หน้า 1 จากทั้งหมด 2

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 11:31 am
โดย naddyswiss
หลายวันก่อนส่งรูปลูกๆไปให้เพื่อนที่ทำงานเก่าดู ก้อโดนเม๊าท์กันมาว่า โหน่งเป็นแม่ภาษาอะไรเลี้ยงลูกไม่เห็นโต คนเป็นแม่มันเจ็บแปล๊บน๊า เหมือนเราเลี้ยงลูกไม่ดี

โหน่งลองเข้าไปดูที่ตางรางเปรียบเทียบน้ำหนักส่วนสูงเด็ก <a href='http://nongern.multiply.com/journal/item/9/9' target='_blank'>http://nongern.multiply.com/journal/item/9/9</a>

แอนดี้ หนัก 11 โล สูง 94 ซม. อายุ 3 ปี ควรหนัก 14 กิโล สูง 92 ซม.

แอนดี้น้ำหนักตกเกณฑ์ไป 3 กิโล

นาตาลีหนัก 9.8 กิโล สูง 83 ซม. อายุ เกือบ 2 ปี ควรหนัก 12 กิโล สูง 85 ซม. แต่นาตาลียังไม่สองขวบดีถือว่าความสูงโอคแต่น้ำหนักตกเกณฑ์ไป 2.2 กิโล แต่นาตาลีเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด คลอดมาหนักแค่ 2160 กรัม ยาว 45 ซม. ถือว่าตอนนี้เค้าปกติโตเกือบทันเด็กทั่วไป

โหน่งก้อนั่งคิดทุกวันนะคะ ลูกตรูมันไม่โตกันหรือเปล่าฟะเนี่ย หรือมันจะกินน้อยเกินไป แต่ลูกๆโหน่งกินข้าว 3 มื้อ กินขนมตลอด แต่ช่วงนี้โหน่งให้นาตาลีเลิกขวดนม นาตาลีเลยไม่ค่อยอยากกินนมอีกต่อไปเลย แต่พวกเค้ากินโยเกิร์ตและชีสสดเป็นถ้วยตลอด เท่าที่่อ่านดูพอทดแทนนมอยู่ค่ะ แต่โหน่งก้อให้กินคอนเฟลคเป็นอาหารว่างด้วย เพราะมันใส่นมแว๊วพวกมันยอมกินกัน

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 11:53 am
โดย naddyswiss
เผอิญไปเจอบทความที่บล๊อกๆนึงเข้ารู้สึกดี เลยเอามาแชร์คุณแม่ๆกัน

ตอนนี้โหน่งควรจะเพิ่มน้ำหนักลูกโหน่งขึ้นอีกหน่อย เผื่อใครมีปัญหาเดียวกันก้อน่าจะช่วยได้

แต่โหน่งก้อเห็นในครัวมีแต่เด็กๆ จ้ำม่ำอวบอัดทุกคนเลยนะคะ แต่อาจจะมีคุณแม่บางคนเข้ามาอ่าน เผื่อเป็นความรู้ได้บ้างค่ะ

ขอบคุณ เว็บ

<a href='http://5qkids.blogspot.com/2008/07/blog-post_2635.html' target='_blank'>http://5qkids.blogspot.com/2008/07/blog-post_2635.html</a>

โภชนาการเด็ก
เห็นคุณแม่หลายคนกังวลและไม่เข้าใจเรื่องโภชนาการเด็ก พอดีคุณหมอของน้องแชงที่เวียดนามนี้ส่งมาให้ค่ะ จึงอดสรุปมาฝากไม่ได้ ลองเอาไปศึกษาดูนะคะ


- ต้องมั่นใจว่าลูกๆทานอาหารได้ดีเต็มที่ อย่างน้อยวันละ 5 มื้อ และเพิ่มปริมาณอาหารในแต่ละมื้อด้วย
- ควรแนะนำให้ลูกๆทานอาหารหลากหลายให้มากที่สุด เพื่อให้เด็กๆได้รับสารอาหารครบถ้วนตามร่างกายต้องการ
- ควรพยายามให้ลูกดื่มนมวันละ 1-2 แก้วทุกวัน เป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่เด็กๆต้องได้รับในแต่ละวัน เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่สำคัญครบถ้วน
- อาหารของเด็กๆในวัยนี้ ควรเป็นอาหารที่อ่อนนุ่มและให้พลังงานสูง
- อย่าให้เด็กๆรับประทานของจุกจิก หรือรับประทานตลอดเวลา เพื่อป้องกันฟันผุและการไม่มีวินัยในการกิน
- อย่าให้อาหารจานโปรดของเด็กในปริมาณมากๆ เพราะสารอาหารอาจจะไม่ครบในอาหารจานใดจานหนึ่ง ควรให้อาหารในปริมาณไม่มากในแต่ละคราว แต่ให้หลากหลาย

ประเภทของสารอาหาร และปริมาณแคลอรี่ที่ได้

- คาร์โบไฮเดรต คือ อาหารพวก ข้าว แป้ง น้ำตาล ขนมปัง ธัญพืช และพวกของหวานๆ ให้ปริมาณแคลอรี่ 4 แคลอรี่ต่อหนึ่งกรัม
- โปรตีน เช่น พวกเนื้อสัตว์ต่างๆ ปลา นม ไข่ ให้ปริมาณแคลอรี่ 4 แคลอรี่ต่อกรัม
- ไขมัน มีใน น้ำมัน และเนยต่างๆ ให้ปริมาณแคลอรี่ 9 แคลอรี่ต่อกรัม
- วิตามิน มีใน ผัก ผลไม้
- เกลือแร่ มีใน เนื้อสัตย์ ปลา นม ไข่ เป็นค้น
- เส้นใย มีมากในผลไม้ ผัก

ในอาหารของเด็กๆในแต่ละมื้อ ควรประกอบด้วยอาหารให้ครบ 6 หมู่ ในสัดส่วนของแคลอรี่ที่ให้พลังงานดังต่อไปนี้เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กได้รับสารอาหารเพียงพอกับการเจริญเติบโต ทั้งทางด้านน้ำหนักและส่วนสูง รวมทั้งมีพัฒนาการที่ดี

50% ของพลังงานที่ได้รับควรมาจากสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต
25% จากโปรตีน
25% จากไขมัน

หากในมื้ออาหารของเด็กๆมีความสมดุลดังที่กล่าวมาข้างต้น หมายความว่าเด็กคนนั้นได้รับสารอาหารและพลังงานที่เพียงพอแล้ว

พลังงานที่เด็กต้องการในแต่ละวัน

เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 เดือน ต้องการพลังงาน 120-150 แคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน

เด็กที่อายุมากกว่า 1 ปี ต้องการพลังงาน 100-110 แคลอรี่ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน
เช่น เด็ก 6 เดือน นำหนัก 6 กิโลกรัม ต้องการพลังงาน 800-900 แคลอรี่ต่อวัน
เด็กอายุ 2 ปี นำหนัก 11 กิโลกรัม ต้องการพลังงาน 1,000 -1,200 แคลอรี่ต่อวัน


การตรวจสอบว่าเด็กมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตดีหรือไม่

การตรวจง่ายๆที่ทำให้ครอบครัวและพ่อแม่สามารถดูได้ว่าลูกมีการเจริญเติบโตดีหรือไม่ จะช่วยให้ทราบปัญหาก่อนที่ปัญหาจะลุกลามจนยากแก่การแก้ไข


เด็กสุขภาพดี

- ดูดี ไม่อ้วน หรือผอม จนเกินไป
- มีการเจริญอาหารดี
- ดวงตาและผมแวววาว สดใส
- ผิวพรรณนุ่มเนียน เปล่งปลั่ง
- สูงและน้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์

เด็กที่มีปัญหาด้านการโภชนาการ

- ดูน้ำหนักไม่ขึ้น ไม่สูงขึ้น หรือขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
- ไม่สนใจเด็กอื่น หรือ ไม่สนใจเล่น
- ดวงตาและผมไม่แวววาว สดใส
- ผิวพรรณไม่สดชื่น อาจจะมีการลอก แตก หรือดูซูบซีด ไม่สดใส
- ดูอ่อนแอ ผอมขี้โรค

สรุปมาจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก และ Chiclinic ประเทศเวียดนาม


เขียนโดย มนแชง
5 ความคิดเห็น:

มนแชง กล่าวว่า...
เรื่องนมกระป๋องและนม UHT ต่างกันอย่างไร

นม UHT ที่ทำจากนมผงนั้น คือแบบที่เอานมผงมาละลายนำ้ให้ใช้สะดวกขึ้นค่ะ ส่วนมากเป็นนมนำเข้า เพราะนำเข้ามาเป็นรูปนำ้นมดิบไม่ได้ ในขั้นตอนการเปลี่ยนนมเป็นนมผง ทำให้คุณค่าทางอาหารของนมเสียไปเป็นจำนวนมาก แต่ที่ต้องทำ เพื่อการเก็บรักษา และทำโปรตีนให้เล็กลง เพื่อให้เด็กทารกทานได้ ดังนั้นการเสริมธาตุสารอาหารต่างๆ ก็เพื่อทดแทนสารที่เสียหายไป และเพื่อผลทางการตลาดให้ผลิตภัณฑ์มีลูกเล่นในการขายมากกว่า ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงกว่า จึงแพงกว่านมโค 100% ประมาณ 20-30%

เด็กที่อายุเกิน 1 ปี หากไม่แพ้นมธรรมดา ให้ดื่มนมสดดีกว่า นมโค 100% ไม่ผ่านขั้นตอนมาก ต้นทุนไม่สูง เหมือนนมผงละลายนำ้

แต่คุณภาพนมในเมืองไทย ไม่ค่อยจะดีเพราะ การเลี้ยงไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้นำนมดูใสๆ ไม่เข้มข้น เหมือนนมจากต่างประเทศ เท่าที่ทาน นมจิตรลดานี่ดีมากแล้วก็ว่าได้ นอกนั้นดิฉันไม่ชอบเพราะเหมือนนำ้

ลองพิจารณาดูนะคะ

กรกฎาคม 12, 2008 4:57 ก่อนเที่ยง
มนแชง กล่าวว่า...
ลูกไม่ทานข้าว

เห็นแม่หลายๆท่านค่ะ เมือ่สองเดือนก่อน ลูกก็มีปัญหานี้ค่ะ กว่าจะคลำทางเจอก็เป็นเดือนเหมือนกัน

1) ลองสังเกตอุจาระของลูกว่า อึออกมามีเศษอาหารออกมาหรือไม่ เช่นทานผัก ก็มีเศษผักออกมาปน หรือ ทานผลไม้สีแดงเช่น แตงโม ก็มีสีแดงปนออกมา หากมีแบบนี้ แปลว่าการทำงานของระบบย่อยของลูกยังไม่ดีพอ วิธีแก้ ก็คือ อาหารของลูก ต้องนุ่มเละมากหน่อย หรือบดหยาบๆ อย่าให้ทานเหมือนเรา เพราะเด็กๆ บางทีระบบย่อยก็ยังทำงานไม่สมบูรณ์ค่ะ

พอย่อยไม่ดี ก็ท้องอืด รู้สึกอิ่ม ไม่อยากทาน

และควรจะแบ่งอาหารลูกเป็นมื้อย่อยๆ 4-6 มื้อ อย่าให้มื้อใหญ่ เพราะกระเพาะจะได้ไม่ต้องทำงานหนัก และอาจหารือคุณหมอได้ เพราะมียาที่ช่วยสร้าง นำ้ย่อน เสริมระบบการทำงานของระบบย่อยอาหารได้ค่ะ

2) ลูกมีออกกำลังกาย เล่นสนุกหรือเปล่า หมายถึง วิ่งเล่น กระโดดโลดเต้น ปีนป่าย เด็กๆวัยนี้ เขาต้องการปลดปล่อยใช้พลังงาน หากไม่ให้เขาเล่นหนักๆ บางทีก็ทานไม่ลงค่ะ

3) คืิอเหมือนเพื่อนๆบอก เรื่องต้องมีวินัยในการกิน หากไม่กิน ก็ปล่อยให้หิว อย่าหาอย่างอื่นให้ทาน ไม่มีตัวเลือก เด็กบางคนเห็นของกินเต็มบ้าน ทำให้รู้สึกเซ็ง ไม่น่าลอง ลองเก็บของกินหมดสิคะ เอามาให้เขาเห็น ก็ตอนจะให้เขากิน เขาจะไ้ด้อยากกิน เพราะเป็นของใหม่ ไม่เคยเห็น ไม่เคยลอง

4) อย่าลืมเลือกอาหารที่มี แคลอรี่สูงให้ลูกทานนะคะ ต้องคำนวณให้ได้อย่างน้อย 1,000 แคลอรี่ อาหารทุกมื้อ ต้องเสริมไขมัน 1 ช้อนชา ไม่ว่าจะในรูปเนย ชีส นำ้มัน หรือ ครีมสด เพื่อเพิ่มพลังงาน ต้องมีคาร์โบไฮเดรตรูปใดก็ได้ 50% และ โปรตีน 25% คาร์โบไฮเดรต หรือโปรตีนจะให้พลังงานประมาณ 4 แคลอรี่ต่อ 1 กรัม ว่วนไขมันจะให้ประมาณ 8 แคลอรี่ต่อหนึ่งกรัม

