ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ประสบการสัมผัสที่หก (สาม)

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย lin » พุธ ธ.ค. 08, 2010 7:50 pm

เข้ามาอ่านอยู่กระทู้นี้บ่อยๆ เพราะชอบที่มีการสนทนาธรรมกันค่ะ โดยเฉพาะการตอบของหญิงป้า อิอิ ส่วนคุณกัญ ลองเข้าไปฟังมงคลชีวิตดูนะคะ หลินฟังจบไปหลายรอบแล้ว ได้ข้อคิดดีมากค่ะ อาจทำให้หายทุกข์ได้ <a href='http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html' target='_blank'>http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html</a>
<br><br><span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:green'>คนเรานั้นจะประเสริฐได้ด้วยธรรม คือความประพฤติอันดีงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
lin
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ พ.ย. 26, 2006 3:38 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พุธ ธ.ค. 08, 2010 8:17 pm

PHAN เขียน:
ใจจริงแล้ว ปานรู้สึกเศร้ามาก เพราะปานเป็นคนนึงที่อยากจะมีน้องด้วยตัวเอง แต่ด้วยเพราะว่า มีกรรมหรืออาจจะมีบุญ

ไม่มีกรรมในข้อนี้

จงดีใจไว้เถิด
ชื่อพระโอรสของพระพุทธองค์ ยังแปลว่า บ่วง
แค่นี้ก็กินความได้หมดแล้วว่ามีลูกนั้น มีบุญหรือมีกรรม
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พุธ ธ.ค. 08, 2010 8:21 pm

lin เขียน: เข้ามาอ่านอยู่กระทู้นี้บ่อยๆ เพราะชอบที่มีการสนทนาธรรมกันค่ะ โดยเฉพาะการตอบของหญิงป้า อิอิ ส่วนคุณกัญ ลองเข้าไปฟังมงคลชีวิตดูนะคะ หลินฟังจบไปหลายรอบแล้ว ได้ข้อคิดดีมากค่ะ อาจทำให้หายทุกข์ได้ <a href='http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html' target='_blank'>http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html</a>

ขอบคุณมากค่ะ
และขออนุโมทนาที่มาช่วยให้เพื่อนได้เดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้
ต้องพิจารณาถึงสาเหตุุของความทุกข์ที่ตัวเองมีอยู่
แล้วหาทางพ้นทุกข์ด้วยธรรมะของพระพุทธองค์นะคะ

ใจของเราต้่องรับถึงธรรมะของท่านก่อน
เมื่อจิตว่าง ดวงตาก็จะเห็นธรรมะ แล้วจะพ้นทุกข์ได้ง่ายกว่า
มานั่งคิดวนไปเวียนมากับทุกข์ของเรานะคะ
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย SNT » พุธ ธ.ค. 08, 2010 11:23 pm

สวัสดีค่ะ ขอบคุณทุกคนนะคะ สำหรับคำแนะนำ ข้อคิดดีๆ ขอร่วมวงด้วยคนค่ะ คือก่อนนอนเรามักจะสวดมนต์ไม่ได้ค่ะ คือพอเริ่มสวดก็จะง่วงนอนแล้วก็หลับๆตื่นๆ บางทีก็หยุดสวดไปเลย อยากสวดยาวๆไ้ด้มั่งเพราะเป็นคนจิตฟุ้งซ่าน อยากให้สติดี ส่วนสมาธิไม่ต้องพูดถึง ทำไ้ม่ได้เลยค่ะ เลยคิดว่าต้องเริ่มจากการสวดมนต์ก่อน ไม่ได้คิดว่าจะมีปาติหาญอะไรนะคะ แต่อยากให้จิตใจสงบแค่นั้นค่ะ

เราเคยสวดหนักมากๆอยู่ช่วงนึงตอนคุณพ่อป่วยหนักอยู่ไอซียูเป็นเดือน ตอนนั้นเราลางานมาเฝ้าคุณพ่อ แล้วนั่งสวดมนต์เกือบทั้งวัน สวดทั้งพาหุง ชินบัญชร ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก อะไรที่เขาว่าดี เราสวดหมดค่ะ ตอนนั้นเราหวังว่าจะมีปาฏิหาญ ทำใ้้ห้พ่อหายป่วย สวดแบบมุ่งม่นมาก ภายในเวลาเดือนเดียวน้ำหนักลดไปเป็นสิบโล เรียกว่าพอกลับไปทำงาน คนแทบจำไ่ม่ได้ค่ะ สุดท้าย พ่อก็เสียค่ะ เรายังจำภาพที่พ่อนอนป่วย มีสายระโยงระยางทังตัวไ้ด้ดี หมอใส่เครื่องช่วยหายใจให้พ่อ แต่พ่อก็เหมือนกับหายใจไม่ออกเพราะีมีเสมหะที่คอมาก ไอออกมาเป็นเลือดด้วยค่ะ เห็นน้ำตาพ่อไหล ตอนนั้นพ่อยังรู้สึกตัวอยู่ เรารู้เลยว่าพ่อต้องเจ็บปวดทรมานมาก ก่อนที่พ่อจะหมดสติ เป็นเจ้าชายนิทรา จำได้เราพูดกับพ่อให้ ท่องพุทโธๆๆ แม่เราตกใจมาก ดุเรา บอกว่าทำไมเราพูดอะไรแบบนั้น ตอนนั้นเราเข้มแข็งมากค่ะ ช่วงเวลานั้น เราไม่เคยร้องใ้ห้เลย แม่เราร้องให้ทั้งวัน เราก็นั่งสวดมนต์ ขอใ้ห้พ่อหายป่วย ไม่เคยคิดว่าพ่อจะจากเราไปจริงๆ พ่อเราเป็นคนรักงาน ห่วงงานมากค่ะ ช่วงนั้นที่บริษัทยุ่งมากๆ พ่อเป็นเจ้าของคนเดียว ทุกอย่างต้องให้พ่อเซ็นหมด เพราะตอนนั้นพี่สาวคนโตยังเรียนที่ต่างประเทศกลับมาไม่ทันตอนพ่อไมรู้สึกตัว จำได้ทุกวันจะต้องมีพนักงานเอางานมาให้เซ็น เรียกว่าจนกระทั่งไมรู้สึกตัว ล่ะค่ะ คืนก่อนที่พ่อจะเสีย คนที่ออฟฟิสบอกว่านั่งทำงานกันอยู่จนประมาณสองทุ่ม ก็ไ้ด้กลิ่นยารุนแรงมากโชยมา คือนั่งกัน 3-4 คนไ้ด้กลิ่นกันหมดค่ะ คืนเดียวกันเด็กข้างบ้านก็ฝัน เห็นพ่อยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านมองเข้ามาในบ้าน แต่เขาไม่ได้คุยอะไรกับพ่อ วันรุ่งขึ้นตอนหมอถอดเครื่องช่วยหายใจ หน้าพ่อยิ้มค่ะ หน้าตาก็ผ่องใสไม่เหมือนคนป่วยด้วย เหมือนกับไม่อยากให้ใครเป็นห่วง เราเศร้ามากๆเลยตอนนั้น สงสารพ่อมาก เราเคยทำไม่ดีกับพ่อไว้เยอะ ชอบเถียงพ่อ แล้วมันก็เหมือนกับ rewind เทปน่ะค่ะมาเป็นฉากๆ เฮ้อมันผ่านมาเ็ป็นสิบปีแล้วค่ะ เรายังจำทุกอย่างได้ดี คือเราเป็นคน sensitive อะค่ะ ร้องให้หนักมาก กลับไปทำงานก็ไ่ม่มีกระจิตกระใจ ทุกวันนี้บางทียังร้องไห้อยู่เวลาคิดถึงพ่อ เมื่อสองอาทิตย์ก่อนเพิ่งทำพิธี ขอขมาตัดกรรม พี่สาวบอกว่า 30 ปีทำที เราก็ไม่ทราบค่ะ ว่าทำไมต้อง30 ปี แต่มันก็ไม่เสียหายอะไร แม่บอกว่าตอนนี้เราป่วย เราควรขอขมาต่อพ่อ เผื่อพ่อจะช่วยให้เราหายป่วย ขอสารภาพว่าหลังจากพ่อเสีย เราก็เลิกสวดค่ะ บางทีก็สวดแ่่่ค่อะระหัง กับนะโม สั้นๆแค่นั้นเหมือนมันไ่ม่มีอะไรมา motivate เราแล้ว ตอนนี้เราป่วยเลยอยากจะกลับมาเริ่มสวดใหม่ ไม่ได้คิดว่าจะมีปฏิหาญอะไรนะคะ แค่อยากให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเท่านั้น เผื่อว่าจะมีอานิสสงจาการสวดมนต์ด้วยค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
SNT
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 57
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 07, 2006 4:05 pm

