ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

มีใครอยู่เมืองนอกแล้วทำงานกันบ้างคะ

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย naumtan » เสาร์ มิ.ย. 19, 2010 7:11 pm

มาส่งกำลังใจให้ค่ะ
...น้องกันเป็นสุดยอดกำลังใจหนึ่งเดียวยังไม่พอ แม่จ๋าขอส่งอ้อมกอดเล็กของลูกหมูน้อยฮอลแลนด์ มาเกาะแขนอุ่นๆ อีกข้างนะคะ จุ๊บแก้มอีกหลายฟอด...ว้าน้ำลายเปียกแก้มเลย...
ภาพประจำตัวสมาชิก
naumtan
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 140
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ต.ค. 22, 2009 8:40 am

โพสต์โดย Kat UK » เสาร์ มิ.ย. 19, 2010 9:18 pm

คุณหมูแดง มาเป็นกำลังใจให้ลุกขึ้นยืนสู้ต่ออีกคนนะคะ อืม..... ไม่รู้จะปลอบยังไงดีเลย คนที่ไม่โดนกับตัว คงไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงความรู้สึกที่ประดังประเดเข้ามา

คิดในแง่ดีก็คือ คุณหมูแดงมีโอกาสได้เก็บเกี่ยวความสุขในช่วงที่ตัวเองได้ทำงานที่รักที่ชอบ กับเพื่อนร่วมงานดีๆในกลุ่ม ความสุขตรงนี้ บางคนไม่เคยได้สัมผัสเลยนะคะ คนที่ทำงานกันส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีความสุขกับการไปทำงานกันเลย คิดแบบนี้คุณหมูแดงก็ถือว่าเป็นคนที่โชคดีคนนึงนะ

คุณหมูแดงผ่านมรสุมมาได้ตั้งหลายครั้งหลายคราแล้ว ครั้งนี้จะผ่านมันไปไม่ได้เชียวเหรอ มันต้องได้สิน่า หม่าม้าเคยบอกเราว่า


<span style='font-size:14pt;line-height:100%'>"พักได้ แต่อย่าท้อ"</span>


นะคะ สู้ สู้ ค่ะ
<i><span style='color:purple'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='font-family:Optima'> *o* พยายามมองโลกในแง่ดี แล้วคุณจะพบว่า โลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ *o* </span></span></span></i><br><br><br>เชิญชมคร๊าบบบบบบบ..........<br><br><a href='http://www.pantipmarket.com/items/9889438?lang=th' target='_blank'>http://www.pantipmarket.com/items/9889438?lang=th</a><br><a href='http://www.pantipmarket.com/items/9889438?lang=en' target='_blank'>http://www.pantipmarket.com/items/9889438?lang=en</a><br>
ภาพประจำตัวสมาชิก
Kat UK
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 181
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ พ.ค. 04, 2008 10:31 pm

โพสต์โดย natkanasuta » อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2010 2:46 pm

มีประสบการณ์มาแชร์เหมือนกันค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ ชื่นชมพี่หมูแดงมากค่ะ แอบอ่านกระทู้พี่ตั้งแต่ในพันทิปมาหลายปีแล้วแต่ทำตัวเป็นอีแอบตลอด ไว้รอพี่โพสต์จบแล้วค่อยโพสต์ของตัวเองนะคะ เพราะไม่รู้จะเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่าถ้ามาโพสต์เรื่องคั่นของพี่
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย หมูแดง » อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2010 3:21 pm

natkanasuta เขียน: มีประสบการณ์มาแชร์เหมือนกันค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นค่ะ ชื่นชมพี่หมูแดงมากค่ะ แอบอ่านกระทู้พี่ตั้งแต่ในพันทิปมาหลายปีแล้วแต่ทำตัวเป็นอีแอบตลอด ไว้รอพี่โพสต์จบแล้วค่อยโพสต์ของตัวเองนะคะ เพราะไม่รู้จะเป็นการเสียมารยาทหรือเปล่าถ้ามาโพสต์เรื่องคั่นของพี่

โพสต์ได้เลยค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ ถ้ารอพี่จบละก็คงอีกนานค่ะ พี่โพสต์ตามความขยัน อิ.. อิ.. EM101 EM101
<div align="center"><img src='http://i27.photobucket.com/albums/c166/Moodaeng/Web%20Icon/ICON054.gif' border='0' alt='user posted image' /><span style='color:#CC66CC'> น้ำใจใสพิสุทธิ์ แด่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก เอาความรักกลบความทุกข์โศก เพื่อโลกนี้สดใส ขอเชิญชวนเพื่อนพ้อง เปลี่ยนทำนองเสียงร้องไห้ เป็นเสียงเพลงบรรเลงน้ำใจ แบ่งปันความรักให้ซึ่งกันและกัน</span><br><font size=3 color=#FF0059><b>บริการโอนเงินกลับประเทศไทย ในอัตราค่าบริการเพียงร้อยละ ๓ บาท รับได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สนใจใช้บริการ <a href="http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=43345">ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ</a></font><br><font size=3 color=#339900>ติดต่อด่วนโทรมาได้ตลอดเวลานะคะ ๐๘๙-๕๓๓๑๙๕๔ ยินดีให้บริการค่ะ</font></b></div>
ภาพประจำตัวสมาชิก
หมูแดง
แม่ไข่คาร์เวียร์
 
โพสต์: 6836
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ธ.ค. 24, 2005 11:24 am
ที่อยู่: England

โพสต์โดย natkanasuta » อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2010 3:43 pm

ประสบการณ์หางาน (part-time) ในญี่ปุ่น

สวัสดีค่ะ ขอแนะนำตัวก่อน ชื่อแน๊ตนะคะ เพิ่งจะย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นได้เดือนเศษๆ อยากจะมาแชร์ประสบการณ์หางานพาร์ทไทม์ในญี่ปุ่น เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่กำลังหางานอยู่ด้วย และเก็บไว้เป็นความทรงจำสำหรับตัวเองเพราะว่าช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงที่เหงา เศร้า รู้สึกโดดเดี่ยว และเสียเซล์ฟมากช่วงหนึ่งในชีวิต

ขอเกริ่นนำก่อนว่า ก่อนแต่งงาน เป็นคนที่มีโชคค่อนข้างมากเกี่ยวกับเรื่องการสมัครงาน สมัยเรียนอยู่ออสเตรเลียตอนเป็นสาวอายุ 18 ยังสวย(?)เลือกได้อยู่ ช่วงนั้นเศรษฐกิจออสซี่เฟื่องฟูด้วยมั้ง ผ่านมากว่าสิบปีแล้ว เรียกว่าโทรสมัครงานออฟฟิส สำหรับทำตอนช่วงกลางวัน สมัครไปห้าที่ได้ซะสาม สมัครงานเสริฟในร้านอาหารไทย งานยอดฮิตของนักเรียนไทยในต่างแดน สมัครสี่ที่ได้สองร้าน เรียกว่า สมัครปุ๊ป เรียกสัมภาษณ์ปั๊ป อาทิตย์ต่อมาเริ่มงานเลย ความกดดันในการหางานเหรอ แทบไม่มี

