึงว่าซิ หายไปนานเลย....กลับมาก็ดีแล้ว รีบรวบรวมข้อมูลการทำขนมปัง เอ้ย...การลดความอ้วน...เอ ช่วงนี้มีหรือเปล่าหว่า....
PM
Top
มีคนอ่านกระทู้นี้ 0 คน (0 ผู้มาเยือน 0 และสมาชิกที่ไม่แสดงตน)
0 สมาขิก:

Topic Options Reply to this topicStart new topicStart Poll

 



[ Script Execution time: 0.0367 ]   [ 14 queries used ]   [ ระบบ GZIP เปิดใช้งาน ]