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 12:59 am

SNT เขียน: เราเคยทำไม่ดีกับพ่อไว้เยอะ ชอบเถียงพ่อ แล้วมันก็เหมือนกับ rewind เทปน่ะค่ะมาเป็นฉากๆ เฮ้อมันผ่านมาเ็ป็นสิบปีแล้วค่ะ เรายังจำทุกอย่างได้ดี คือเราเป็นคน sensitive อะค่ะ  ร้องให้หนักมาก กลับไปทำงานก็ไ่ม่มีกระจิตกระใจ ทุกวันนี้บางทียังร้องไห้อยู่เวลาคิดถึงพ่อ ... เหมือนมันไ่ม่มีอะไรมา motivate เราแล้ว ตอนนี้เราป่วยเลยอยากจะกลับมาเริ่มสวดใหม่ ไม่ได้คิดว่าจะมีปฏิหาญอะไรนะคะ แค่อยากให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเท่านั้น เผื่อว่าจะมีอานิสสงจาการสวดมนต์ด้วยค่ะ

อยากเข้ามาให้กำลังใจค่ะ ป้าติ๋มก็เป็นคนหนึ่งที่เคยสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ก่อนสามีป้าติ๋มจะเสียชีวิตป้าติ๋มร้องเพลงที่เขาชอบ สวดมนต์ให้ฟัง สามีหลับไหลเพราะฤทธิ์ของยานอนหลับที่แพทย์ช่วยให้ไม่ทรมาน ส่วนป้าติ๋มเองต้องเอาธรรมะเข้ามาข่มใจ เอาธรรมะเป็นเพื่อน คือ มีเกิด มีตั้งอยู่ แล้วดับไป ซึ่งใช้ได้ในทุกเรื่อง เป็น " วัฎสงสาร " คือ ภพภูมิที่มนุษย์ทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิด ยอมรับว่าทุกชีวิตเป็นอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง ไม่แน่นอน ตอนสามีสิ้นลมก็ดูเหมือนนอนหลับไป ไม่ฟูมฟาย มีเพียงน้ำตาที่รินไหลอาบแก้ม จำได้ว่า พูดออกมาเพียงเบาๆว่า พุทโธ พุทโธ ... อะระหัง พุทโธ ขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุคติไปอยู่ในภพภูมิที่ดีมีความสุขไม่เจ็บไม่ปวดอีกต่อไปค่ะ แล้วหันมาดูลูกชายที่ยืนข้างๆกอดแม่ร้องไห้ ในใจพูดกับลูกว่า "พ่อส่งไม้ให้แม่ดูแลลูกต่อแล้ว" และป้าติ๋มต้องไม่อ่อนแอให้ลูกเห็น ต้องเป็นเพื่อนยามทุกข์และสุขกับลูกกันต่อไป

ป้าว่าที่น้อง SNT สวดมนต์ให้คุณพ่อตอนที่ท่านป่วยก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ไม่มีใครหยุดความแก่ ความเจ็บป่วย และความตายได้ แม้พระพุทธองค์ก็ยังต้องปรินิพานเป็นไปตามกฎธรรมชาติ คือ วัฎสงสาร หนีไม่พ้น

ป้าติ๋มเชื่อว่าไม่มีพ่อคนไหนในโลกผูกใจเจ็บกับลูกที่เถียงหรือแผลงฤทธิ์กะท่านหรอกค่ะ ป้าติ๋มเนี่ยแสบที่สุดในบรรดาพี่น้อง เถียงคำไม่ตกฟาก พ่อกะแม่เคยอวยพรอย่างนั้น เคยทำผิดพลาดเพราะถือดีก็มีหลายครั้ง ปัจจุบัน อายุจะห้าสิบอีกไม่กี่วันนี้ คุณพ่อยังบอกว่า เป็นตัวโปรดเป็นลูกรักอยู่เลยค่ะ

ขอยืมคำว่า <span style='color:red'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>อย่าอาดูร</span></span> ของหญิงป้า
มาบอกน้อง SNT อย่าให้จิตวิตกเศร้าหมอง ในเมื่อคุณพ่อท่านละสังขารทางโลกแล้วควรให้ท่านได้ละความห่วงเป็นความยินดีที่ลูกของพ่อจะต้องดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง มีความสุขแม้ไม่มีพ่อแล้ว ดูแลตัวเอง ดูแลแม่ และคนอื่นๆ ในครอบครัวตามกำลังที่ทำได้ และต้องระลึกเสมอว่า ชีวิตเป็นของเรา เราต้องดูแลชีวิตเราไม่ให้เป็นที่ห่วงหรือกังวลสำหรับคนอื่นๆ อีก
เราต้องเข้มแข็งเหมือนที่เคยเข้มแข็งและผ่านวิกฤตที่สูญเสียมาได้ สวดมนต์ให้ท่านด้วยนะคะท่านจะได้แข้งแรงและมีความสุขในภพในภูมิของท่านค่ะ