พอเรียนจบ กลับมาไทย ก็ยังเรียกว่ามีโชคอยู่มาก ถ้าสมัครงานสายงานเดียวกับที่จบมา ได้รีบเรียกไปสอบและสัมภาษณ์ทุกที่ และส่วนใหญ่ยังได้งานอยู่ ยังสามารถเล่นตัวปฏิเสธที่อื่นๆ ที่ offer มาได้ ตอนทำงานที่ไทยก็เปลี่ยนงานหนึ่งหนค่ะ เสาร์อาทิตย์ยังเจียดเวลารับจ๊อบแปลภาษา (หางานนี้มาทางเน็ต) ด้วย

จนเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว แต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่น แต่งเสร็จก็ไม่ได้ย้ายมาญี่ปุ่นหรอกค่ะ เพราะสามีไปทำงานต่างประเทศ เราก็เลยลาออกจากงานที่ไทย และย้ายไปอยู่ด้วยกันที่ต่างประเทศเกือบปี ช่วงอยู่ต่างประเทศ เราก็ยังมีรายได้อยู่ไม่เดือดร้อน เนื่องจากที่ทำงานสามีมีเบี้ยเลี้ยงให้ภรรยาด้วย และยังมีรายได้จากการลงทุนเล็กน้อยไว้ที่เมืองไทยก่อนแต่งงาน ประกอบกับประเทศที่ไปอยู่ใกล้ไทยมาก ไปอยู่ไม่ถึงปีสามารถบินกลับไทยได้ถึงสี่รอบ ค่าครองชีพก็ถูกมากด้วย สามารถไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและโยคะแบบมีครูสอนส่วนตัวได้สบายๆ ด้วยเงินตัวเอง นอกนั้นก็ช่วยงานสามีบ้าง (ที่ทำงานมีเบี้ยเลี้ยงให้ก็ต้องทำงานใช้ให้เขาเหมือนกัน) ทำให้มีกิจกรรม มีคนคุยด้วย และไม่เหงา

อ่ะ เข้าเรื่องสักที ประมาณหนึ่งเดือนก่อนสามีจะกลับญี่ปุ่น เราก็ได้ดูๆ งานไว้ตามเว็บหางานในญี่ปุ่นบ้างว่ามีอะไรพอจะทำได้สำหรับคนภาษาญี่ปุ่นแค่ระดับสี่อย่างเรา (เป็นระดับต่ำที่สุดจากการสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น มีสี่ระดับด้วยกัน) ที่ญี่ปุ่นค่าครองชีพสูง ถ้าเราอยากมีความเป็นอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ผ่านมา ก็คงต้องทำงานเอาถึงจะได้เงินมาซื้อของ และใช้จ่ายได้ตามใจชอบเหมือนเมื่อก่อน ก็ร่อนเรซูเม่ไปห้าหกที่ ปรากฎว่ามีอีเมล์กลับมาฉบับหนึ่ง เป็นงานสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง บอกว่าให้เราโทรไปเมื่อไปถึงญี่ปุ่นแล้วจะได้นัดสัมภาษณ์ เย้ เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างนะ ส่วนที่เหลือ มีตอบปฏิเสธมาสองราย นอกนั้นเงียบหมด

พอกลับมาต่อเครื่องที่ไทยมีเวลาอยู่ในกรุงเทพฯ สิบกว่าชั่วโมง กลับมานอนบ้านอยู่สามสี่ชั่วโมง ตื่นมาก็ว่าจะไปถอนตังค์แลกตังค์มาไว้เป็นทุนสำรองในญี่ปุ่นซักหน่อย เวรกรรม ไม่นึกว่าวิกฤตทางการเมืองในประเทศจะยืดเยื้อรุนแรงปานนั้น เราฝากตังค์ส่วนใหญ่ไว้ที่สหกรณ์แถวที่มีการชุมนุมกัน ก็ไม่กล้าเสี่ยงชีวิตไปบริเวณนั้นเลย จะซื้อ Traveler’s cheque เพราะไม่ชอบถือเงินสดเท่าไหร่ จากเงินที่เหลือติดบัญชีธนาคาร ธนาคารสาขาย่อยทั้งหลายที่ไปมาก็ไม่มีบริการนี้อีก มีแต่ที่สำนักงานใหญ่ๆ หน่อย ที่เราไม่มีเวลาไป สรุปไปญี่ปุ่นแทบจะไปแต่ตัว มีเงินไม่กี่พันเยนและบัตรเครดิตใบเดียว คงต้องฝากชีวิตไว้กับสามีซะแล้ว ไม่รู้คิดผิดหรือเปล่า จนกระทั่งวันนี้สามียังติดเงินที่ยืมเราไปตั้งแต่เดือนเมษาฯ :D
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย natkanasuta » อาทิตย์ มิ.ย. 20, 2010 3:52 pm

อาทิตย์ที่ 1 ในญี่ปุ่น

อาทิตย์แรกมาถึงญี่ปุ่น วันแรกก็เป็นหวัดเลย นอนทั้งวัน แต่ตอนเย็นโทรไปหาสถาบันสอนภาษาอังกฤษที่สมัครไว้ เขาเรียกให้มาสัมภาษณ์วันถัดไป ที่ถามก็ไม่มีอะไรมากนัก เป็นการเช็คเอกสารเรามากกว่าว่าสามารถทำงานอย่างถูกต้องได้ในญี่ปุ่นหรือไม่ และเวลาที่เราสะดวกทำงาน ซึ่งเราก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะเป็น Spouse Visa มีอายุสามปีก่อนไปต่อใหม่ และสามารถทำงานได้ เสร็จแล้วก็ทำสอบข้อเขียนวัดระดับภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับไวยากรณ์ เขียนการวางแผนการสอน (lesson plan) จับคู่คำแปลกับ idioms หรือสำนวนต่างๆ ให้ถูกต้อง และระบุว่าชอบการสอนของอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ (ใครก็ได้ในโลกนี้) ท่านไหน พร้อมเหตุผล นอกจากนี้ก็มีการให้ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับโรงเรียน เช่น ระบบการสอนเป็นการสอนตัวต่อตัว ฯลฯ ก็เรียบร้อยไม่มีปัญหา โดยที่เขานัดให้มารอบสองในวันต่อไปเลย

