ประสบการณ์หางาน (part-time) ในญี่ปุ่น
สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวก่อน ชื่อแน๊ตนะคะ เพิ่งจะย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นได้เดือนเศษๆ อยากจะมาแชร์ประสบการณ์หางานพาร์ทไทม์ในญี่ปุ่น เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังหางานอยู่ด้วย และเก็บไว้เป็นความทรงจำสำหรับตัวเองเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เหงา เศร้า รู้สึกโดดเดี่ยว และเสียเซล์ฟมากช่วงหนึ่งในชีวิต
ขอเกริ่นนำก่อนว่า ก่อนแต่งงาน เป็นคนที่มีโชคค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องการสมัครงาน สมัยเรียนอยู่ออสเตรเลียตอนเป็นสาวอายุ 18 ยังสวย(?)เลือกได้อยู่ ช่วงนั้นเศรษฐกิจออสซี่เฟื่องฟูด้วยมั้ง ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว เรียกว่าโทรสมัครงานออฟฟิส สำหรับทำตอนช่วงกลางวัน สมัครไปห้าที่ได้ซะสาม สมัครงานเสริฟในร้านอาหารไทย งานยอดฮิตของนักเรียนไทยในต่างแดน สมัครสี่ที่ได้สองร้าน เรียกว่า สมัครปุ๊ป เรียกสัมภาษณ์ปั๊ป อาทิตย์ต่อมาเริ่มงานเลย ความกดดันในการหางานเหรอ แทบไม่มี
พอเรียนจบ กลับมาไทย ก็ยังเรียกว่ามีโชคอยู่มาก ถ้าสมัครงานสายงานเดียวกับที่จบมา ได้รีบเรียกไปสอบและสัมภาษณ์ทุกที่ และส่วนใหญ่ยังได้งานอยู่ ยังสามารถเล่นตัวปฏิเสธที่อื่นๆ ที่ offer มาได้ ตอนทำงานที่ไทยก็เปลี่ยนงานหนึ่งหนค่ะ เสาร์อาทิตย์ยังเจียดเวลารับจ๊อบแปลภาษา (หางานนี้มาทางเน็ต) ด้วย
จนเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว แต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่น แต่งเสร็จก็ไม่ได้ย้ายมาญี่ปุ่นหรอกค่ะ เพราะสามีไปทำงานต่างประเทศ เราก็เลยลาออกจากงานที่ไทย และย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศเกือบปี ช่วงอยู่ต่างประเทศ เราก็ยังมีรายได้อยู่ไม่เดือดร้อน เนื่องจากที่ทำงานสามีมีเบี้ยเลี้ยงให้ภรรยาด้วย และยังมีรายได้จากการลงทุนเล็กน้อยไว้ที่เมืองไทยก่อนแต่งงาน ประกอบกับประเทศที่ไปอยู่ใกล้ไทยมาก ไปอยู่ไม่ถึงปีสามารถบินกลับไทยได้ถึงสี่รอบ ค่าครองชีพก็ถูกมากด้วย สามารถไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและโยคะแบบมีครูสอนส่วนตัวได้สบายๆ ด้วยเงินตัวเอง นอกนั้นก็ช่วยงานสามีบ้าง (ที่ทำงานมีเบี้ยเลี้ยงให้ก็ต้องทำงานใช้ให้เขาเหมือนกัน) ทำให้มีกิจกรรม มีคนคุยด้วย และไม่เหงา
อ่ะ เข้าเรื่องสักที ประมาณหนึ่งเดือนก่อนสามีจะกลับญี่ปุ่น เราก็ได้ดูๆ งานไว้ตามเว็บหางานในญี่ปุ่นบ้างว่ามีอะไรพอจะทำได้สำหรับคนภาษาญี่ปุ่นแค่ระดับสี่อย่างเรา (เป็นระดับต่ำที่สุดจากการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น มีสี่ระดับด้วยกัน) ที่ญี่ปุ่นค่าครองชีพสูง ถ้าเราอยากมีความเป็นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ผ่านมา ก็คงต้องทำงานเอาถึงจะได้เงินมาซื้อของ และใช้จ่ายได้ตามใจชอบเหมือนเมื่อก่อน ก็ร่อนเรซูเม่ไปห้าหกที่ ปรากฎว่ามีอีเมล์กลับมาฉบับหนึ่ง เป็นงานสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง บอกว่าให้เราโทรไปเมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้วจะได้นัดสัมภาษณ์ เย้ เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างนะ ส่วนที่เหลือ มีตอบปฏิเสธมาสองราย นอกนั้นเงียบหมด
พอกลับมาต่อเครื่องที่ไทยมีเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ สิบกว่าชั่วโมง กลับมานอนบ้านอยู่สามสี่ชั่วโมง ตื่นมาก็ว่าจะไปถอนตังค์แลกตังค์มาไว้เป็นทุนสำรองในญี่ปุ่นซักหน่อย เวรกรรม ไม่นึกว่าวิกฤตทางการเมืองในประเทศจะยืดเยื้อรุนแรงปานนั้น เราฝากตังค์ส่วนใหญ่ไว้ที่สหกรณ์แถวที่มีการชุมนุมกัน ก็ไม่กล้าเสี่ยงชีวิตไปบริเวณนั้นเลย จะซื้อ Traveler’s cheque เพราะไม่ชอบถือเงินสดเท่าไหร่ จากเงินที่เหลือติดบัญชีธนาคาร ธนาคารสาขาย่อยทั้งหลายที่ไปมาก็ไม่มีบริการนี้อีก มีแต่ที่สำนักงานใหญ่ๆ หน่อย ที่เราไม่มีเวลาไป สรุปไปญี่ปุ่นแทบจะไปแต่ตัว มีเงินไม่กี่พันเยนและบัตรเครดิตใบเดียว คงต้องฝากชีวิตไว้กับสามีซะแล้ว ไม่รู้คิดผิดหรือเปล่า จนกระทั่งวันนี้สามียังติดเงินที่ยืมเราไปตั้งแต่เดือนเมษาฯ