เคยได้ยินไหมค่ะ สวดมนต์รักษาโรค หรือ ธรรมะรักษาโรค ของหลวงพ่อจรัล ฐิตธฺมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ...ขอให้น้องมีความสุขและเข็มแข็ง สู้สู้ นะคะ

เดี๋ยวป้าติ๋มจะเข้ามาเล่าเรื่องราวหลวงพ่อจรัลในความสงสัย....ที่พามาให้อยากสวดมนต์ไหว้พระค่ะ
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย Puimek » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 1:47 am

หญิงป้า เขียน:
PHAN เขียน:
ใจจริงแล้ว ปานรู้สึกเศร้ามาก เพราะปานเป็นคนนึงที่อยากจะมีน้องด้วยตัวเอง แต่ด้วยเพราะว่า มีกรรมหรืออาจจะมีบุญ

ไม่มีกรรมในข้อนี้

จงดีใจไว้เถิด
ชื่อพระโอรสของพระพุทธองค์ ยังแปลว่า บ่วง
แค่นี้ก็กินความได้หมดแล้วว่ามีลูกนั้น มีบุญหรือมีกรรม

<span style='color:green'>เคยบ่นว่าตัวเองไม่มีลูก
จำได้ว่าท่านหญิงป้ามาคอมเม้นท์
บอกว่า "การไม่มีลูกเป็นลาภอันประเสริฐ"
ตอนนั้นแค่ขำๆ ในสำนวนของหญิงป้า
แต่พอมาคิดดูก็อาจเป็นเช่นนั้นจริง
เพราะหันไปทางไหนรอบตัว ก็เจอแต่คนที่กำลังมีทุกข์
มีห่วง มีกังวล เพราะมีลูก... เราเลยบอกตัวเองว่า
ที่ไม่มีลูกในวันนี้ คงเป็นลาภอันประเสริฐแน่แล้ว...

แต่หญิงป้าขา บางทีการมีลูกให้ได้รักได้ชื่นชม
มันก็เป็นความชื่นใจที่หาอะไรมาทดแทนไม่ได้ไม่ใช่หรือคะ....

พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"
แต่.. ที่ใดที่ขาดรัก ที่นั่นคงมีทุกข์มากกว่า...

หนูปุยบอกตัวเองว่าทำใจได้นานแล้วเรื่องไม่มีลูก
แต่วันร้ายคืนร้ายยังน้ำตาไหล... คิดถึงวัีนที่สูญเสียเขาไป
เนื่องจากตัวเองไม่ระวัง ลื่นล้มก้นกระแทก... เขาเลยอยู่ไม่ได้
พอคุณแม่เสีย ไปกระซิบข้างหูคุณแม่ให้กลับมาเกิดกับหนูปุย
คุณแม่ก็ไม่มา... เพราะพระท่านบอกว่าคุณแม่จะไปปฏิบัติธรรมต่อ
ท่านยังไม่ต้องการมาเกิด หนูปุยก็เสียใจอีก...

อยากบอกน้องปานว่าเข้าใจความรู้สึกนะคะ พี่ปุึยก็เป็น
บางวันบอกตัวเองว่า "ฉันมีลาภอันประเสริฐ" เพราะไม่มีห่วง ไม่มีทุกข์
แต่บางวันก็บอกตัวเองว่าฉันอยากมีห่วง อยากมีทุกข์ ขออย่างเดียว
ให้ฉันได้มีโอกาสเป็นแม่กับเขาบ้างเถิด....

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้แล้วค่ะ สี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว...</span>
<img src='http://i862.photobucket.com/albums/ab189/puimek09/robert%20redford/ottawa-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Puimek
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2117
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 06, 2009 8:14 pm

โพสต์โดย Mooyong » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 2:59 am

พอคุณแม่เสีย ไปกระซิบข้างหูคุณแม่ให้กลับมาเกิดกับหนูปุย
คุณแม่ก็ไม่มา... เพราะพระท่านบอกว่าคุณแม่จะไปปฏิบัติธรรมต่อ
ท่านยังไม่ต้องการมาเกิด หนูปุยก็เสียใจอีก...

อยากบอกน้องปานว่าเข้าใจความรู้สึกนะคะ พี่ปุึยก็เป็น
บางวันบอกตัวเองว่า "ฉันมีลาภอันประเสริฐ" เพราะไม่มีห่วง ไม่มีทุกข์
แต่บางวันก็บอกตัวเองว่าฉันอยากมีห่วง อยากมีทุกข์ ขออย่างเดียว
ให้ฉันได้มีโอกาสเป็นแม่กับเขาบ้างเถิด....

แต่มันก็เป็นไปไม่ได้แล้วค่ะ สี่สิบกว่าเข้าไปแล้ว...


พี่ปุยคะ อย่าเสียใจเลยค่ะที่คุณแม่พี่ท่านไม่อยากมาเกิดอีก น่าดีใจที่ท่านละได้แล้วค่ะ มีลูกมีทุกข์จริงค่ะ มีสุขด้วย สุขแบบมีห่วง แฟนหนิงยังซึ้งถึงตรงนี้บอกว่ามีคนเดียวพอแล้ว

ถ้าพี่ปุยอยากมีลูกจริงๆ ไม่อยากลองรับเด็กมาเลี้ยงเหรอคะ เด็กๆที่ต้องการความรักมีอยู่เยอะมาก ถ้าเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ก็จะผูกพันเหมือนลูกแท้ๆของตัวเองนะคะ เพื่อนบ้านหนิงเค้ารับเด็กมาเลี้ยงตั้งแต่เด็กอายุสามเดือน เค้าก็รักเหมือนลูกตัวเองจริงๆค่ะ เจ้านายเก่าหนิงก็รับเด็กมาเลี้ยง แกก้อรักของแกมากเลยทีเดียวค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mooyong
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 555
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มิ.ย. 27, 2006 4:36 am

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 5:38 am

อุปการะเด็กคนหนึ่ง จากพ่อแม่ที่มีทรัพย์น้อย
แต่ให้เด็กคนนั้นอยู่กับพ่อแม่ ใครด็ได้ที่ใกล้ๆบ้านเรา
แบบนี้ก้ได้บุญนะคะ...
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย kukik » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 9:11 am

lin เขียน: เข้ามาอ่านอยู่กระทู้นี้บ่อยๆ เพราะชอบที่มีการสนทนาธรรมกันค่ะ โดยเฉพาะการตอบของหญิงป้า อิอิ ส่วนคุณกัญ ลองเข้าไปฟังมงคลชีวิตดูนะคะ หลินฟังจบไปหลายรอบแล้ว ได้ข้อคิดดีมากค่ะ อาจทำให้หายทุกข์ได้ <a href='http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html' target='_blank'>http://www.kalyanamitra.org/index_mongkhol.html</a>