(สูตรนี้ใช้เฉพาะเด็กที่มีปัญหานำ้หนักน้อยนะคะ หากลูกมีนำ้หนักในเกณฑ์อย่าใช้ เพราะจะเป็นโรคอ้วนได้)

ดิฉันลองมาหมดแล้วค่ะ โดยเฉพาะเรื่องพีดีเอชัวร์เนี่ย ลูกเลิกทานข้าวไปเลย เพราะติดพีดีเอชัวร์ มันสบาย อิ่มนาน ไม่หิว กว่าจะแก้ได้ เป็นเดือนเหมือนกัน แก้วิธีการที่บอกข้างบนค่ะ ตอนนี้ ดีขึ้นมาก เป็นปกติแล้ว

ให้กำลังใจนะคะ เรื่องปรับพฤติกรรมเสียๆของลูกนี่ หน้าที่เราค่ะ ไม่อยากก็ต้องทำ

กรกฎาคม 12, 2008 5:07 ก่อนเที่ยง
มนแชง กล่าวว่า...
การมีโภชนาการที่ดีเพียงพอกับความต้องการของร่างกายในวัยนี้ จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง


โภชนาการที่เหมาะสม นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมพัฒนาการของลูกน้อย เพราะในช่วงขวบปีแรก เด็กจะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของสมอง ยังเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนถึงอายุ 2 ขวบ อาหารสำหรับเด็กวัยก่อนวัยเรียน จึงเป็นการวางรากฐานชีวิตที่ดีสำหรับเด็ก ทั้งในขณะที่อยู่ในวัยนี้ และระยะต่อไป

การขาดอาหารในระยะนี้ จะส่งผลให้เด็กมีสติปัญญาการเรียนรู้ด้อยลง การเจริญเติบโตชะงัก ทำให้ร่างกายแคระแกรน ไม่แข็งแรง เจ็บป่วย และติดเชื้อง่าย มีอัตราการเสียชีวิตสูง พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกอาหารอย่างถูกต้อง และเพียงพอกับความต้องการตามวัยด้วย

อาหารที่เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 4-5 ปี) ควรได้รับในแต่ละวัน

หมวดข้าว ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว และแป้ง เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญซึ่งร่างกายควรได้รับวันละ 6 ทัพพี เด็กก่อนวัยเรียนเริ่มอยากกินอาหารของผู้ใหญ่ ชอบข้าวสวยนิ่ม ๆ มากกว่าข้าวต้ม คุณแม่เสริ์ฟพร้อมแกงจืดเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เด็กกลืนง่ายขึ้น

ผักใบเขียว และผักอื่น ๆ เด็กมักจะชอบผักที่มีสีสันดึงดูดสายตา เช่น แครอท เมล็ดถั่วลันเตา หรือผักบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ บร็อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดขาว ซึ่งเมื่อต้มสุกจะนิ่มและมีรสหวาน ในปริมาณวันละ 3 ทัพพี หรืออาจจะเป็น 1 ทัพพีในแต่ละมื้อ

ผลไม้ คุณแม่ควรให้ลูกได้เลือกรับประทานผลไม้สดตามฤดูกาล ในปริมาณ 2 ส่วน (1 ส่วนของผลไม้แต่ละชนิดไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับขนาด เช่น กล้วยน้ำว้า 1 ผล ส้มเขียวหวาน 1 ผลกลาง มะม่วงสุกครึ่งผลเล็ก มะละกอสุก 6 ชิ้นพอคำ) เพื่อช่วยให้เด็กได้รับวิตามินซี วิตามินเอ ใยอาหาร น้ำผลไม้ควรจำกัดปริมาณ เมื่อดื่มให้ดื่มเป็นน้ำผลไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ (120 ซีซี คิดเท่ากับผลไม้ 1 ส่วน)

นม เด็กควรดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ควรเลือกนมชนิดจืด เพื่อฝึกเด็กให้คุ้นเคยกับรสธรรมชาติ ถ้าเด็กปฏิเสธการดื่มนม อาจลองอาหารธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ซีเรียล ซึ่งต้องกินกับนม หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น โยเกิร์ต ชีส เป็นต้น นม 1 แก้วของเด็กก่อนวัยเรียน ขนาด 180 ซีซี หรือชีสขนาด 50-60 กรัม หรือโยเกิร์ต 3/4 ถ้วยตวง และหลังจากที่เด็กอายุ 2 ขวบไปแล้ว อาจเลือกผลิตภัณฑ์พร่องมันเนย

ไขมัน ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหาร ลดปริมาณของทอด หรือของมัน ให้ใช้เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผลิตภัณฑ์นมพร่องไขมัน หรือถ้าเป็นขนมที่มีไขมันมาก ของว่างที่ผลิตจากโรงงานอาหารควรอ่านฉลากอาหารประกอบ

การจัดอาหารสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน

อาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนคือ ข้าว ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ย่อยง่าย และนม โดยจัดให้เด็กกินหลากหลายในแต่ละหมวด และการประกอบอาหารก็ควรคำนึงถึงความสะอาด และต้องเป็นอาหารที่ย่อยง่ายด้วย ถ้าอาหารแข็ง หรือเหนียวเคี้ยวยาก ก็ควรจะสับ หรือต้มให้เปื่อย ที่สำคัญต้องครบหมวดหมู่ เด็กวัยนี้ควรรับประทานอาหาร 3 มื้อ พร้อมทั้งเสริมด้วยอาหารว่างระหว่างมื้อ เพราะเด็กในวัยนี้มีความต้องการพลังงาน และสารอาหารมากกว่าผู้ใหญ่ (เมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักกิโลกรัมต่อกิโลกรัม) แต่กระเพาะอาหารของเด็กเล็กกว่าผู้ใหญ่ อาหารว่างจึงมีความจำเป็นสำหรับเด็ก เพื่อช่วยให้เด็กได้รับพลังงาน และสารอาหารเพียงพอกับการเจริญเติบโต

สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีความอยากกินอาหารคือ บรรยากาศที่รื่นรมย์ ยิ้มแย้มแจ่มใส จัดอาหารให้ดูน่ารับประทาน การขัดแย้งภายในครอบครัวที่โต๊ะอาหาร เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมทางสังคมที่อบอุ่นในครอบครัว จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความสุขกับการกินอาหารมากขึ้น