วันสัมภาษณ์รอบสอง สามีพาไปสัมภาษณ์เพราะภรรยาไปไม่ถูก ปรกติอยู่ไทยก็พาเขาหลงประจำ สามีเป็นคนอ่านแผนที่กรุงเทพฯ นำทางคนขับอย่างเราเสมอ อยู่ญี่ปุ่นนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเส้นทางเลย พอไปถึงก็มีหนุ่มหล่อ รู้สึกจะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นกับฝรั่งนะ เรียกไปสัมภาษณ์รอบสอง เสร็จแล้วก็อธิบายว่าระบบการจ้างของที่นี่เป็นแบบ itaku คือจะเป็นคล้ายๆ ฟรีแลนซ์น่ะค่ะ ไม่มีชั่วโมงทำงานแน่นอน มีนักเรียนมาจองเวลาขอเรียนกับเราถึงจะมีงาน ไม่มีสวัสดิการอะไรให้ทั้งสิ้น และไม่มีการจ่ายค่าเดินทางให้ ต่อมาก็เป็นการแสดงวิธีการสอน เขาให้เราอ่านบทเรียนในหนังสือของสถาบันหนึ่งบทและเตรียมการสอนสิบนาที โดยที่ผู้สัมภาษณ์จะแสดงเป็นนักเรียนญี่ปุ่นของเรา เราคิดว่าเราทำได้ไม่ดีเท่าไหร่เพราะตื่นเต้นมาก ผู้สัมภาษณ์เขาก็แนะนำว่าก่อนอื่นต้องชวนนักเรียนคุยให้ผ่อนคลายก่อน สอนก็ไม่จำเป็นต้องสอนตามหนังสือ ให้ชวนคุยไปเรื่อยๆ โดยโยงเข้าหัวข้อบทเรียน เช่น บทที่เราได้เป็นเกี่ยวกับคำแนะนำ (Recommendations) เขาก็บอกว่าถ้าทราบโปรไฟล์ของนักเรียนมาก่อน ซึ่งปรกติทางสถาบันจะให้ครูดูก่อนการสอนอยู่แล้ว เช่น ถ้าทราบว่านักเรียนชอบเล่นกอล์ฟ ก็ให้ชวนคุยว่า ถ้าจะไปเล่นกอล์ฟ ควรไปเล่นที่ไหนดี ช่วยแนะนำหน่อย นี่ก็จะเป็นการโยงเข้าบทเรียนแล้ว เราไม่ได้จำเป็นต้องสอนอธิบายอะไรมาก เพราะที่สถาบันนี้เน้นการฝึกพูดกับฟังโดยเฉพาะ (conversational) พวกอธิบายไวยากรณ์อะไรยากๆ ไม่มี

จบการสัมภาษณ์รอบสอง เขาบอกว่าอีกสามอาทิตย์จะแจ้งผลให้ทราบทางอีเมล์ เราก็คิดว่าเราไม่ได้แน่ๆ ต้องสมัครงานใหม่ๆ เพิ่มแล้ว แต่ถึงไม่ได้ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก คนสัมภาษณ์ก็แนะนำอะไรเราเยอะเหมือนกัน ถือว่าเป็นประสบการณ์การสัมภาษณ์งานครั้งแรกในญี่ปุ่น วันที่เหลือในสัปดาห์นั้นเรากับสามีก็ยุ่งๆ เรื่องการซื้อของเข้าอพาร์ทเม้นท์


ขอบคุณค่ะพี่หมูแดงที่อนุญาตให้โพสต์คั่น ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นดึกมากแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อใหม่
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย natkanasuta » จันทร์ มิ.ย. 21, 2010 1:06 am

อาทิตย์ที่ 2

เข้าอาทิตย์ที่สอง สามีเริ่มกลับไปทำงานแล้ว สามวันแรกยังลัลล้าอยู่เพราะเพื่อนสมัยเรียนมัธยมที่ไทยมาโตเกียว ก็ออกไปเดินไปกินด้วยกันทั้งวัน ก่อนกลับเพื่อนย้ำว่าต้องหางานให้ได้นะ มาคราวหน้าจะได้มีตังค์ไปเที่ยวเมืองอื่นด้วยกัน พอกลางอาทิตย์เพื่อนไปแล้ว อยู่คนเดียวที่บ้าน อินเตอร์เน็ตยังไม่มี ต้องรอถึงสามอาทิตย์กว่าเขาจะมาติดตั้งให้ สามีก็กลับบ้านดึกมาก เกือบเที่ยงคืน เริ่มเครียด และเบื่อ ถึงจะทำงานบ้านทุกวันแต่วันๆ ไม่มีใครให้คุยด้วยก็เหงามาก ในโตเกียวไม่รู้จักใครเลย ออกไปข้างนอกก็ได้แต่ window shopping เงินไม่มี ยิ่งไปแถบอิเคบุคุโระนี่ยิ่งเศร้ามาก ของน่ารักๆ สำหรับผู้หญิง และเสื้อผ้าเพียบ ราคาก็ไม่แพงมากนัก เป็นสวรรค์ของนักช้อปก็ว่าได้ ก็ได้แต่ดูเพราะงบประมาณมีจำกัด และคิดเอาไว้ในใจว่า วันหนึ่งมีงานทำที่นี่แล้วฉันจะมาซื้อพวกเธอนะ ทั้งๆ เพียงแค่สองอาทิตย์ก่อนมายังสามารถซื้อทั้งของที่ต้องการได้อยู่เลย ในช่วงเวลาสั้นๆ นี่ ชีวิตช่างพลิกผันได้ขนาดนี้ เฮ้อ

ช่วงกลางอาทิตย์เลยไปอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ไปหางานเพิ่ม คราวนี้ร่อนเรซูเม่ไปยี่สิบกว่าที่ได้เลยมั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นงานสอนภาษาอังกฤษ แต่ญี่ปุ่นโดยมากจะค่อนข้างจำกัดว่าต้องเป็น native speaker คือ คนที่มาจากอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ และประเทศพวกที่ภาษาแม่เป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น ประกาศประเภทหาครูที่ไม่จำกัดเชื้อชาติ ขอแค่มีภาษาอังกฤษระดับ native นี่หายากมากเรียกว่าหนึ่งในสามสิบทีเดียว เท่าที่เห็นมา และที่สำคัญ ส่วนใหญ่จะต้องการคนมีประสบการณ์สอน ซึ่งเราก็ไม่มีซะด้วย ข้อ (พอจะ) ได้เปรียบของเรา ได้แก่ สถานะวีซ่าเป็น spouse visa ไม่ใช่แค่วีซ่าท่องเที่ยวทำให้ไม่มีปัญหาในการทำงาน กับที่อยู่ซึ่งจัดว่าค่อนข้างอยู่ใจกลางเมือง ทำให้เดินทางสะดวก และความใจกล้าหน้าด้านของเราล่ะมั้ง
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย Puimek » จันทร์ มิ.ย. 21, 2010 1:18 am

เข้ามาอ่านแล้วค่ะคุณหมูแดง แต่ยังไม่จบ เดี๋ยวจะมาอ่านต่อ
เพราะไม่อยากอ่านลวกๆ อยากอ่านให้ละเอียดเลยช้าหน่อยค่ะ
เข้่ามาทักทายก่อน เดี๋ยวอ่านจบแล้วจะเขียนคุยนะคะ
<img src='http://i862.photobucket.com/albums/ab189/puimek09/robert%20redford/ottawa-1.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Puimek
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2117
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ม.ค. 06, 2009 8:14 pm

โพสต์โดย natkanasuta » จันทร์ มิ.ย. 21, 2010 1:59 am

อาทิตย์ที่ 3

เริ่มอาทิตย์ที่สามของการมาอยู่ญี่ปุ่น เริ่มจิตตกแล้ว เงียบบบบบ ไม่มีใครติดต่อมาเลย สามีก็ช่างแนะนำดีเหลือเกินว่าให้ไปสมัครงานเมดคาเฟ่ (เป็นคาเฟ่ที่มีพนักงานเสริฟแต่งตัวเป็นเมด ส่วนใหญ่ก็เป็นเด็กสาวน่ารักๆ) จะได้ฝึกภาษาญี่ปุ่น โห ด้วยวัยอย่างเราเขาคงจะรับหรอกนะ แทบจะเป็นแม่ของเด็กๆ พวกนั้นได้อยู่แล้ว อืมมม ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายหากหางานไม่ได้จริงๆ แล้วกัน (ทำเป็นพูดเหมือนมีทางเลือกได้มากมายนะเนี่ย)