ขอบคุณค่ะชอบมากๆ
<img src='http://i762.photobucket.com/albums/xx261/khondee_2010/IMG_1196-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
kukik
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 394
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ส.ค. 05, 2007 6:52 pm
ที่อยู่: เกิดที่สุรินทร์ค่า

โพสต์โดย Puimek » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 2:26 pm

<span style='color:red'>น้องหนิง</span> พี่เคยคิดเมื่อสิบปีที่แล้วค่ะ คิดไปคิดมา
ก็ได้ข้อสรุปว่าถ้าไม่มีลูกเองตามธรรมชาติ ก็จะยอมรับตามนั้น
แล้วก็ทำบุญทำทานไป อะไรที่เกี่ยวกับเด็ก พี่ปุยจะร่วมทำอยู่เสมอ
มากน้อยตามกำลังทรัพย์ในตอนนั้นค่ะ ตอนคุณหมูแดงบอกบุญเรื่องสร้างโรงเรียนให้เด็ก
พี่ปุยก็ยังได้ทำบุญด้วยเล็กน้อย เรียกว่าอะไรที่เกี่ยวกับเด็ก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง
พี่จะต้องขอร่วมมีส่วนทำบุญด้วยเสมอ จริงๆ ก็ทำใจได้แล้วล่ะค่ะ
เพียงแต่บางทีก็เข้ามาบ่นๆ เพ้อๆ บ้าง ตามอารมณ์ที่ขึ้นลง อย่าถือสาคนแก่เน้อ...

<span style='color:red'>ท่านหญิงป้า</span>คะ หนูปุยก็ทำอย่างนี้อยู่ค่ะ เพียงแต่ไม่ได้รับอุปการะเด็กคนใดคนหนึ่ง
ใช้วิธีทำแบบเป็นกลุ่ม เช่นส่งเงินให้องค์กร Child Haven ที่เนปาล
ไปทำงานอาสาช่วยอ่านหนังสือให้เด็กฟังตอนอยู่อินโดฯ
ส่งเงินไปช่วยสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวกับเด็กกำพร้าในไทย
ที่แคนาดาก็ทำค่ะ ส่งเงินไปช่วยเด็กด้อยโอกาสทั้งหลาย
ถ้าช่วงไหนมีเงินเยอะก็ช่วยเยอะ ช่วงไหนมีน้อยก็ช่วยน้อย
บางช่วงไม่มีก็ไม่ได้ช่วย... ทำไปตามอัตภาพ แต่ก็มีความสุขดีค่ะ

ที่ไม่อยากรับอุปการะเด็กคนใดคนหนึ่ง เพราะกลัวความผูกพันค่ะ
หลายองค์กรทั้งของไทยและคริสต์จะมีให้เรารับอุปการะเด็กเป็นคนๆ ไปเลย
ถึงเวลาเขาก็จะเขียนรายงานมา เด็กก็จะเขียนจดหมายถึงเรา บางทีเราก็ไปเยี่ยมเด็กได้
แต่ปุยกลัวว่าถ้าเราให้ตามที่เขาหวังไม่ได้ เขาจะผิดหวัง เกิดทุกข์อีก
เช่นไปเยี่ยมไม่ได้ เขาก็จะรอ จะคิดถึง... เลยตัดสินใจไม่ทำแบบนั้น
ช่วยเหลือเป็นองค์กรไปเลยดีกว่า....

แล้วก็อธิษฐานว่า ชาติหน้าถ้าได้เกิดมาเป็นคนอีก
ขอให้ได้สามีคนเดิม... และขอให้จิตวิญญาณที่ดีมาเกิดเป็นลูกของเรา
อธิษฐานแค่นี้จริงๆ ค่ะ...
<img src='http://i862.photobucket.com/albums/ab189/puimek09/robert%20redford/ottawa-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Puimek
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2117
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 06, 2009 8:14 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 2:38 pm

SNT  ข้อความนี้เขียนขึ้นเมื่อ Today at 07:23 amตอนนี้เราป่วยเลยอยากจะกลับมาเริ่มสวดใหม่ ไม่ได้คิดว่าจะมีปฏิหาญอะไรนะคะ แค่อยากให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านเท่านั้น เผื่อว่าจะมีอานิสสงจาการสวดมนต์ด้วยค่ะ


ลองสวดโพชฌังคปริตร ดูนะคะ
หนูป้อมเคยลงไว้ที่กระทู้ค่ะ โพสต์เมื่อ: December 06, 2010 08:14 pm

<a href='http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=41893' target='_blank'>ลิ้งไปที่กระทู้ค่ะมี บทสวดโพชฌังคปริตร</a>
ไม่ขอลงตรงนี้นะคะ เพราะบทสวดนี้ยาวค่ะ

<span style='color:blue'>อานิสงส์ของการสวดมนต์ โพชฌังคปริตร

โพชฌังคปริตร ถือเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้สดับตรับฟังธรรมบทนี้แล้วสามารถหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้
ที่เชื่ออย่างนี้เพราะมีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธ
พระองค์ทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะ พบว่าพระมหากัสสปะสามารถหายจากโรคได้
อีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธ หลังจากนั้น พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้
ในที่สุด เมื่อพระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร

พุทธ ศาสนิกชนจึงพากันเชื่อว่า โพชฌงค์นั้น สวดแล้วช่วยให้หายโรคได้ ซึ่งในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เป็นธรรมเกี่ยวกับ

ปัญญา เป็นธรรมชั้นสูง ซึ่งเป็นความจริงในเรื่องการทำใจให้สว่าง สะอาดผ่องใส ซึ่งสามารถช่วยรักษาใจ เพราะจิตใจมีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับ

ร่างกาย เนื่องจากกายกับใจเป็นสิ่งที่อาศัยกันและกัน จึงทำให้หายจากโรคได้</span>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย lin » พฤหัสฯ. ธ.ค. 09, 2010 3:33 pm

ค่ะถูกอย่างที่หญิงป้าอธิบายเรื่องทุกข์เลยค่ะ ขอบคุณที่ช่วยอธิบายเพิ่มเติมนะคะ หลินชอบฟังธรรมะแต่เอามาถ่ายทอดไม่เก่ง นี่ถ้าเขาแบ่งเป็นห้องเรียนธรรมะ คงต้องอยู่ห้องอนุบาลไปตลอดค่ะ