กรกฎาคม 12, 2008 5:42 ก่อนเที่ยง
มนแชง กล่าวว่า...
ความรู้เรื่อง ชีส (Cheese)

เมื่อเอ่ยถึง ชีส (cheese) หลายท่านคงเข้าใจว่า ชีส ก็คือ เนย แต่ที่จริงแล้ว เนย คือไขมันล้วน ๆ ที่ถูกแยกออกมาจากไขมันนมสด สำหรับ ชีส คือผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเปลี่ยนลักษณะไปเป็นของแข็งด้วยกระบวนการทางอุตสาหกรรมอาหาร โดยการเติมเชื้อจุลินทรีย์ลงไปในนม ให้นมจับกันเป็นลิ่ม และแยกตัวเป็นชั้นของแข็งเรียกว่า ?เคิร์ด? ซึ่งในส่วนนี้จะถูกนำมาทำเป็น ชีส และในชั้นของเหลวเรียกว่า ?เวย์? ที่มีคุณค่าทางอาหารจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์ บางครั้งยังสามารถนำไปทำยา หรือเครื่องบำรุงผิว

เมื่อทราบว่า ชีส คืออะไรแล้ว ต่อไปจะเล่าว่า ชีส มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไรบ้าง ชีส เป็นแหล่งอาหาร ที่ประกอบไปด้วยโปรตีน แคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส สังกะสี สูงไม่แพ้นม และวิตามินบี 12 ของอาหารประเภทมังสะวิรัตน์อีกด้วย ขณะที่มีน้ำตาลแลคโตสในอัตราที่ต่ำกว่านม ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่มีปัญหาในการดื่มนม

สำหรับท่านที่มีปัญหาในการดื่มนม อธิบายเพิ่มเติมดังนี้ บางคนร่างกายขาด ?น้ำย่อยแลคโตส? หรือมีน้อย ทำให้เมื่อดื่มนมแล้ว ร่างกายไม่สามารถที่จะย่อย ?น้ำตาลแลคโตส? ที่มีอยู่ในนมได้ ส่งผลให้น้ำตาลแลคโตสที่เหลืออยู่ในร่างกายผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ และถูกย่อยโดยแบคทีเรีย จนเกิดการหมักหมมเป็นก๊าซ และกรด ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือปวดท้อง

ดังนั้นผู้ที่มีปัญหาในการดื่มนม จึงหันมารับประทาน ชีส แทนโดยไม่เกิดอาการแพ้เหมือนการดื่มนม

เนื่องจาก ชีส เป็นอาหารที่มีสารอาหารเข้มข้น ชีส จึงเหมาะสมสำหรับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต ซึ่งต้องการอาหารที่มีพลังงาน และสารอาหารสูง โดยเฉพาะโปรตีน และแคลเซี่ยมซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเนื้อกระดูก ช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง และสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ (การเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแกร่งควรจะเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก จนเป็นผู้ใหญ่ และเข้าสู่วัยสูงอายุ) นอกจากนี้ ชีส ยังเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพฟัน เพราะมีน้ำตาลในปริมาณต่ำ แต่มีโปรตีนในรูปของแคลเซี่ยมที่ช่วยเคลือบผิวฟัน และป้องกันฟันผุ

การรับประทาน ชีส อาจจะได้รับไขมันมากกว่าการดื่มนมเล็กน้อย แต่จะให้คุณประโยชน์มากกว่า การรับประทานเค้ก คุกกี้ หรือช็อกโกแลต ซึ่งให้แต่พลังงาน และไขมันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ ชีส ให้สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายเหมือนนม สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนัก อาจเลือกรับประทาน ชีส ที่ทำจากไขมันต่ำ เพราะจะมี คลอเรสเตอรอล ต่ำด้วยเช่นกัน ดังนั้น ชีส จึงเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับบุคคลทุกเพศทุกวัย

กรกฎาคม 12, 2008 5:43 ก่อนเที่ยง
มนแชง กล่าวว่า...
วิตามิน บี

วิตามิน บี เป็นหนึ่งในวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ โดยจะมีวิตามินบีหนึ่ง บีสอง บีหก ไนอาซิน กรดแพนโทเธนิก ไบโอติน โฟลาซิน และบีสิบสอง บางทีเรียกรวมกันว่า วิตามิน บีรวม มีความสำคัญในการเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา หรือทำให้ปฏิกิริยาต่างๆ ในร่างกายคำเนินไปได้

วิตามิน บีหนึ่ง มีหน้าที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต การขาดจะทำให้เกิดโรคเหน็บชา อาการเริ่มแรกอาจอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และ ชาตามปลายมือปลายเท้า วิตามินบีหนึ่งมีมากในเนื้อหมู และถั่ว

วิตามิน บีสอง มีหน้าที่สำคัญในกระบวนทำให้เกิดพลังงานในร่างกาย การขาดจะทำให้โรคปากนกกระจอก มีแผลที่มุมปาก ริมฝีปากแตกและลิ้นอักเสบได้ วิตามิน บีสอง มีมากในตับ หัวใจ ไข่ นม และผักใบเขียว

วิตามิน บีหก มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการเผาผลาญโปรตีนในร่างกาย การขาดจะทำให้เกิดชา และซีดได้

ไนอาซิน มีหน้าที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาการเผาผลาญทำให้เกิดพลัง และการสร้างไขมันในร่างกาย การขาดจะทำให้ผิวหนังอักเสบบริเวณที่ถูกแดด ท้องเดิน ประสาทเสื่อม และความจำเป็นเลอะเลือน ไนอาซิน มีมากในเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ นอกจากนี้ร่างกายยังสร้างได้เองบางส่วนด้วย

วิตามินบีสิบสอง มีส่วนสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะไขกระดูก ระบบประสาทและทางเดินอาหาร ทำหน้าที่สัมพันธ์กับโพลาซิน การขาดวิตามินบีสิบสอง จะมีอาการซีด ชนิดเม็ดเลือดแดงโต และมีความผิดปกติของระบบประสาท วิตามินบีสิบสองพบมากในอาหารจากสัตว์ เช่น ตับ ไต และน้ำปลา

โดยสรุป สำหรับวิตามิน บี จะเห็นได้ว่ามีทั้งในสัตว์และพืช ดังนั้น ถ้าท่านรับประทานอาหารให้ครบหมู่ ภาวะการขาดวิตามิ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 12:55 pm
โดย gardiner007
ขอบคุณมากนะคะพี่โหน่ง นีน่า4 ขวบนํ้าหนักต้อง16 กิโล แต่นีน่าจะ 20 กิโล สูง100 เซน ตอนนี้นีน่า110 เซนได้แล้วค่ะ แต่เห็นนํ้าหนักแล้ว คาดว่าจะกลิ้งได้เหมือนแม่มาแต่ไกลเลย ชอบกินเหมือนแม่ด้วยแข่งกันกินทั้งแม่ทั้งลูก 55555