ประมาณเย็นๆ วันจันทร์ซึ่งเราไม่คิดว่าจะมีคนโทรมาแล้วนะเพราะหลังเวลาเลิกงานปรกติแล้ว ก็ได้รับโทรศัพท์จากบริษัทหนึ่งที่เราสมัครไป จริงๆ สมัครไปเยอะมากจนจำไม่ได้แล้วนะว่าเป็นบริษัทไหน เขาขอให้เราไปสัมภาษณ์งานวันพุธบ่าย โดยจะนัดเจอที่ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แถวบ้านเรา เพราะเขาจะแวะผ่านมาสำนักงานย่อยแถวนั้นพอดี ตอนดึกสามีกลับมาบ้านก็ประหลาดใจเหมือนกันว่าทำไมไม่เรียกไปสัมภาษณ์ที่ออฟฟิศ แปลกจังบริษัทก็ค่อนข้างดัง เรียกว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่รู้จัก แต่เราก็ไม่ได้คิดมากนะ คิดแต่ว่าอยากได้งาน

วันอังคารเราก็แว้บไปอินเตอร์เน็ตคาเฟ่กับสามีตอนดึกอีก ที่ใช้อินเตอร์เน็ตคาเฟ่นี่ใช้กันสองคนรวมหนึ่งชั่วโมงนะคะ ที่นี่แพงเหลือเกิน ชั่วโมงละ 610 เยน สองคน มีเครื่องดื่มให้ฟรีคนละแก้ว เราก็จดๆ พวกเบอร์ติดต่อของโรงเรียนทั้งหลายไว้แล้วค่อยโทรไปทีหลัง ที่ไหนสมัครทางอีเมล์ได้ก็รีบๆ ส่ง เพราะเวลาใช้เน็ตจำกัด

พอเช้าวันพุธ เราโทรไปหาโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งตามที่จดเบอร์มาจากเว็บ อันที่จริงเขาประกาศรับแต่ native speaker นะ แต่เรายังรั้นโทรไปเผื่อจะฟลุค โชคดีที่เขายังให้โอกาสไปสัมภาษณ์วันต่อไป ตอนบ่ายเราก็ไปสัมภาษณ์ของบริษัทที่โทรมาวันจันทร์ที่สตาร์บัคส์ คนสัมภาษณ์เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นอีกแล้ว ก่อนเริ่มสัมภาษณ์ เขาถามเราว่าอยากดื่มอะไรหรือเปล่า เราบอกว่าไม่เป็นไรเพราะเพิ่งมาจากบ้าน ไม่ได้กลัวเขามอมยาหรอกค่ะ แท้จริงแล้วไม่มีตังค์ กาแฟสตาร์บัคส์ราคารู้ๆ กันอยู่ ที่นี่เครื่องดื่มที่ถูกสุดรู้สึกจะเริ่มต้นที่ 270 เยน ต่อแก้ว

เริ่มการสัมภาษณ์ส่วนใหญ่เป็นเขาพูดมากกว่า เป็นการอธิบายถึงระบบการสอนว่าจะเป็นการสอนทางอินเตอร์เน็ตแบบนักเรียนอยู่ที่บ้าน ให้เรามาใช้ระบบการสอนที่ทางบริษัทเขาพัฒนาขึ้นที่ออฟฟิส โดยสอนทางไมโครโฟนกับหูฟัง สอนตั้งแต่ตัวต่อตัวถึงกลุ่มสี่คน แต่ไม่เห็นหน้ากัน ข้อดีของที่นี่คือไม่จำกัดเชื้อชาติ ขอแค่มีระดับภาษาอังกฤษเทียบเท่าเจ้าของภาษาเท่านั้น อืมมม ก็ไม่ได้เห็นหน้ากันเลยไม่รู้หรอกนะว่าครูสอนมาจากประเทศอะไร คนสัมภาษณ์ถามเราว่า ตอนนี้เราได้สมัครงานที่อื่นไว้ไหม เราเลยบอกว่าขอบอกตามตรงแล้วกันว่าใช่ เรากำลังหางานอื่นไปด้วย แต่เราจะแจ้งให้เขาทราบทันทีถ้าได้งานอื่นแล้วเราไม่ว่างวันไหนบ้าง คนสัมภาษณ์บอกว่าเขาอยากจะจ้างเรานะ แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากเจ้านายก่อน เอาเป็นว่าเขาจะติดต่อแจ้งเราอีกทีในวันจันทร์ที่จะถึงแล้วกัน

ในเย็นวันนั้นก็ได้รับอีเมล์แจ้งว่าเราไม่ผ่านการคัดเลือกจากบริษัทที่ไปสัมภาษณ์มาในอาทิตย์แรกด้วยค่ะ แต่เราก็ค่อนข้างรู้ตัวและเตรียมใจไว้อยู่แล้ว เลยไม่เสียใจอะไรมาก มุ่งไปข้างหน้ากับที่ไปสัมภาษณ์มาวันนี้และที่จะไปสัมภาษณ์พรุ่งนี้ดีกว่า คนเราต้องอยู่กับปัจจุบันและมุ่งไปสู่อนาคต อย่าไปจมกับอดีต

เช้าวันต่อมา เตรียมตัวไปสัมภาษณ์โรงเรียนสอนภาษาตามที่นัดหมายไว้ เจ้าของโรงเรียนสัมภาษณ์เองเลยค่ะ ที่นี่เหมือนเป็นธุรกิจครอบครัวมากกว่า บรรยากาศก็กันเองนะ อีเมล์ไม่มีใช้ ทุกอย่างค่อนข้างจะ manual เจ้าของบริษัทเป็นรีเซ็พชั่นรับโทรศัพท์เองเลยค่ะ ระหว่างสัมภาษณ์ก็จะมีออกไปรับโทรศัพท์เป็นระยะๆ ตามที่สัมภาษณ์เขาบอกว่านโยบายโรงเรียนคือรับคนที่เป็น native speaker เท่านั้น เขาไม่มั่นใจในระดับภาษาอังกฤษเรา เพราะภาษาแม่เราไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่เรายืนยันว่าถ้าไม่มั่นใจในระดับภาษาอังกฤษเรา เรามีคะแนนโทอิคมายืนยัน หรือจะให้เราไปสอบข้อสอบภาษาอังกฤษสถาบันไหนก็ได้ เขาดูคะแนนโทอิคเรา แล้วก็พูดว่าจะให้โอกาสเราสอนเป็น demo lesson ประมาณห้าหกครั้งแล้วกัน เป็นช่วงทดลองงานไปก่อน โดยที่จะจ่ายเงินให้สำหรับชั่วโมงที่สอนเทียบเท่าอัตราจริง ไปที่โรงเรียนจะได้คุยกับครูคนอื่นด้วย เขาจะได้ถามครูคนอื่นว่าภาษาอังกฤษเราเป็นยังไง และถามนักเรียนว่าชอบเราไหมด้วย โดยที่จะแนะนำเรากับนักเรียนว่าเป็นครูอเมริกัน-ไทย เพราะเราเกิดที่อเมริกา แต่ไม่ได้สัญชาติที่นั่น จริงๆ เราจำอะไรเกี่ยวกับอเมริกาแทบไม่ได้เลยนะ เพราะอยู่ที่นั่นจนถึงสามขวบเอง แต่เราก็ตอบตกลงไปก่อน