คุณกัญคะ หลินเคยฟังธรรมะเรื่องหนึ่งนานมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่าผู้หญิงคนหนึ่งกำลังมีทุกข์ และคิดจะฆ่าตัวตายในคืนนั้น เธอก็มองไปเห็นหนังสือธรรมะที่ชื่อว่ามงคลชีวิต 38 ประการ ที่เพื่อนของเธอเอามาให้อ่านแต่เธอไม่เคยที่จะหยิบมันขึ้นมาอ่านเลยแม้แต่หน้าเดียว คืนนั้นเธอก็คิดว่าไหนๆ ก่อนตายขอให้ได้อ่านธรรมะ เผื่อตายจะได้ไปดี เมื่อเธออ่านมงคลข้อที่ 1 เท่านั้น เธอก็ถึงกับน้ำตาร่วง และพบว่าแท้จริงที่เธอมีความทุกข์อยู่นี้เพราะแม้แต่มงคลแรกของชีวิตเธอก็ยังก้าวไม่ผ่านเลย ชายที่เธอรักและจะยอมตายเพื่อเขานั้นแท้จริงแล้วเขาจัดเป็นคนพาลแท้ๆ เธอควรจะดีใจที่คนพาลอย่างเขาจะได้จากเธอไป ไม่ใช่มานั่งเสียใจฟูมฟายอยากตายอยู่อย่างนี้ นี่ถ้าเธอแยกแยะออก ไม่ไปข้องแวะกับเขาตั้งแต่แรก เธอก็คงไม่ต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้
บางทีเพียงแค่เราเปลี่ยนมุมมองก็จะดีนะคะ ถ้าคุณกัญฟังจบทั้ง 38 มงคลก็จะเข้าใจที่ว่าธรรมะของพระพุทธองค์นั้นลุ่มลึกไปตามลำดับ สาธุค่ะ
<br><br><span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:green'>คนเรานั้นจะประเสริฐได้ด้วยธรรม คือความประพฤติอันดีงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
lin
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 55
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ พ.ย. 26, 2006 3:38 pm

โพสต์โดย Mooyong » ศุกร์ ธ.ค. 10, 2010 12:42 am

  <span style='color:red'>น้องหนิง</span> พี่เคยคิดเมื่อสิบปีที่แล้วค่ะ คิดไปคิดมา
ก็ได้ข้อสรุปว่าถ้าไม่มีลูกเองตามธรรมชาติ ก็จะยอมรับตามนั้น
แล้วก็ทำบุญทำทานไป อะไรที่เกี่ยวกับเด็ก พี่ปุยจะร่วมทำอยู่เสมอ
มากน้อยตามกำลังทรัพย์ในตอนนั้นค่ะ ตอนคุณหมูแดงบอกบุญเรื่องสร้างโรงเรียนให้เด็ก
พี่ปุยก็ยังได้ทำบุญด้วยเล็กน้อย เรียกว่าอะไรที่เกี่ยวกับเด็ก ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง
พี่จะต้องขอร่วมมีส่วนทำบุญด้วยเสมอ จริงๆ ก็ทำใจได้แล้วล่ะค่ะ
เพียงแต่บางทีก็เข้ามาบ่นๆ เพ้อๆ บ้าง ตามอารมณ์ที่ขึ้นลง อย่าถือสาคนแก่เน้อ...


พี่ปุยคะ หนิงเข้าใจค่ะ พี่ชายกับพี่สะใภ้หนิงเค้าก็ยังไม่มีลูกทั้งที่พยายามมาเกือบจะสิบปีแล้ว ตอนนี้เค้าก็เที่ยวสนุกกันไปเลยค่ะ ไม่มีห่วง แต่หนิงก็บอกเค้าว่าถ้าลองทำกิ๊ฟอีกครั้งแล้วไม่ติดหนิงจะอุ้มท้องให้ ถ้าเค้าอยากมีลูกจริงๆ

นี่ถ้าเขาแบ่งเป็นห้องเรียนธรรมะ คงต้องอยู่ห้องอนุบาลไปตลอดค่ะ


หนิงนี่คงยังอยู่เนอร์สเซอรี่หรือเตรียมอนุบาลแน่เลยค่ะ พยายามกระดึ๊บให้ขึ้นชั้นต่อไปอยู่ค่ะ :)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Mooyong
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 555
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มิ.ย. 27, 2006 4:36 am

โพสต์โดย หนูป้อม » ศุกร์ ธ.ค. 10, 2010 2:48 am

พอดีคิดถึงว่าคนเราทำไมถึงเกิดมาสวย มาหล่อดั่งเทพธิดา
รูปภาพ

ดั่งเทพบุตร

รูปภาพ



ทั้งนี้ก็เพราะว่า องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา ทรงรับรองเรื่องนี้ว่าการที่นางวิสาขาได้เบญจกัลยาณี คือ มีความดีถึง ๕ ประการของรูปโฉม ก็เพราะว่า
นางวิสาขาทำนุบำรุงซ่อมแซมพระพุทธรูปที่เก่าคร่ำคร่า มีสภาพไม่ดีให้กลับมีความสวยสดงดงาม เพราะอานิสงส์ทำความงามให้แก่พระพุทธรูป
อานิสงส์อันนี้จึงสร้างสรรค์ให้นางวิสาขาได้เบญจกัลยาณี


ในกาลครั้งหนึ่ง ตามพระบาลีท่านว่าอย่างนั้น เมื่อนางวิสาขาไปฟังเทศน์ เขาบอกกล่าวกันบอกว่า มีพระเทศน์ที่วัดโน้นวัดนี้ นางวิสาขาได้ฟังกล่าวว่า
มีพระท่านเทศน์จึงตั้งใจจะไปฟังเทศน์

แต่ ในระหว่างทางปรากฏว่า นางวิสาขาไปพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เขาสร้างไว้ในสถานที่โล่งแจ้ง คือตากแดด และก็พระพุทธรูปนั้นมีรอยร้าวเปลือกกระเทาะ
ทองก็ร่อนไปหมด ปูนก็กระเทาะจนแหว่งแลดูไม่สวยสดงดงาม ไม่เจริญตา นางวิสาขาจึงเข้าไปกราบนมัสการพระพุทธรูป ตั้งใจเจริญใจเป็นพุทธบูชา

กล่าวปฏิญาณว่า

"เมื่อข้าพเจ้ากลับมาจากฟังพระธรรมเทศนาแล้ว จะให้ช่างมาทำนุบำรุงพระปฏิมากร รูปแทนพระองค์สมเด็จพระประทีปแก้วให้มีความสวยสดงดงาม"

เมื่อ นางไหว้พระพุทธรูป นึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็ไปฟังเทศน์ เมื่อเทศน์จบคนเขากลับ นางวิสาขาก็กลับ เมื่อกลับมาถึงผ่านพระพุทธรูปนั้น
ก็เข้าไปกราบอีก กล่าวคำปฏิญาณตามนั้น