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:09 pm
โดย นิรินธนา
<span style='color:purple'>โหน่งเรื่องนี้พี่ขอคุยยาวนะ อิ อิ เดี๋ยวขอไปลากรูปมาแปะก่อน ส่วนบทสนทนา แล้วแต่คุณลูกจะอำนวยเด้อ


นาตาลีโอเคนะพี่ว่า don't worry อิ อิ กระแดะใช้ภาษาสามีอีกต่างหากเรา


</span>
รูปภาพ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:15 pm
โดย นิรินธนา
<span style='color:purple'>นาตาลีsame sameกะลูกอิชั้นค่ะ บ่ต้องห่วง

คนนี้สิบกิโลก่าตั้งกะไปหาหมอตอนขวบยันขวบครึ่ง

หมอก็บอกว่าปกติของเค้า
แต่เราอยากให้นน.มันขึ้นเยอะๆอ่ะก๊ากกกกกก
</span>

รูปภาพ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:20 pm
โดย นิรินธนา
naddyswiss เขียน: หลายวันก่อนส่งรูปลูกๆไปให้เพื่อนที่ทำงานเก่าดู ก้อโดนเม๊าท์กันมาว่า

โหน่งเป็นแม่ภาษาอะไรเลี้ยงลูกไม่เห็นโต คนเป็นแม่มันเจ็บแปล๊บน๊า เหมือนเราเลี้ยงลูกไม่ดี


แอนดี้ หนัก 11 โล สูง 94 ซม. อายุ 3 ปี ควรหนัก 14 กิโล สูง 92 ซม.

แอนดี้น้ำหนักตกเกณฑ์ไป 3 กิโล

นาตาลีหนัก 9.8 กิโล สูง 83 ซม. อายุ เกือบ 2 ปี ควรหนัก 12 กิโล สูง 85 ซม.
แต่นาตาลียังไม่สองขวบดีถือว่าความสูงโอคแต่น้ำหนักตกเกณฑ์ไป 2.2 กิโล
แต่นาตาลีเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด คลอดมาหนักแค่ 2160 กรัม ยาว 45 ซม.
ถือว่าตอนนี้เค้าปกติโตเกือบทันเด็กทั่วไป

โหน่งก้อนั่งคิดทุกวันนะคะ ลูกตรูมันไม่โตกันหรือเปล่าฟะเนี่ย หรือมันจะกินน้อยเกินไป
แต่ลูกๆโหน่งกินข้าว 3 มื้อ กินขนมตลอด แต่ช่วงนี้โหน่งให้นาตาลีเลิกขวดนม
นาตาลีเลยไม่ค่อยอยากกินนมอีกต่อไปเลย

แต่พวกเค้ากินโยเกิร์ตและชีสสดเป็นถ้วยตลอด เท่าที่่อ่านดูพอทดแทนนมอยู่ค่ะ
แต่โหน่งก้อให้กินคอนเฟลคเป็นอาหารว่างด้วย เพราะมันใส่นมแว๊วพวกมันยอมกินกัน


<span style='color:purple'>"โหน่งเป็นแม่ภาษาอะไรเลี้ยงลูกไม่เห็นโต คนเป็นแม่มันเจ็บแปล๊บน๊า เหมือนเราเลี้ยงลูกไม่ดี"</span>

<span style='color:purple'>ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไปเลยโหน่ง ใครไม่เห็นเราเลี้ยงลูก
ไอ้เรื่องมาว่าลูกเราผอมเนี่ย พี่เคืองมากๆเลย ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมากล่าวหากันแบบนี้
คือพูดมาว่าเราเป็นแม่ภาษาอะไรเลี้ยงลูกไม่เห็นโต don't worryอีกเช่นเคยจ้ะ

แอนดี้สามขวบ มาดูพี่นิคห้าขวบขายาวแต่แห้งเป็นตะเกียบเลย
แม่พี่นิคก็ซุปเปอร์เครียดพาไปหานักบำบ่งบำบัดเลยนะ

สรุปนังนิคก็ยังแห้งเหมือนเดิม
พี่ก็บอกยัยพี่สาวว่ามานผอมอ่ะดีกว่าอ้วนเกินจนเกิดโรคแทรกซ้อนนะเว้ย

เห็นว่าผอมๆอ่ะ แต่เค้าก็กินครบห้าหมู่ มิได้ขาดสารอาหาร
แถมไป รร. ครูชมตลอดว่า he so smart อ่ะนะ อิ อิ ผอมแต่ว่าฉลาดดีออก

อีกหน่อยพอเป็นหนุ่มก็ออกกำลังกายสร้างกล้ามเป็นมัดๆสักหน่อย
ดีกว่าอ้วนลงพุงจนลดไม่ลงเหมือนพ่อมันก๊ากกกกกก

</span>

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:27 pm
โดย naddyswiss
คือตอนแรกๆโหน่งก้อเฉยๆนะ เพราะว่าโหน่งก้อผอมกระหร่องกว่าแอนดี้อีกตอนเด็กๆอ่ะ ตอนนี้ยังกะช้างน้ำ

แม่เคยเล่าให้ฟังตอนโหน่งเด็กๆอ่ะ เพื่อนๆแม่ก้อชอบมาว่าแม่เหมือนกัน แต่แม่เค้าก้อไม่รู้จะขุนกะโหน่งยังไงดี

โหน่งมาเริ่มมีเนื้อหนังตอนอยู่ ม. 4 ได้ค่ะ พอมีประจำเดือนเราก้อเริ่มมีเนื้อมีหนังของเราเองน๊า ส่วนตอนนี้เกินจะเยียวยา อิอิอิ

แต่แม่บอกว่าแม่เคยถ่ายพยาธิโหน่งและบอกว่ามีพยาธิออกมาเยอะมากเลยค่ะ ฟังมาเล่าแว๊วสยึ๋มกรี๋ย ฮ่าๆๆ

นี่แม่จะมาสวิสวันอาทิตย์นี้ เค้าเตรียมยามาลองถ่ายยาหลานดูค่ะ ว่าจะมีพยาธิไหม แต่โหน่งคิดว่ามันไม่น่าจะมี หรือว่ามี เพราะถ้ามันมีพยาธิมันไม่น่าจะสูงอ่ะคะ มันน่าจะไม่เจริญเติบโตเลยด้วยซ้ำ เพราะโหน่งตอนเด็กๆ ผอมแถมเตี้ยอีกต่างหาก

ที่เมืองไทยที่เค้าจะเม๊าท์กันส่วนใหญ่ก้อจะเป็นว่า "ลูกครึ่งอะไรวะ ไม่เห็นตัวใหญ่เลย" "ลูกฝรั่งต้องตัวโตๆกว่านี้" "โอ๊ยดูนี่สิลูกคนไทยยังอ้วนกว่าอีก" "โอ๊ยแม่มันไม่ให้กินเลยหรือวะ ลูกมันถึงได้ผอม" ฯลฯ

แม่ห่านที่ไหนจะไม่ให้ลูกแหลกฟะ เวลาโหน่งเห็นแอนดี้วิ่งนะเหมือนตัวแย๊มากเลยพี่หนูนา ฮ่าๆๆ

อย่างที่บอกน่ะค่ะ แอนดี้กะนาตาลีกินแว๊วกี้ออกมาหมด นาตาลีกี้วันละสองครั้ง (เยอะมากๆ) สาเหตุุนี้หรือเปล่าเลยไม่ค่อยอ้วนเหมือนชาวบ้านเค้าอ่ะพี่

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:29 pm
โดย นิรินธนา
<span style='color:purple'>อันนี้เบิ้มหน่อยนะ ถ้าเด็กไทยใช้อันนี้พี่ว่าชัวร์กว่า

หรือว่าลองใช้ดัชนีมวลกายของเทียนบุญ (Tienboon's classfication)

"คุณแม่สามารถนำดัชนีมวลกายมาประเมินภาวะโภชนาการของเด็กวัยก่อนเรียน ที่มีความสูงน้อยกว่า 145 ซม. ว่า "ผอมหรือไม่"
ดังนี้ ดัชนีมวลกายเท่ากับน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง
จากนั้นให้นำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกับตารางดัชนีมวลกายของเทียนบุญ
คือ Tienboon's classification ดังตารางที่ 1 ถ้ามากกว่า 15.4 กก./ม3 จะถือว่าปกติ
แต่ถ้าน้อยกว่านั้นจะถือว่าผอมและผอมตามความรุนแรงต่างๆ

แต่ลูกเราลูกครึ่ง พี่ก็ว่าลูกครึ่ง ไม่จำเป็นต้องตัวใหญ่ไปทุกคนหรอก
ถ้าแม่อย่างเราไม่ได้สูงใหญ่ ลูกเค้าอาจจะได้โครงสร้างแบบเราก็ได้
</span>
<a href='http://www.elib-online.com/childclinic/childclinic47/child_clinic47075.html' target='_blank'>http://www.elib-online.com/childclinic/chi...linic47075.html</a>

รูปภาพ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:40 pm
โดย แม่เจ้าC D E
โหน่ง อย่าไปสนใจเลย ต้อมก็โดนแม่สามีว่ามาเหมือนกัน แถมยังเอาเราไปเปรียบกับลูก น้องสะใภ้ว่า อีกว่าเราเลี้ยงลูกไม่ดี ได้ยินแล้วเ็ซ็งจิต
แต่เราก็รู้ว่าเราดูแลลูกเรานะโหน่ง เพราะฉะนั้นอย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา สู้สู้จ้า

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 7:54 pm
โดย นิรินธนา
<span style='color:purple'>โรคอ้วนในเด็กเป็นปัญหาที่ ยังไม่ได้รับการใส่ใจกันมากนัก
เนื่องจากเด็กอ้วนจะถูกมองว่า “น่ารักสมบูรณ์ดี”
แต่จนปัจจุบันนี้กว่า 25% ของเด็ก จะเป็นเด็กอ้วน และมักจะมีปัญหาด้านจิตใจและสุขภาพร่างกายตามมาในภายหลัง</span>

<a href='http://www.pattayahealth.com/pattayahealth/healthtip_detail.php?tid=8' target='_blank'>http://www.pattayahealth.com/pattayahealth...etail.php?tid=8</a>

<span style='color:purple'>อ่านอันนี้อีก แล้วจะบายใจ หิ หิ ลูกอ้วนน่ะ ที่เมกา แม่มานต้องล็อกตู้เย็นล็อกห้องเก็บของกินเลยนะ
หุ หุ หมอที่เมกาจะติงถ้าเด็กอ้วนมากกว่าผอมนะพี่ว่า
เพราะไม่ค่อยมีเด็กขาดสารอาหาร มีแต่ภาวะโภชนาการเกิน
ต้องเข้าคอสลดความอ้วนตั้งแต่ยังเด็ก กรรมมากกว่าว่ะพี่ว่า

</span>

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 8:49 pm
โดย mila
นิตก็กังวลเหมือนพี่โหน่งเลยละ เพราะน้องมิลาสองขวบครึ่งแล้วหนักแค่ 10.8 กก สูง83 ซม เองคะ แต่ว่าน้องเขาเป็นอารมณ์ดีนะซนเอามากๆด้วย เคยปรึกษาหมออยู่เหมือนกันแต่หมอบอกว่าน้องปกติ เพราะหมอเอาน้ำหนักและส่วนสูงของพ่อและแม่มาคำนววนแล้วบอกว่าปกติ เพราะว่าแม่เตี้ยลูกก็คงเลยได้กรรมพันธ์ของแม่มาก หมอดันมาโทษเราซะงั้น

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. พ.ค. 14, 2009 10:28 pm
โดย nong
โหน่งมีปัญหาลูกกินทั้งวัน อวบกันทั้งคู่ หาวิธีล็อคตู้เย็นเธอก็เปิดได้ เลยไม่รู้จะทำยังไง อันนี้ก็กลุ้มเหมือนกันเน้อะ ไม่อยากให้อ้วนน่ะ เข้าไปดูรูปแอนดี้ โหน่งชอบนะดูไม่ผอมเท่าไร ตอนโหน่งกลับไปอยู่ไทยเด็กๆแถวบ้านก็หุ่นอย่างแอนดี้นี่แหละ แล้วเด็กๆเค้าก็มาบอกโหน่งว่า "น้าโหน่งน้องเคเลนกะน้องสตีเว่นอ้วนดีเน้อะ" มีต่อให้อีกว่า "น้องสตีเว่นขาวๆเหมือนด้วงยักย์เลย" โหน่งกับแม่ฟังแล้วก็ได้แต่ขำ เด็กเขาพูดเน้อะ ด้วงยักย์ ฮาๆๆ ..... ถ้าเทียบกะเด็กแถวเมกา แคนาดาเด็กจะแบบว่าอวบๆเน้นไปทางน้ำหนักกันนะ พอโตมาก็เหมือนฝรั่งแถวนี้น่ะเดินมา10 อ้วนไปแล้ว 8 คนแถบนี้มีปัญหาโรคอ้วนกันค่ะ

โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ พ.ค. 15, 2009 12:29 am
โดย ลูกเมืองดอกบัว
นิรินธนา เขียน: <span style='color:purple'>โรคอ้วนในเด็กเป็นปัญหาที่ ยังไม่ได้รับการใส่ใจกันมากนัก 
เนื่องจากเด็กอ้วนจะถูกมองว่า “น่ารักสมบูรณ์ดี” 
แต่จนปัจจุบันนี้กว่า 25% ของเด็ก  จะเป็นเด็กอ้วน  และมักจะมีปัญหาด้านจิตใจและสุขภาพร่างกายตามมาในภายหลัง</span>

<a href='http://www.pattayahealth.com/pattayahealth/healthtip_detail.php?tid=8' target='_blank'>http://www.pattayahealth.com/pattayahealth...etail.php?tid=8</a>

<span style='color:purple'>อ่านอันนี้อีก แล้วจะบายใจ หิ หิ ลูกอ้วนน่ะ ที่เมกา แม่มานต้องล็อกตู้เย็นล็อกห้องเก็บของกินเลยนะ
หุ หุ หมอที่เมกาจะติงถ้าเด็กอ้วนมากกว่าผอมนะพี่ว่า
เพราะไม่ค่อยมีเด็กขาดสารอาหาร มีแต่ภาวะโภชนาการเกิน
ต้องเข้าคอสลดความอ้วนตั้งแต่ยังเด็ก กรรมมากกว่าว่ะพี่ว่า

</span>

อันนี้ละค่ะ ที่แม่กอหญ้าเป็นห่วง ใคร ๆ เห็นเด็กอวบอ้วนก็ว่าน่ารัก แต่ความเป็นจริงนะคะถ้าขืนใจเย็น กลัวกอหญ้าจะอ้วนลดไม่ลง ไม่ได้ให้ลูกกินอะไรเยอะมากมายนะคะ แต่น้ำหนักเค้าเกินอายุไปเยอะ กอหญ้าแรกเกิด 4 kg. ยาว 55 cm. ปัจจุบันสูง 79 cm. น้ำหนัก 12 โลกว่า คุณหมอก็ติงว่าน้ำหนักลูกเราเยอะเกิด คือช่วงแรกเกิดถึง 6 เดือนน้ำหนักกอหญ้าขึ้นเร็วมาก แต่ช่วงหลังขวบถือว่ายังโอเค กะจะคุมน้ำหนักให้คงที่รึไม่ให้ขึ้นมาก เพราะกลัวลูกจะมีปัญหาเรื่องอ้วนเหมือนกันค่ะ แรก ๆ คิดมาก แต่มานั่งนึกย้อนดูตัวเองกะพ่อเค้าตอนเด็ก ๆ พ่อก็อวบ ๆ แม่ก็อ้วนดำ ก็เลยทำใจได้นิด ๆ ขอบคุณ คุณโหน่ง และ คุณ นิรินธนา นะคะ สำหรับข้อมูล

โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ พ.ค. 15, 2009 1:28 am
โดย nong
ขออนุญาตเอามาลงในกระทู้คุณโหน่งด้วยนะคะ เอาอันนี้มาให้อ่านด้วยค่ะ


โรคอ้วนในเด็ก

ที่มา นสพ เดลินิวส์




ปัญหาโรคอ้วนนับเป็นปัญหาทางสุขภาพที่สำคัญ ซึ่งนับวันดูเหมือนจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ ปัจจัยสำคัญส่วนใหญ่ก็มาจากอาหารการกิน และขาดการออกกำลังกาย

มีความเข้าใจผิด ๆ หลายประการเกี่ยวกับโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งหลายคนมองว่าเด็กอ้วนไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร ดูน่ารักดี หรือไม่ก็โตขึ้นก็จะผอมเอง หรือปล่อยให้อ้วนไปก่อน ค่อยไปลดน้ำหนักอีกทีตอนโต นอกจากนี้ บางคนก็ยังคิดว่าเด็กอ้วนต้องกินมากกว่าเด็กปกติ ทำให้รู้สึกสงสารเด็ก กลัวกินไม่อิ่ม จึงมีการให้ขนมหรืออาหารว่างเสริมจากมื้ออาหารปกติของเด็ก

ส่วนการทำอาหารเพื่อรับประทานเองที่บ้าน ก็ถูกแทนที่ด้วยอาหารจานด่วนที่มักมีไขมันสูง ที่สำคัญคือ ลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็มีมากขึ้น การใช้ชีวิตในแบบนั่ง ๆ นอน ๆ ไม่ต้องออกกำลังกาย รวมไปถึง การละเล่นของเด็ก ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น เปลี่ยนจากไปวิ่งเล่นในสนามเด็กเล่น เป็นการนั่งเล่นคอมพิวเตอร์วันละหลาย ๆ ชั่วโมงแทน

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรสำคัญเหล่านั้น...ก็กลายเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาใหญ่มากมายของการเป็น “โรคอ้วน”

จากจุดเริ่มต้นของการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ การใช้ชีวิตแบบนั่ง ๆ นอน ๆ กลายเป็นนิสัยที่ติดตัวไปจนยากที่จะแก้ไข ทำให้มีผลกระทบมากมายหลายอย่างที่อาจคาดไม่ถึง ในเด็กคนหนึ่งที่เป็นโรคอ้วน นอกจากรูปร่างภายนอกที่อาจถูกเพื่อน ๆ ล้อเลียน จนบางคนรู้สึกซึมเศร้าและมีผลกระทบทางด้านจิตใจ ผลกระทบต่อสุขภาพจากโรคอ้วนแล้ว ก็มีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ทั้ง น้ำหนักตัวที่กดลงบนกระดูกและกระดูกอ่อนของเด็ก จะทำให้ข้อที่รับน้ำหนักต่าง ๆ เช่น ข้อเข่า มีการผิดรูป และมีอาการปวดตามมา

ผู้ที่เป็นโรคอ้วนมักจะมีภาวะไขมันในเลือดสูงด้วย ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไปจับตามหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เกิดเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันในอนาคต ไขมันที่สะสมตามเนื้อเยื่อรอบ ๆ ทางเดินหายใจ จะทำให้ผู้ป่วยมีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น และอาจแสดงอาการต่าง ๆ เช่น นอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งทำให้สมองได้รับ

ออกซิเจนไม่เพียงพอ มีอาการง่วงซึมในระหว่างวัน ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียน หากภาวะนี้ถูกละเลยและไม่ได้รับการแก้ไข จะทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับปอดและหัวใจตามมาด้วย นอกจากนั้นผู้ป่วยโรคอ้วนอาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นโรคเบาหวานได้ตั้งแต่ยังเด็ก

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการรักษาโรคอ้วน คือ ความร่วมมือของผู้ป่วยและผู้ปกครอง และความตั้งใจที่จะลดน้ำหนักอย่างจริงจัง นอกเหนือจากการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป แต่ ก็ไม่ใช่การอดอาหาร การปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันและการออกกำลังกาย ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป โรคนี้จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาแพง ๆ หรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เพียงแต่ต้องมีความเข้าใจและตระหนักถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากโรคอ้วน

เท่าที่อ่านมา... เหมือนไม่มีอะไรแปลกใหม่ เพราะทุกคนก็คงพูดเหมือน ๆ กัน แต่ในทางปฏิบัติคงต้องมีวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เด็กมีการปรับเปลี่ยนลักษณะนิสัยในการรับประทานอาหารและการ ใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งนับเป็นเรื่อง ที่ท้าทายมากทีเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องใช้เวลาและความตั้งใจอย่างมาก รวมไปถึงการให้กำลังใจจากคนรอบข้าง ซึ่งจะทำให้เด็กอ้วนคนหนึ่ง กลับมาเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรง สดใสสมวัย และปลอดภัยจากโรคร้ายที่เป็นผลตามมาจากโรคอ้วน...

ด้วยความตระหนักในโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาความอ้วนนี้เอง หน่วยโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงขอเชิญชวนผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุ 10-18 ปี ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน ส่งบุตรหลานของท่านมาเข้าร่วมกิจกรรมค่าย “วัยใส ใส่ใจสุขภาพ ครั้งที่ 8” ระหว่างวันที่ 20-24 เม.ย. 2552 เพื่อสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคอ้วน การรักษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี ผ่านกิจกรรมกลุ่ม ต่าง ๆ ที่น่าสนใจและสามารถนำไปประยุกต์ในการดูแล ตัวเองต่อไป ผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ คุณสุธิดา หรือ คุณนุชจรี 0-2201-1775 ภายในวันที่ 17 เม.ย.นี้.

หน่วยโภชนวิทยา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มาหาวิทยาลัยมหิดล

โพสต์โพสต์แล้ว: ศุกร์ พ.ค. 15, 2009 5:30 am
โดย naddyswiss
ขอบคุณพี่หนูนา คุณโหน่ง และเพื่อนๆทุกคนที่เข้ามาแชร์กันนะคะ

คือถามว่าเจ้าแอนดี้เนี่ยผอมแว๊วขี้โรคไหม เค้าก้อมีเจ็บป่วยของเค้าเช่น ไข้หวัดบ้างอะไรบ้างตามประสา

แต่เป็นเด็กที่ active อยู่เหมือนกัน คือเค้าชอบออกไปเดินเขากะย่าเค้า มันเดินทั้งไปทั้งกลับเลยนะคะ สาหัสอยู่เหมือนกันนะคะ ขนาดผู้ใหญ่ยังลิ้นห้อยเลย

เรื่องการกิน ปีนี้อยากบอกว่าเค้าทานอาหารได้ดีกว่าปีก่อนค่ะ ปีก่อนนั้น กินยังกะแมวดม แต่ปีนี้เค้ารู้จักร้องกินนู่นกินนี่ แถมถามเค้าว่าวันนี้อยากกินอะไร เจ้าแอนดี้ก้อจะบอกวันนี้อยากกินหมูสะเต๊ะ กิน macdonald อิอิ แต่ทีดอยอยากกิน macdonald ต้องไปในเมืองนู่นอนาจมาก อิอิ แต่สองพี่น้องนี้ชอบกิน macdonald ค่ะ

เรื่องพัฒนาการตอนนี้แอนดี้เรียนรู้เรื่องสีค่ะ เค้าสามารถบอกสีได้หลายสีแล้ว เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า แถมบอกสีเป็นสองภาษาด้วย

คือเราเป็นแม่เราก้อจิตตกนะคะ คือไม่เคืองนะเวลาใครทักว่า ลูกเราผอม แต่ส่วนมากเราเคืองเวลาคนทักว่า "แม่ไม่ให้กินอะไรเหรอ" บางคนเหน็บแนมไปถึงสามี ว่าเค้าไม่มีเงินให้เราซื้ออาหารให้ลูกเรากิน นั่นไปนั่นอีก แต่ฝรั่งไม่เคยมีทักว่าแอนดี้ผอม มีแต่เพื่อนๆที่เมืองไทยแหละค่ะ บางทีคนเราเค้าหาจุดด้วยที่จะติเราไม่ได้ เค้าเจออะไรที่ด้อยในตัวเราก้อเลยขุดมาทำให้เราใจแป้วในบางอารมณ์ แต่ช่างเถอะค่ะปากคน อิอิ เค้ามีสิทธิ์จะพูดและวิจารณ์

โหน่งเคยพานาตาลีไปฉีดวัคซีน แล้วแอนดี้ตามไปด้วย ก้อถามหมอเค้าไปนะคะ ว่าเธอว่าลูกฉันผอมไหม หมอเค้าก้อส่ายหัวบอกเค้าไม่เป็นอะไรนี่ เค้าดูปกติ หมอที่เมืองไทยก้อเหมือนกัน ตอนแอนดี้ป่วย หมอก้อไม่ได้ทักว่าผิดปกติอะไร

แต่เมื่อวานก้อนั่งคุยกะลูกตอนกลางคืนบอกว่าหนูต้องกินเยอะๆนะลูกหนูจะได้อ้วนกว่านี้ เค้าก้อยักหน้า ฮ่าๆๆๆ

ส่วนเจ้านาตาลีโหน่งก้อต้องรีบขุนหน่อย เพราะดูเหมือนเค้ายืดๆตัว กลัวจะแห้งเหมือนเจ้าแอนดี้ไปอีกคน

ขอบคุณทุกคนมากๆนะคะ คนเป็นแม่ก้อแบบเนี๊ยะอ่ะเนอะ มันกังวลเห้อ อิอิ กว่าลูกจะโตกันหมด ประสาทแหลกก่อนพอดี เนี่ยพอมันโตกันหมดแว๊ว ไม่รู้เรื่องไรต้องกังวลอีก เรื่องลูกไม่จบสิ้นหรอก มีให้ห่วงกันจนแม่ตายจากโลกแหละค่ะ อิอิ