พอวันรุ่งขึ้นเท่านั้น ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าของโรงเรียนว่าให้โอกาสเราแสดงฝีมือ มีสอนนักเรียนสี่คนช่วงค่ำวันนี้ที่สาขาใกล้บ้านเรา จะว่างไหม เรารีบตอบตกลงทันที เริ่มสอนหกโมงเย็น ด้วยความตื่นเต้น และต้องการเตรียมพร้อม เราไปถึงโรงเรียนสาขาที่เดินจากบ้านเราใช้เวลาเพียงสิบนาที ตั้งแต่สี่โมงครึ่ง ไปถึงก็ไปนั่งดูพวกตำราที่ใช้สอนกับโปรไฟล์นักเรียนทั้งสี่คน รีเซพชั่นที่สาขานั้นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่พอฟังรู้เรื่อง เราเลยถามเขาเรื่องตำรานิดหน่อยว่าเล่มไหนมีชื่อย่ออะไรบ้าง เพราะในโปรไฟล์นักเรียนมีเขียนกำกับไว้ด้วยว่าระดับภาษาของนักเรียนควรใช้เล่มไหน แต่เขียนเป็นชื่อย่อ ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นเล่มไหน รีเซพชั่นก็ชี้ว่าเล่มไหนเป็นเล่มไหน เราเลยนั่งอ่านหนังสือพวกนั้นไปเรื่อยๆ ซักพักมีครูชาวอเมริกันคนหนึ่งมาคุยด้วย ถูกส่งมาให้คุยกับเราโดยเจ้าของบริษัทน่ะค่ะ พอคุยกันซักพัก เห็นเดินออกไปโทรศัพท์ คิดว่าเป็นการคุยกับเจ้าของบริษัทนะ เพราะมีตอบคำถามเกี่ยวกับเราด้วย ว่าเราเป็นยังไงบ้าง แต่ก็แอบได้ยินว่าตอบไปในทางที่ดีนะ

สักพักรีเซพชั่นคนใหม่ที่มาเปลี่ยนกะเวลากับคนก่อนเดินมาคุยด้วยอีก คนนี้ภาษาอังกฤษดีมากทีเดียวจนเราถามว่าเธอเป็นครูด้วยหรือเปล่า แต่เธอปฏิเสธว่าเป็นรีเซพชั่น ไม่เคยสอนภาษาที่นี่ เธอมาอธิบายว่าวันนี้จะจ่ายเงินเราเป็นเงินสดไปก่อน โดยจะมาจ่ายตอนพักเบรคระหว่างการสอน สำหรับนักเรียนแต่ละคน เวลาการสอนจะอยู่ที่สี่สิบนาที

นักเรียนคนแรกของเราเป็นแม่บ้าน อายุอานามก็ประมาณแม่เรา เป็นคนชอบท่องเที่ยวไปต่างประเทศ เธออยากคุยไปเรื่อย ๆ แบบไม่เรียนตามตำรา เพื่อฝึกพูดและฟัง เราก็ชอบอยู่แล้วนะคุยแบบ Free Conversation เนี่ย อาจจะด้วยรูปลักษณ์เราดูเป็นเอเชียมาก ในขณะที่ครูคนอื่นๆ ในโรงเรียนวันนั้นเป็นฝรั่งหมดเลย เธอเลยถามเราละเอียดมากว่า เราโตที่ไหน เรียนภาษาอังกฤษที่ไหน เรียนมหาวิทยาลัยที่ไหน ฯลฯ เราไม่อยากโกหกหรอกนะก็เลยบอกไปตามตรง ยังไงก็ไม่อยากจะเริ่มวันแรกด้วยการโกหกหรอก เราเขียนคำศัพท์และอธิบายคำแปลสำหรับศัพท์ที่เธอไม่ทราบระหว่างการสนทนาลงบนกระดาษและให้เธอเอากลับไปบ้าน

นักเรียนคนที่สองและคนที่สามเป็นสาวออฟฟิส เป็นผู้ชื่นชอบการเดินทางไปต่างประเทศเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่สองนี่อยากย้ายถิ่นฐานไปอยู่ยุโรปเลยทีเดียว คนนี้นี่คุยกันจนลืมเวลาไป กินเวลาเบรคเราไปเลย คนที่สามนี่ตั้งใจมาก เอาไดอารี่ภาษาอังกฤษมาให้เราแก้แกรมม่าด้วย สิ้นเดือนมิถุนายนนี้เธอจะไปเที่ยวเกาหลีใต้ นอกจากมาเรียนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนี้ เธอเลยฝึกภาษาเกาหลีจากทางทีวีด้วย สองคนนี้ก็อยากคุยแบบ Free Conversation เช่นกัน คนที่สี่เป็นหนุ่มออฟฟิสอารมณ์ดี คนนี้ก็ฮามากเช่นกัน และไม่อยากเรียนตามหนังสือ อยากฟังเราพูดเกี่ยวกับด้านธุรกิจมากกว่า เขาจะได้นำไปใช้ในที่ทำงานด้วย เราเลยคุยกันเรื่องตลาดหุ้นไทย และ e-commerce ในประเทศไทย นอกจากนี้ก็คุยเรื่องสุดสัปดาห์ว่าเขาจะทำอะไรบ้าง และเรื่องบอลโลก

จบการสอน รีเซพชั่นบอกว่านักเรียนแฮปปี้กับคลาสเรา เจ้าของบริษัทคงโทรมาหาเราอาทิตย์หน้า เราก็ว่าวันนี้ค่อนข้างราบรื่นนะ แต่ยังไม่อยากจะหวังมาก เลยตอบเธอไปว่าวันนี้เราโชคดีได้นักเรียนที่น่ารักทั้งนั้น ยังไงหวังว่าจะได้พบกันอีกนะ ตอนเดินออกมาก ก็คิดว่าถ้าที่นี่เป็นที่สำหรับเราจริงๆ เราก็ไม่อยากจะถูกข้อจำกัดเรื่องการไม่ใช่ native มากดดัน สรุปไม่รู้ว่าเจ้าของบริษัทจะติดต่อมาหรือเปล่าแม้ว่านักเรียนจะพอใจกับคลาสเราก็ตาม แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยเขาได้ให้โอกาสเราแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ได้ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเสียทีเดียว ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอีกเช่นกัน และที่น่าดีใจก็คือจากการสอนในวันนี้ทำให้เรามีเงินจ่ายค่ามือถือรอบเดือนนี้แล้ว และมีตังค์ซื้อฮังโกะด้วย เป็นตรายางประทับชื่อเราเองน่ะค่ะ ใช้แทนหรือควบคู่กับลายเซ็นต์ได้ เช่น ในกรณีเปิดบัญชีธนาคารของตนเอง เราต้องใช้เจ้าตราฮังโกะนี้ด้วยค่ะ แต่ทว่ายังไม่มีเงินพอที่จะซื้อของขวัญวันเกิดให้สามีเลย กลางเดือนหน้าแล้วด้วย สามีก็ดันอยากได้ชุดสูทกับกางเกง ของมีราคาอีก ถ้าไม่ได้สอนต่อก็ขอติดไว้ก่อนแล้วกัน