หลัง จากนั้นแล้วนางวิสาขาเมื่อถึงบ้าน จึงได้สั่งให้นายช่างไปจัดการทำนุบำรุงพระพุทธปฏิมากร คือพระพุทธรูป ซ่อมแซมให้เรียบร้อย ให้ดีคงเดิม
พอเสร็จแล้วก็ทาสีหรือว่าปิดทองเสร็จ ตามความนิยมในสมัยนั้น ตามพระบาลีไม่ได้บอกว่า เขาทาสีหรือปิดทอง ทำตามความนิยม ที่เห็นว่าสวยสดงดงาม
เป็นที่เจริญตาเจริญใจ

หลังจากนั้นนางวิสาขาจึงได้ให้นายช่างปลูกโรงทำหลังคาคลุมพระพุทธรูป ไม่ยอมให้ตากแดดตามฝนตามเดิม

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นปัจจัยให้นางวิสาขาได้เบญจกัลยาณี คือมีความงาม ๕ ประการ

ทั้ง นี้ก็เพราะว่า องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดา ทรงรับรองเรื่องนี้ว่าการที่นางวิสาขาได้เบญจกัลยาณี คือ มีความดีถึง ๕ ประการของรูปโฉม ก็เพราะว่า
นางวิสาขาทำนุบำรุงซ่อมแซมพระพุทธรูปที่เก่าคร่ำคร่า มีสภาพไม่ดีให้กลับมีความสวยสดงดงาม เพราะอานิสงส์ทำความงามให้แก่พระพุทธรูป
อานิสงส์อันนี้จึงสร้างสรรค์ให้นางวิสาขาได้เบญจกัลยาณี

<a href='http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=6f001af1be502f57' target='_blank'>ที่มา</a>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » ศุกร์ ธ.ค. 10, 2010 2:52 am

อิตถีเพศกับการทำบุญ


เราเคยเห็นผู้หญิงสวยๆซึ่งแต่ละคนจะสวยไม่เหมือนกัน เห็นดารานักแสดง นางเอก นางงาม แต่ละคนก็หน้าตาสวยไม่เหมือนกัน แต่สรุปแล้วว่าสวยก็แล้วกัน อยากรู้ไหมว่าเป็นเพราะอะไรที่ทำให้ผู้หญิงแต่ละคนสวยไม่เหมือนกัน มีเหตุมีผลหรือมีเหตุมีปัจจัยอะไรที่เกี่ยวข้องกับความสวยของคุณผู้หญิง ซึ่งคุณประเวศ ณ เชียงใหม่ ได้รวบรวมเรียบเรียงเรื่องนี้ไว้ในชื่อเรื่อง “อิตถีเพศกับการทำบุญ”ได้พิมพ์ไว้ในหนังสือเมื่อวันวิสาขบูชา ปีพ.ศ.๒๕๑๕

ผู้พิมพ์ ได้อ่านพบเรื่องนี้จึงพิมพ์มาให้ท่านผู้อ่านได้อ่านเพื่อความบันเทิงทางธรรม และได้ข้อคิดในการทำบุญที่ดี ก็คือเรื่องของกรรมดีที่มีเจตนาในการทำบุญนั่นเอง การทำกรรมดีที่มีเจตนาต่างกัน ก็มีผลให้ผลของกรรมนั้นๆแตกต่างกันไปด้วย


๑. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆเพื่อจะได้เห็นหน้าพบปะสนทนากับพระภิกษุ,สามเณร ที่ตนหลงรักอยู่ “ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นผู้มีเสน่ห์ยั่วยวนเพศตรงข้าม คือสาวเซ็กส์ซี่นั่นเอง”

๒. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดบ่อยๆเพื่อจะได้คุยกับชายหนุ่มซึ่งมาทำบุญที่วัดนั้น เป็นประจำ “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีเสน่ห์อย่างลึกลับ คือไม่สวยแต่เย้ายวน”

๓. หญิงสาวริษยาความงามของสาวอื่น เพราะตนเองไม่สวยไม่มีชายใดเหลียวแล จึงทำบุญบ่อยๆปรารถนาจะให้เกิดชาติใหม่หน้าตาสวยงามเช่นหญิงคนอื่นบ้าง “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนสวยงาม แต่ไม่มีเสน่ห์ คือสวยแบบกระด้างๆ”

๔. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อแสดงความสามารถในการทำครัวให้ประจักษ์แก่สังคม หรือเพื่อแสดงความสามารถในการจัดดอกไม้ให้แท่นบูชาของวัดสวยงาม “ผลบุญนั้นทำให้เธอเป็นคนมีเสน่ห์แก่คนทั่วไป เป็นที่ชื่นชอบของชายหนุ่ม ที่นิยมความสามารถ”

๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเพื่อช่วยเหลือวัดให้พ้นความขาดแคลนทางด้านปัจจัย อาหาร เครื่องใช้ เป็นต้น “ผลบุญทำให้เธอมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ ความสวยเกิดจากสุขภาพอันดีของเธอ”

๖. หญิงสาวเบื่อหน่ายโลกมนุษย์ ทำบุญประสงค์ไปสู่สวรรค์หรือโลกทิพย์อันน่ารื่นรมย์ “ผลบุญทำให้เธอเกิดเป็นคนสวยงามแบบงามพิศ คือยิ่งมองยิ่งสวย”

๗. หญิงสาวพิถีพิถันในการทำบุญ สำรวมระวังกายวาจาขณะอยู่ต่อหน้าสมณะ และสถานที่ทำบุญ “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนน่ารัก คือผู้คนเห็นอาจหลงชอบหลงรักทั้งๆที่เธออาจไม่มีอะไรเด่น”

๘. หญิงสาวทำบุญเสียสละต่างๆเพื่อมุ่งสู่พรหมโลก ปฏิบัติธรรมให้ใจสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น “ผลบุญนั้นทำให้เธอ สวยงามสง่าดุจนางพญา เป็นความสวยที่ทำให้คนทั่วไปไม่นึกไปในทางเพศ แม้ชายคู่ครองก็ยังให้ความเกรงใจ

๙. หญิงสาวติดตามผู้ใหญ่ติดตามสมณะที่ตนเลื่อมใส จาริกแสวงบุญ ช่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ “ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบเด็กๆ มีคนรักใคร่เอ็นดู สามีรักใคร่เอ็นดูเธอเหมือนลูกเหมือนหลาน

๑๐. หญิงสาวเข้าร่วมขบวนทำบุญเป็นกลุ่ม เพื่อรักษาประเพณีเพื่อความครึกครื้นเพื่อความสนุกสนานตามประสาหนุ่มสาว “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีบุคลิกภาพดีเป็นสง่าในที่ชุมนุมชน”

๑๑. หญิงสาวนอกจากจะทำบุญให้ทานแล้วยังปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม เผยแผ่ธรรมอีกด้วย “ผลบุญนั้นทำให้เธอมีสติปัญญาเฉียบแหลม พูดจาเป็นที่น่าเลื่อมใส มีความสวยงามแบบสงบเย็น ใครได้พูดคุยด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ เป็นเสน่ห์ที่ใช้เวลายิ่งนานวันยิ่งรักใคร่คิดถึง”

๑๒. หญิงสาวทำบุญเพื่อเอาใจเพื่อนหรือทำบุญเพื่อให้คนรักสบายใจ “ผลบุญทำให้เธอเป็นคนที่มีความสบายใจ สวยงามแบบเรียบๆ ผู้คนพบเห็นรู้สึกว่าเธอสะอาดหมดจด มองดูแล้วประหนึ่งดมความสะอาดได้”

๑๓. หญิงสาวแต่งตัวไปทำบุญที่วัดเพื่ออวดเครื่องประดับของตัวว่าสวยเหนือกว่าคน อื่น อวดอาหารที่ตนถวายดีกว่าน่ากินกว่าของคนอื่น “ผลบุญทำให้เธอสวยงามแบบดูแล้วไม่สบายใจ ชายที่พบเห็นมองในแง่ทางเพศ”

๑๔. หญิงสาวถวายทานต่างๆมุ่งคุณภาพ เช่น อาหารไม่สวยงามแต่รสดี มีประโยชน์ ของใช้ที่คงทนถาวร ประณีตละเอียดอ่อน พิจารณาวัตถุทานให้เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่สมณะพราหมณ์ “ผลบุญทำให้เธอสวยและมีรสสัมผัสดี ผู้ถูกเนื้อต้องตัวเธอจะรู้สึกนุ่มนวลละมุนละไม ลูกๆเด็กๆที่อยู่ในอ้อมแขนของเธอจะรู้สึกอบอุ่นมองว่าเธอเป็นที่พึ่งอย่าง ดี”

๑๕. หญิงสาวแนะนำสั่งสอนคนอื่นๆให้ทำบุญทำกุศล ส่วนตัวเองไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำบุญ หรือฝากเงินให้คนอื่นทำบุญแทนตน เพราะตัวเองขี้เกียจไปทำบุญเองหรือหาเวลาว่างยาก “ผลบุญ ทำให้เธอเป็นคนเข้าที่ไหนเข้าได้ ผู้คนให้ความเป็นกันเองให้ความสนิทสนม แม้คบกันเพียงสามสี่วันเหมือนคบกันมานานเป็นปี”

๑๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ ประสงค์จะแลกเปลี่ยนอาหารที่มีคนมาทำบุญหรือแลกเปลี่ยนอาหารของตนกับเพื่อน ผู้มาทำบุญผู้อื่น “ผลบุญจะทำให้เธอมีผิวพรรณผ่องใส หน้าตาแช่มชื่น แต่มีรูปร่างอ้วนท้วนเหมือนตุ่ม”

๑๗. หญิงสาวชอบไปช่วยเหลือผู้อื่นหรือทางวัด ทำบุญบำเพ็ญกุศลเป็นประจำ เมื่อไปช่วยงานใดก็มักจะเรียกร้องอาหารการกินหรือสิ่งของที่ตนปรารถนา จากเจ้าภาพหรือเจ้าอาวาส เป็นอย่างนี้เสมอ “ผลบุญจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม น่ารักน่าสงสาร รูปร่างผอมเกร็งหรือผอมแห้ง”

๑๘. หญิงสาวทำบุญอย่างไม่มีความประณีตในวัตถุทาน ไม่ใส่ใจว่าของนั้นจะมีคุณภาพดีเลว จะใช้งานได้ดีแค่ไหน จะทนทานหรือไม่อย่างไรก็ไม่คำนึงถึง แต่เธอจะชอบตกแต่งประดับประดาให้วัตถุทานนั้นดูดีงดงามน่าดู “ผลบุญนั้นจะทำให้เธอมีหน้าตาสวยงาม แต่ยิ้มไม่สวย หัวเราะน่าเกลียด ท่าทางเคลื่อนไหวอิริยาบถบางอย่างไม่น่าดู”

๑๙. หญิงสาวบางคนพิจารณาคัดเลือกวัตถุทานเป็นอย่างดี ของมีคุณภาพดี ใช้ได้ทนทาน เป็นต้น แต่ไม่จัดตกแต่งให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เช่นจับยัดๆใส่เข่งใส่ลังพอๆไปทีแล้วให้คนนำไปส่งที่วัด หรือวางของทำบุญสุมๆหมกไว้ตามมีตามเกิดแบบไม่ใส่ใจความเป็นระเบียบ “ผลบุญทำให้เธอมีความสวยงามแบบจืดๆ ต้องอาศัยความยิ้มแย้ม หัวเราะอันมีเสน่ห์ จึงจะดึงดูดใจได้”

๒๐. หญิงสาวตกลงร่วมทำบุญกับหมู่คณะ เช่นจัดกฐินสามัคคี จัดทอดผ้าป่า เป็นต้น แต่เธอชอบไปร่วมงานช้า ชอบไปที่หลังคนอื่น มีความรู้ความสามารถน้อยแต่ชอบไปแก้ไขวัตถุทานที่เขาตกแต่งประดับประดาไว้ดี แล้ว ฉกฉวยโอกาสเอาหน้าเอาตาว่าฉันก็ใจบุญคนหนึ่ง งานนี้ฉันเป็นหัวหน้าหัวเรี่ยวหัวแรง “ผลบุญทำให้เธอเกิดมาเป็นคนหน้าตาสวยงามพอใช้ได้ทีเดียว แต่ในความสวยงามนั้นมักจะมีความบกพร่องปะปนอยู่ด้วย เช่นหัวเบี้ยวไปนิด ,รูปหน้าค่อนข้างยาวมาก, ตาเล็กมาก,มีปานที่หน้า เป็นต้น”


๒๑. หญิงสาวบางคนใจบุญชอบทำบุญ ขณะที่มีพระภิกษุผ่านหน้าบ้าน เธอจะรีบคว้าข้าวปลาอาหารอะไรก็ได้หยิบฉวยมาใส่บาตรรรไว้ก่อน โดยไม่คำนึงถึงว่าอาหารนั้นเป็นของพ่อแม่ญาติพี่น้องที่แบ่งไว้บริโภคในมื้อ ต่อไป เป็นการทำบุญใส่บาตรรรแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างกระทันหัน “ผลบุญนั้นไม่สะอาดบริสุทธิ์นัก จึงส่งผลให้เธอเกิดมาเป็นคนสวยงามแต่ไม่หมดจด คือแฝงความไม่น่าดูไว้ในหน้าตาหรือเรือนร่าง”