ช่วงเสาร์อาทิตย์ ในที่สุดบริษัทอินเตอร์เน็ตก็ส่งคนมาติดตั้งซะที วันอาทิตย์ถึงเริ่มใช้งานได้ เราได้เช็ค spam folder ในอีเมล์เราด้วย ปรากฎว่ามี ตอนยังไม่มีอินเตอร์เน็ต เช็คเมล์แต่ทางมือถือเลยไม่ได้กดเช็คโฟลเดอร์นี้เลย มีเมล์ขอให้เราเข้าร่วมสัมภาษณ์การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในตำแหน่ง English babysitter วันจันทร์ (วันพรุ่งนี้นี่นา) ที่จะถึง โดยให้ตอบไปนัดเวลาไว้ เส้นตายวันศุกร์ที่ผ่านมา ตายละพลาดไปจริงๆ ควรจะเช็คสแปมเมล์ด้วยนี่นามีตั้งเกือบห้าสิบเมล์ในช่วงสามอาทิตย์ที่เราไม่มีเน็ตใช้ เกือบจะกดลบทิ้งไปหมดแล้วไหมละ เราเลยเขียนกลับไปขอโทษที่ตอบช้าและขอเขาร่วมการสัมภาษณ์ด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย หมูแดง » จันทร์ มิ.ย. 21, 2010 11:19 pm

Puimek เขียน: เข้ามาอ่านแล้วค่ะคุณหมูแดง แต่ยังไม่จบ เดี๋ยวจะมาอ่านต่อ
เพราะไม่อยากอ่านลวกๆ อยากอ่านให้ละเอียดเลยช้าหน่อยค่ะ
เข้่ามาทักทายก่อน เดี๋ยวอ่านจบแล้วจะเขียนคุยนะคะ

คุณปุยรออ่านเรื่องของหมูแดง (ที่ยังไม่จบ) แต่หมูแดงกำลังรอเรื่องของน้องนัท อยากฟังเรื่องเล่าของคนที่มีการศึกษาดี มีต้นทุนสูง ว่าจะมีประสบการณ์การหางานในต่างแดนยังไง เดี๋ยวอ่านเรื่องของน้องนัทจบแล้วจะเขียนเรื่องของตัวเองต่อค่ะ ยังเขียนได้อีกยาวเลย (หลอกล่อไว้ก่อน เพื่อเรียกเรตติ้ง EM101 EM101)
<div align="center"><img src='http://i27.photobucket.com/albums/c166/Moodaeng/Web%20Icon/ICON054.gif' border='0' alt='user posted image' /><span style='color:#CC66CC'> น้ำใจใสพิสุทธิ์ แด่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก เอาความรักกลบความทุกข์โศก เพื่อโลกนี้สดใส ขอเชิญชวนเพื่อนพ้อง เปลี่ยนทำนองเสียงร้องไห้ เป็นเสียงเพลงบรรเลงน้ำใจ แบ่งปันความรักให้ซึ่งกันและกัน</span><br><font size=3 color=#FF0059><b>บริการโอนเงินกลับประเทศไทย ในอัตราค่าบริการเพียงร้อยละ ๓ บาท รับได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สนใจใช้บริการ <a href="http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=43345">ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ</a></font><br><font size=3 color=#339900>ติดต่อด่วนโทรมาได้ตลอดเวลานะคะ ๐๘๙-๕๓๓๑๙๕๔ ยินดีให้บริการค่ะ</font></b></div>
ภาพประจำตัวสมาชิก
หมูแดง
แม่ไข่คาร์เวียร์
 
โพสต์: 6836
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ ธ.ค. 24, 2005 11:24 am
ที่อยู่: England

โพสต์โดย natkanasuta » อังคาร มิ.ย. 22, 2010 2:51 am

วันนี้จะจบแล้วค่ะ เพราะบันทึกนี้เขียนไว้ถึงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งอาทิตย์นี้หรือต่อไปในอนาคต เราก็ยังไม่รู้จะเป็นยังไง

อาทิตย์ที่ 4

เริ่มสัปดาห์ที่สี่ ได้รับอีเมล์จากบริษัทที่สอนภาษาอังกฤษทางเน็ตว่า ขอจ้างเราเป็นพนักงาน แต่ ยังไม่มีกำหนดเริ่มงาน จะแจ้งให้ทราบอีกที อ่านๆ ดูก็เป็นข่าวดีนะ แต่ไม่รู้จะได้ทำงานกับเขาเมื่อไหร่เนี่ยสิ เฮ้อ

ในวันเดียวกันก็ได้รับอีเมล์จากบริษัทพี่เลี้ยงเด็กนัดเวลาสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์บ่ายนั้นเลย พอถึงเวลาเราก็โทรไป สัมภาษณ์สั้นมาก แค่สิบนาที คำถามก็ทั่วไป ถามว่ามีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็กไหม บริษัทเขามีรับครูสอนภาษาอังกฤษด้วย มีประสบการณ์ไหม เรื่องเลี้ยงเด็กเราก็ตอบไปตามตรงนะว่าไม่มีเลย ส่วนเรื่องสอนภาษาอังกฤษเราก็บอกว่าเหมือนเราจะยังอยู่ในช่วงทดลองงานกับอีกโรงเรียนหนึ่งอยู่ สุดท้ายก็ถามเราเรื่องวีซ่าทำงาน กับที่อยู่ของเรา แล้วบอกว่าจะแจ้งผลสัมภาษณ์อีกทีทางอีเมล์

สองวันต่อมา ก็ได้รับแจ้งว่าผ่านการสัมภาษณ์อยากจะรับเราเข้าทำงานเหมือนกัน ถ้าได้เด็ก หรือคนที่อยากเรียนภาษาอังกฤษที่มีความต้องการแมทช์กับคุณสมบัติเรา และเวลาสะดวกของเราจะติดต่อมาอีกที งานนี้เป็นเหมือนงานฟรีแลนซ์มากกว่า ถ้าบริษัทเขาติดต่อแจ้งข้อมูลเด็ก หรือนักเรียนมา แล้วเราไม่ถูกใจ เราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธได้เหมือนกัน ในทางกลับกัน ทางฝ่ายลูกค้าก็มีสิทธิเลือกพี่เลี้ยง หรือครู เช่นกัน อันนี้ก็ไม่มีกำหนดเริ่มงานอีกแล้ว สรุปว่าอาทิตย์นี้ได้รับ job offer 2 แห่งนะ แต่งานไม่มี กำหนดเริ่มงานไม่มี ยังรู้สึกตัวเองเป็นคนตกงานอยู่ดี เจ้าของโรงเรียนที่เราไปสอนเมื่อสัปดาห์ก่อนก็ยังไม่ติดต่อมา สงสัยจะแห้วงานนั้นแล้ว ช่วงนี้ก็แอบอารมณ์ศิลปิน หรือแอบน้ำเน่าไม่รู้ มีอินเตอร์เน็ทแล้วเลยโหลดเพลงมาฟังบ้าง ฟังเพลงต้องสู้ ของเจินเจิน แล้วอินมาก น้ำตาซึมเลย (คิดดูแล้วกันว่าคนโพสต์อยู่รุ่นไหน ถึงฟังเพลงนี้) พอฟังเพลงแล้วเลยฮึดสู้ขึ้นมาหน่อยประกอบกับมีเน็ตใช้ที่บ้านแล้ว เลยสมัครงานเพิ่มอีกสองที่เลย งานหนึ่งก็เป็นงานสอนภาษาอีกตามเคย อีกงานขอแหวกแนวหน่อย เป็นงานแนว HR

ในวันศุกร์ วันนี้ฝนตกหนัก บรรยากาศซึมเซา ตอนกลางวัน คนสัมภาษณ์จากบริษัทที่ให้เราสอนออนไลน์อีเมล์มาบอกว่า ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาแน่นอนสำหรับครูแต่ละคน ไว้เขากำหนดตารางแล้วค่อยเข้ามาเซ็นสัญญา เริ่มมีความหวังเลือนลางบ้างแล้วว่าคงได้เริ่มงานเร็วๆ นี้ และตกดึกตอนเกือบสี่ทุ่ม เจ้าของโรงเรียนที่เราไปสอนมาโทรมาถามว่าวันเสาร์ ว่างไหม มีคลาสตั้งแต่ 11.00-18.00 น. เราก็ยังว่างอยู่ ประกอบกับอยากมีประสบการณ์ในการสอนเพิ่มขึ้นและเราก็ชอบคุยกับนักเรียนแลกเปลี่ยนมุมมองต่างๆ ด้วย เลยตอบตกลงไป เจ้าของโรงเรียนบอกว่าตอนนี้เรายังอ่อนประสบการณ์อยู่อยากจ้างเราเป็นแบบ substitute teacher แทนการจ้างเป็นครูประจำไปก่อน มันก็จริงของเขานะ อีกงานหนึ่งที่เป็นงานบริษัทสอนออนไลน์จะมีสอนเฉพาะช่วงเย็นวันธรรมดาเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เหลือ ถ้าเราว่างก็ยังมารับเป็น substitute teacher ของที่นี่ได้ไปก่อน
แนวๆ งานฟรีแลนซ์อีกแล้ว

วันเสาร์การสอนเป็นไปได้ด้วยดี เราคิดว่าอย่างน้อยเราก็ได้สอนอะไรที่เป็นประโยชน์ให้กับนักเรียนของเราบ้างนะ เช่น การรับโทรศัพท์เวลามีชาวต่างชาติโทรมาในสถานการณ์ต่างๆ เวลาสายไม่ว่าง คนที่เขาจะติดต่อด้วยไม่อยู่ เป็นต้น ซึ่งเขาจำเป็นต้องใช้ในการทำงาน บางคนก็อยากมาคุย อยากมาฝึกพูดกับฟังเป็นหลัก ก็เม้าท์กันสนุกดี เราก็คอยแก้ๆ การพูดให้บ้าง แต่ไม่ได้แก้ทุกประโยคนะ เฉพาะบางประโยคเท่านั้นเพราะกลัวจะบั่นทอนกำลังใจของนักเรียนไปก่อน ก็ค่อยๆ แก้ไข ค่อย ๆ เป็นค่อยไปแล้วกัน

วันอาทิตย์ นึกว่าจะพักสักหน่อยหลังจากจบชั่วโมงสอนอันยาวนานไปเมื่อวาน ก่อนแปดโมงเช้า เจ้าของโรงเรียนโทรมา ของให้เราไปถึงโรงเรียนสิบโมงเช้าวันนี้เลยเพราะครูที่จะมาสอนป่วย นี่ล่ะค่ะ ชะตากรรมของ substitute teacher ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าจะมีคลาสในเวลาก่อนหน้าเพียงสองชั่วโมง แถมโรงเรียนก็เปิดสิบโมงด้วย เราไม่มีเวลาไปเตรียมการสอนเลย เราเลยขอต่อรองกับเขาว่าอยากไปเร็วก่อนหน้านั้นสักครึ่งชั่วโมงเพื่อไปเตรียมการสอน เจ้าของโรงเรียนเลยบอกก็ได้จะมาเปิดโรงเรียนให้ตอนเก้าโมงครึ่งก่อนรีเซพชั่นตัวจริงจะมา เราก็เข้าใจว่ามันเป็นธุรกิจของเขานะ ยังไงก็ควรต้องรับนักเรียนไว้มากๆ ก่อน แต่ด้วยจรรยาบรรณในอาชีพก็ไม่อยากจะสอนมั่วๆ สุกเอาเผากินไปน่ะ อยากให้ทุกคนได้รับสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเขาจริงๆ เพื่อจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ก่อนวางสายจากเจ้าของโรงเรียน แอบถามเขาว่านักเรียนมีข้อคิดเห็นอย่างไรบ้างสำหรับการสอนของเราในสองวันที่ผ่านมา เขาก็แจ้งให้ทราบว่าวันแรกปานกลาง แต่เมื่อวานนี้ดีมาก ได้ยินแล้วค่อยมีกำลังใจหน่อย

วันนี้มีสอนสิบคลาส เป็นวันที่ยาวนานมาก นักเรียนเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพวกที่มีทักษะด้านภาษาอังกฤษในระดับสูง จบการสอนแล้วเราก็กลับมาคุยกับสามีว่าเข้าใจแล้วทำไมประเทศเขาถึงพัฒนามาก เพราะมีคนแบบนักเรียนพวกนี้นี่เอง นักเรียนเหล่านี้มีความมุ่งมั่นมากในการเรียนภาษาอังกฤษ ถึงจะมีภาษาอังกฤษอยู่ในระดับที่ดีมากแล้วแต่ก็ยังมาฝึกฝนต่อเพื่อรักษาระดับนั้นไว้และมุ่งพัฒนาตัวเองต่อไป แต่ละคนมีความตั้งใจสูงมากที่จะเรียน ทั้งๆ ที่พวกเขาทำงานมาเหนื่อยมาก จันทร์ถึงศุกร์เราถามแต่ละคนทำงานประมาณวันละสิบเอ็ดชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ขนาดคนเป็นหมอ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษมากเท่าไหร่ในชีวิตประจำวันยังมาเรียนเลย ถ้าเป็นเราหรือ หากภาษาญี่ปุ่นเราอยู่ในขั้นเดียวกับภาษาอังกฤษของพวกเขาแล้ว เราคงไม่ค่อยอยากเรียนต่อเท่าไหร่ ขาดแรงจูงใจ

วันนี้ก็เป็นวันที่เหนื่อยอีกวัน แต่เราคิดว่าเราก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง จากนักเรียนทุกคน แต่ละคนก็ทำอาชีพที่แตกต่างกันไป การที่เราได้พบปะพูดคุยกับคนหลากหลายก็ทำให้เรามีความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับญี่ปุ่น อาชีพต่างๆ และได้พัฒนาเทคนิคการสอนให้เหมาะสมแก่ความต้องการและระดับของแต่ละคนด้วย ที่น่าดีใจอีกเรื่อง คือ การทำงานที่ผ่านมาสามวันของเรานี้ทำให้เก็บตังค์ซื้อพอซื้อของที่สามีต้องการในวันเกิดได้แล้วด้วยค่ะ เป้าหมายต่อไป คือ การเก็บตังค์เพื่อเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่น และซื้อตั๋วเครื่องบินกลับไทยไปเยี่ยมบ้าน
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย natkanasuta » อังคาร มิ.ย. 22, 2010 10:33 am

อาทิตย์ที่ 5 และปัจจุบัน

สรุปสถานะตอนนี้ งานเราก็เป็นงานที่มีรายได้ไม่แน่นอนเพราะเป็นงานตามความต้องการของโรงเรียนมากกว่า คือ ถ้าครูคนไหนป่วยหรือมาไม่ได้เราก็เสียบแทน ปัจจุบันเจ้าของโรงเรียนยังคงให้นักเรียนทุกคนเขียน feedback เกี่ยวกับการสอนของเรา ซึ่งก็ดีตรงที่เราจะได้รู้ตัวว่าควรปรับปรุงหรือไม่ แต่ถ้าวันหนึ่งมีคน complain ขึ้นมา งานที่นี่ของเราก็จบ แต่เราก็คิดว่าทำเก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปก่อน ในเมื่อเราไม่ได้มีข้อได้เปรียบเท่าคนที่เป็น native speaker อย่างน้อยถ้ามีประสบการณ์ก็เอาข้อนี้ไปสู้กับเขาเพิ่มเติมได้ และถ้ามีเงินมากกว่านี้อีกหน่อยก็จะได้เริ่มลงเรียนคอร์สภาษาญี่ปุ่นเพิ่มด้วยจะได้เพิ่มโอกาสด้านการงานและใช้ชีวิตประจำวันให้แก่ตัวเอง ทั้งนี้ จนกว่าจะได้เริ่มเซ็นสัญญากับบริษัทสอนออนไลน์อีกแห่งนั้น คงไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นคนมีงานที่เป็นหลักเป็นแหล่งทำได้ หวังว่าในอนาคต สักวันหนึ่งอาจมีโอกาสขยับขยายขึ้นไปเป็นพนักงานฟูลไทม์กับเขาบ้างนะ ยังไงก็ขอจบเรื่องราวไว้แค่นี้ก่อนแล้วกันค่ะ ถ้ามีเวลาและประสบการณ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ค่อยมาอัพใหม่

สุดท้ายเพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังหางานอยู่ และเผื่อจะเป็นประโยชน์ให้แก่คนที่กำลังหางานในญี่ปุ่นบ้าง ขอสรุปสั้นๆ สองข้อนะคะ (พิมพ์มาตั้งนานเพิ่งจะมีสาระกับเขาบ้าง)
1. ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น อย่ายอมแพ้ง่ายๆ ค่ะ ลองสมัครงานที่คิดว่าเหมาะสมกับเราไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งจะเป็นของเรา แหล่งหางานสำหรับเราส่วนใหญ่มาจากจากเว็บไซต์ gaijinpot และ jobs in japan กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ก็จะเป็นงานสอนภาษาอังกฤษ แต่ก็เห็นงานอื่นๆ ประปรายอยู่บ้าง โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีทักษะด้านภาษาอื่นๆ (เช่น จีน เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย พม่า เขมร เวียดนาม ฯลฯ) หรือทักษะด้านไอที ถ้าได้ภาษาญี่ปุ่นระดับ conversational ด้วยก็จะยิ่งดี นอกนั้น เวลาเราออกไปเดินนอกบ้าน มักจะเห็น ตามร้านอาหารติดป้ายรับสมัครพนักงานเสริฟ และตามร้านร้อยเยน แบบไดโสะ รับสมัครงานแคชเชียร์ เราก็อ่านไม่ออกหรอกนะ แต่คิดว่าเป็นประกาศรับสมัครน่ะ เพราะมีระบุกะเวลา และอัตราค่าจ้างไว้ด้วย เช่น 11.00-22.00 1,030 เยน
2. ช่วงเวลาตัดสินใจรับคนของที่นี่ เอาแน่เอานอนไม่ได้บางที่ถ้าถูกใจก็รับเลย บางที่ก็ใช้เวลานานมากประมาณสามสัปดาห์กว่าๆ เช่นที่แรกที่เราไปสัมภาษณ์ หรืออาจจะมีนานกว่านั้นก็ได้ ระหว่างนี้ถ้ารอนาน อาจจะลองมองหางานอื่นสำรองไปด้วย

สุดท้ายของสุดท้ายจริงๆ ขอยืมคำพูดของใครบางคนจากกระทู้ที่เคยเห็นในพันทิปมานะ ว่า คนไทยไม่แพ้ใครในโลก

ปล. นอกจากรายงานตอนเรียนกับงานวิจัยช่วงทำงานแล้ว เพิ่งจะพิมพ์อะไรยาวๆ อย่างนี้ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต สำหรับคนที่บล็อกก็ไม่มี ไดอารี่ก็ไม่เขียนอย่างเรา
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย meawmark » อังคาร มิ.ย. 22, 2010 11:45 am

แม๊ อ่านเรื่องคุณนัท สนุกค่ะ เราเชื่อว่าถ้าคุณได้อาชีพนี้ คงสอนนักเรียนสนุกไม่เบา ขอบคุณสำหรับประสบการณ์คะ อ้ออีกอย่างเราชอบตรงที่คุณพยามเก็บตังค์ซื้อของขวัญให้แฟน (เค้าคงปลื้มมากๆ) ที่คุณชอบทำอะไรด้วยตัวเอง..เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
meawmark
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 332
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ มิ.ย. 30, 2007 1:40 pm

โพสต์โดย sreda » อังคาร มิ.ย. 22, 2010 1:11 pm

<span style='color:gray'>ขอปรบมือให้คุณนัท กับความขยันและอดทน คนขยัน อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายค่ะและขออวยพรให้คุณได้งานประจำในเร็ววันค่ะ

ขอบคุณที่แบ่งบันเรื่องเล่าในต่างแดน ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆ กับเพื่อนๆ หลายคนในครัวฯค่ะ
ถ้ามีอะไรคืบหน้ามาเล่าต่อนะคะจะรออ่่าน

คุณนัทจบไป มารอเรื่องของคุณหมูแดงต่อค่ะ
</span>
<span style='color:blue'><b><a href='http://www.youtube.com/watch?v=yBOFkS6kpPk&feature=related' target='_blank'>ROOM 39</a></b></span><br><span style='color:green'><span style='font-size:8pt;line-height:100%'><b>เพียงแหงนมองฟ้าก็ดูจะปลดศักดาและความมุ่งหวังเกินตัวให้หมดสิ้้นไปได้</b></span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
sreda
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 162
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.ค. 03, 2008 12:17 pm

โพสต์โดย natkanasuta » พุธ มิ.ย. 23, 2010 2:16 am

@ คุณ meawmark ดีใจที่บอกว่าสนุกค่ะ ปรกติตอนสอนนักเรียนที่นี่ก็ค่อนข้างคุยกันเฮฮาค่ะ ส่วนเรื่องของขวัญวันเกิดแฟน ก็หวังว่าเขาจะปลื้มนะคะ ปรกติก็ซื้อให้ทุกปี ปีนี้ตอนแรกนึกว่าจะซื้อไม่ได้แล้วเพราะไม่มีตังค์เหมือนปีที่ผ่านๆ มา

@ คุณ sreda ขอบคุณสำหรับคำอวยพรค่ะ ปรกติเป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ค่ะ มีเวลามากแล้วฟุ้งซ่านเลยต้องหางานทำ ตอนมัธยมก็ไม่เท่าไหร่เรียนหนัก แต่พอไปมหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียแล้ว เรียนแค่อาทิตย์ละยี่สิบชั่วโมง เลยหางานทำตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งน่ะค่ะ ตอนนี้ไม่อดตายค่ะ แต่ยังกินแกลบอยู่เลย
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน
cron