๒๒. หญิงสาวบางคนเมื่อจะทำบุญกุศลคราวใด มักจะไปเรี่ยไรเรียกร้องเอาจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง รบกวนเขาขืนใจเขาเซ้าซี้เขาให้ช่วยทำบุญด้วยจนได้ “ผลบุญ ทำให้เธอไปบังเกิดเป็นเทพธิดาประจำแดนทุรกันดาร เทพธิดาคุมบริวารเปรต เทพธิดาประจำแดนปีศาจ ถ้าเกิดเป็นคนจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงในดินแดนถิ่นด้อยพัฒนา เช่นรับราชการเป็นอาจารย์ใหญ่ในจังหวัดที่แร้นแค้น เป็นต้น”

๒๓. หญิงสาวบางคนมิได้เตรียมตัวมาเพื่อจะทำบุญ ครั้นประสบเหตุที่ต้องยอมอยู่ในสภาวะจำยอมทำบุญเพื่อไม่ให้เสียหน้า หรือมีภาพสะเทือนใจอยู่ต่อหน้าเช่นคนพิการมาขอเงิน เธออดสงสารไม่ได้จึงจำต้องเจียดเงินที่มีอยู่เล็กน้อยทั้งที่เสียดายอยู่ หรือจำต้องแบ่งปันอาหารที่พอมีติดตัวมาจำต้องให้ทานไป (จาคะ-การตัดออกจากกรรมสิทธิ์ กับทานะ-การให้ เกิดขึ้นกระชั้นชิดติดกัน ทำให้ผลบุญเป็นไปในรูปของความดีผสมกับความเสียดาย) “ผลบุญนั้นทำให้เกิดมาเป็นคนสวยงามแบบเศร้าๆ สวยปนโศก ลักษณะคล้ายๆผู้ดีตกยาก”

๒๔. หญิงสาวที่มีจิตฟุ้งซ่านคิดแต่อยากจะทำบุญ แต่ครั้นไปถึงบุญสถานแล้วกลับคิดถึงแต่ความสนุกสนานในงานบุญ เช่นงานบุญสงกรานต์ งานบุญประจำปีของวัด ซึ่งทางวัดจะมีงานรื่นเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยพร้อมกับงานบุญ แต่เมื่อเธอได้ไปงานบุญนั้นแล้วมักจะเพลิดเพลินสนุกสนานกับงานรื่นเริงจนใจ ไม่มีใจจดจ่อกับการทำบุญ “ผลบุญนั้นทำให้เธอเกิดมาสวยงาม แต่ในความสวยงามนั้นมีความเด๋อๆด๋าๆแทรกปนอยู่ด้วย”

๒๕. หญิงสาวไปทำบุญที่วัดขณะรอพิธีกรรม ก็ทักทายปราศรัยกับผู้มาร่วมทำบุญ อำนวยความสะดวก ขยับขยายที่นั่งของตนให้กับผู้ใหญ่ จัดหาที่นั่ง น้ำดื่ม ให้ผู้อาวุโส “ผลบุญทำให้เธอเกิดมามีความสวยงาม ดูชุ่มชื่น แม้จะถึงวัยสูงอายุแล้วก็ยังมีหน้าตาสดใส เพราะอานิสงส์ของทานะ+โสรัจจะ”

๒๖. หญิงสาวไปทำบุญที่วัด เสร็จจากพิธีกรรมแล้ว ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านก็ทักทายกันสนุกสนาน กับเพื่อนฝูงมิตรสหายผู้ร่วมทำบุญ “ผลบุญเกิดภพใหม่เธอมีหน้าตาสวยงามดูเป็นกันเอง” “ถ้าคุยเรื่องตลกขบขัน จะทำให้เธอมีหน้าตาชวนให้ดูไม่ใช่ดูเพราะว่าสวยแต่ดูเพราะดูแล้วสนุกตา”

๒๗. หญิงสาวหลีกความซ้ำซากจำเจในการทำบุญด้วยอาหารที่ไม่เหมือนใคร เช่นนำอาหารแปลกๆที่ไม่ค่อยมีใครนำมาทำบุญกัน เช่นหูฉลามนึ่งซีอิ๊ว เป็นต้น มาถวายพระเพื่อให้พระได้ฉันอาหารที่ไม่จำเจทั่วไป “ผลบุญนี้ทำให้เธอเกิดมาสวยงามแบบไม่ซ้ำใคร มีลักษณะดึงดูดความสนใจ คือมีหน้าตาเก๋”

๒๘. หญิงสาวยากไร้อนาถา ปรารถนาจะร่วมบุญกับคนอื่นก็ไม่มีเงินสิ่งของอันใดไปสมทบ เธอจึงไปร่วมงานด้วยมืออันว่างเปล่าและหัวใจอันเปลี่ยมด้วยศรัทธา ศรัทธาได้ข่มความน่าขยะแขยงในสิ่งโสโครกทั้งปวง เธอรับอาสาเทกระโถน เก็บกวาดขยะ ล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดส้วม เป็นต้น “ด้วยอานิสงส์นี้เธอจะเกิดเป็นคนมีกลิ่นตัวหอม ไม่ใช่ความหอมของน้ำหอมหรือความหอมของดอกไม้ แต่ความหอมมาจากภายในตัวเธอเหนือกว่าสาวอื่น”


การทำบุญแล้วได้รับผลบุญต่างกันนั้นเนื่องจากเจตนาต่างกัน ในการทำบุญนั้นแฝงกิเลส อะไรไว้หรือไม่? หรือทำบุญด้วยจิตที่ไม่แฝงกิเลสใดๆ ซึ่ง เจตนาอย่างไรในการทำบุญ ผลบุญนั้นก็จะให้ผลตามเหตุแห่งเจตนานั้น ความจริงการทำบุญและผลของบุญนั้น ผู้ทำจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ผลบุญจะทำให้สวยให้หล่อก็เกิดกับทั้งหญิงและชาย ถ้าเป็นผู้ชายก็เป็นความหล่อผู้หญิงก็เป็นความสวย

แม้ว่าจะทำบุญแล้วทำให้หน้าตาสวยงามได้ดั่งใจหรือไม่อย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือจุดมุ่งหมายทางพระพุทธศาสนา การทำบุญแล้วได้ผลบุญเกิดมาสวยงามก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ ซึ่งการทำบุญให้ทานนั้นเป็นพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความดี มีการละชั่ว ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิภาวนา และ มีปัญญา เป็นเรือพาข้ามฟากข้ามฝั่งหรือเป็นหนทางให้เดินทางไปสู่เป้าหมายแห่งการพ้น ทุกข์ในกาลต่อไป คือพระนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง

<a href='http://www.intaram.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=538761676&Ntype=20' target='_blank'>ที่มาค่ะ</a>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน