หน้า 1 จากทั้งหมด 37

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ ก.พ. 17, 2006 1:21 pm
โดย นาย์
นาย์ก็ทำค่ะแต่ไม่ได้ออกไปทำนอกบ้าน จะทำงานส่วนตัว วันๆๆก็นั้งอยู่หน้าคอมนี้ล่ะค่ะ เพราะงานหายากมากๆๆ แต่คิดแล้วงานที่นาย์ทำเงินดีกว่าไปทำงานข้างนอกออกค่ะ. เดี๋ยวถ้าอยากรู้ว่านาย์ทำอะไรเดี๋ยวแอบไปบอกหลังบ้านฮิฮิ.

โพสต์แล้ว:
ศุกร์ ก.พ. 17, 2006 1:45 pm
โดย lea
ลีทำงานดูแลคนแก่ค่ะ ก็บ้านพักคนชรานี่แหละค่ะ ทำมาได้จะ4เดือนแล้วค่ะ กว่าจะได้งานนี้ก็รอมา3เดือนค่ะ ตอนแรกที่ไปสมัครก็แค่ตำแหน่งทำความสะอาดค่ะ(จริงๆไม่อยากได้ค่ะ เพราะว่ามันหนักแล้วก็เหนื่อยค่ะ ช่วงที่สมัครงานนี้ก็ทำความสะอาดที่ห้าง) เผอิญเวลาที่เค้าให้เราแค่ 25ชม/สัปดาห์ เราก็เลยไม่เอา ก็เลยถามเค้าว่ามีตำแหน่งอื่นไหม เค้าก็ยื่นใบสัครตำแหน่งดูแลคนแก่มาให้ ใช้เวลา1เดือนเพื่อรอการเรียกสำภาษณ์ วันที่ไปสำภาษณ์นี่ไม่อยากจะเชื่อเลย เค้าถามว่าเราอยากได้อะไรบ้าง เราก็บอกว่า ทำงานมากกว่า 30ชม/สัปดาห์ ไกล้บ้าน(ที่ทำงานมีสาขาเยอะ)เวลาทำงานต้องหลัง10.00 เค้าก็ให้เราที่เราต้องการ อันนี้เป็นอะไรที่ประทับใจมากๆ ที่เมืองไทยจะมีไหมเนี่ย ก็ใช้เวลา1เดือนสำหรับทางสาขาเรียกตัว รออีก 1เดือนสำหรับลงภาคประฏิบัติ ก็มีปัญหาที่ภาษา(อังกฤษ)มากอยู่เหมือนกัน เพราะเรายังฟังไม่ค่อยจะทัน พูดก็ยังไม่เก่ง แต่เพื่อนๆที่ทำงานก็น่ารัก ช่วยเหลือตลอด ส่วนคนแก่ก็มีทั้งน่ารักแล้วก็น่าตีค่ะ แต่ก็เหนื่อยทุกวันค่ะ เพราะคนแก่มีแต่จะต้องการ การช่วยเหลือมากขึ้นทุกวัน บางทีก็กวนอารมณ์มากด้วย บางทีก็มีงอแง บางทีเราพูดเค้าก็ไม่เข้าใจ เค้าพูดมาเราก็ไม่เข้าใจ เป็นงานที่ทำให้เราใจเย็นลงได้เยอะ
แฮ่ๆ เล่ามาซะยาวเลย คงไม่ว่ากันนะคะ เพราะว่าเป็นความประทับใจค่ะกับคนที่นี่(ที่ทำงาน)ด้วยน่ะค่ะ

โพสต์แล้ว:
เสาร์ ก.พ. 18, 2006 3:13 pm
โดย มาราตี
ตั้งเเต่มาอยู่เยอรมัน ก็ ทำงาน มา 3 ที่เเล้ว เละ ที่ที่ทำทุกวันนี้ เป็นที่ ที่ 4
งานเเรกที่ได้ทำ เป็นงาน ร้านดอกไม้ (จัดช่อดอกไม้ เเละ ขายดอกไม้ต่างๆด้วย) ตอนนั้นเพิ่งมาได้ 4 เดือน และกำลังเรียนภาษาเลย ลองหางานทำควบคู่กับเรียนไปด้วย
ทำได้ไม่นาน ก็ มีงานที่ดีกว่า เงินดีกว่า ก็เปลี่ยน เป็นร้านขายเสื้อผ้าบูติก ทำได้ เกือบๆ 2ปีครึ่งหมดสัญญา บริษัทจะต่อให้ เเต่ไม่เอา เพราะ ได้งานที่ร้านอื่น เค้าเสนอ เงิน เเละ ชัวโมงให้ดีกว่า เลยเปลี่ยน ทำอยู่ 2 ปี เบื่อ งานขายเสื้อผ้า จำเจ ไม่ก้าวหน้า ( สำหรับความคิดเราเองน่ะ ) สัญญาหมด เลยไม่ขอต่อ
ช่วงนี้ ทำงานโรงเเรม เเผนกบุเฟ่อาหารเช้า เพิ่งทำได้ยังไม่ถึงปี เลยยังไม่เบื่อ + กับงานที่เยอรมันช่วงนี้หายากมาก เลย ทำไปเรื่อยๆก่อน (เเบบว่าเลือกไม่ได้เเล้ว กลัวตกงานอะ 5555) ตอนนี้กำลังสนุกกับงาน ( เงินก็ โอเค ) พบปะผู้คน มากมายหลายชาติ สนุกดีคะ่
งานนี้ ปกติต้องเรียน 3 ปี เเต่มาราตีไม่ได้เรียน เค้ารับเข้าฝึกงาน 3 เดือน ผ่าน เลยได้ทำสัญญาทำงาน...
เเต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ ก็ ไม่ง่ายคะ่ ยิ่ง ภาษาเยอรมันด้วยเเล้ว ยิ่งไม่ง่ายเลย (สำหรับมาราตีน่ะคะ่ คนอื่นอาจจะว่าไม่ยากก็ได้ )
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้าเราตั้งใจซะอย่าง สิ่งที่เราต้องการ (ทำ) มักจะสำเร็จเสมอคะ่ EM196

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 8:46 am
โดย ม่านฟ้า
<span style='color:blue'>มาร่วมตอบด้วยคนค่ะ เพราะตั้งแต่มาอเมริกาเราลุยงานผ่านมาหลายแบบ เลยอยากจะมาเล่าสู่กันฟังเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ คือเราต้องมาเริ่มจากเลขศูนย์ก่อนเลยค่ะ
ล้างจานเป็นงานแรก (แบบเรียนด้วยทำงานด้วย) งานนี้เป็นงานที่ต้องยืนตลอดรายการค่ะ เพราะฉะนั้นต้องแน่ใจว่ากล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างแข็งแรงจริงๆ ตอนนั้นเราทำช่วงบ่าย ค่อนข้างเหนื่อยและหนักพอสมควร เพราะจานมีให้ล้างตลอดจนจบรายการเวรบ่าย แต่รายได้ดีและงานนี้ค่อนข้างหาง่าย เพราะเขาเปิดรับตลอดค่ะ มีพวกนักเรียนไฮสคูลและนักศึกษาที่หาเงินเรียนเองไปทำเยอะพอสมควร(รวมทั้งเราด้วย)
ต่อมาเราก็ไปทำงานที่ร้านอาหารจานด่วน(ฟาสฟู้ด) เพราะมีเพื่อนคนอเมริกันที่รู้จักกันไปทำอยู่ก่อนแล้ว เขาชวนให้ไปทำด้วยกัน งานนี้ได้ประสบการณ์หลายอย่าง สนุกก็สนุก แต่บางครั้งเจอลูกค้าที่หิวจัดๆจนตาลาย ก็เกือบจะถูกลูกค้ากระโดดงับน่อง เอ๊ย...จะฟ้องผู้จัดการหลายหน ในฐานที่เรายังงงๆกับรายการอาหารที่เขาสั่ง และเรายังแหลมไปถามลูกค้าอีกต่างหากว่าต้องใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง? คือตอนนั้นมีสองแผนกนะคะมีอาหารเม็กซิกันกับพิซซ่า เขาจะจัดเวรสลับกันไปเรื่อยๆ
หลังจากนั้นเราไปทำที่เนอร์สซิ่งโฮม เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองเคยทำงานด้านการรักษาพยาบาลที่เมืองไทยมานานพอสมควร แต่ที่ยังไม่ไปทำครั้งแรกก็เพราะที่อเมริกาเขาไม่ยอมรับวุฒิและประกาศนียบัตรที่เรามีมาจากเมืองไทย เขาให้เราไปสอบที่เนอร์สซิ่งบอร์ดประจำรัฐที่เราอยู่ เพื่อเอาใบประกอบโรคศิลป์ของเขาก่อน ซึ่งช่วงนั้นภาษาอังกฤษของเรายังไม่ค่อยได้เรื่องเลย (ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องค่ะ...นอกจากได้งาน) เกรงว่าถ้าไปสอบแล้วจะเสียค่าสมัครและเสียเวลาเปล่าๆ หลังจากเข้าไปสัมผัสชีวิตของคนแก่ในเนิร์สซิ่งโฮมแล้ว เรารู้สึกสงสารและใจคอหดหู่กับสภาพที่พวกเขาเป็นอยู่มาก เพราะแม้จะมีหมอมีพยาบาลคอยช่วยเหลือดูแลตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่แล้วคนแก่แทบทุกคนเขามีความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยวและไม่มีใครอยากถูกปล่อยทิ้งไว้ที่เนอร์สซิ่งโฮม ประกอบกับที่เราต้องเห็นพวกเขาจากไปอย่างเงียบเชียบ.. ทีละคน..ละคน..เราเลยทนกับความเศร้าสลดไม่ค่อยได้
ไปๆมาๆเลยตอนนี้เรามาจบที่งานไปรษณีย์ค่ะ งานนี้เขาจะเปิดรับสมัครให้สอบทุกสองปีนะคะ ถ้าไงลองไปติดต่อสอบถามไปรษณีย์ที่ใกล้บ้านคุณอีกครั้งนะคะ(ถ้าสนใจ) แต่สอบผ่านข้อเขียนแล้วไม่ใช่ว่าเขาจะบรรจุทันทีนะคะ เพราะต้องรอสัมภาษณ์จากไปรษณีย์ที่คุณเลือกไว้ตอนที่สอบข้อเขียนน่ะค่ะ เขาจะให้รายชื่อมาให้เลือกหลายแห่งตามระหัสที่ใกล้เคียงกับเมืองของคุณ ทีนี้ไปรษณีย์แต่ละแห่งก็จะมีรายชื่อคนที่สอบข้อเขียนได้มาคัดเลือกตัวอีกที ในแต่ละไปรษณีย์ที่จะไปสอบสัมภาษณ์นั้น คุณก็จะต้องกรอกข้อความในใบประวัติอีกเป็นชุดนะคะ ชุดหนึ่งประมาณสามสิบห้าหน้าค่ะ ต้องนี้แหละที่เราอยากกรี๊ดๆๆๆ เพราะคำถามค่อนข้างซอกแซกและวกไปวนมาพอสมควร สมมุติว่าคุณผ่านสัมภาษณ์แล้ว ก็ต้องรอการตรวจสอบประวัติด้านอาชญากรรมก่อน โดยเขาจะติดต่อไปตามทุกชื่อทุกที่อยู่ที่คุณเขียนระบุไว้ในใบประวัติ ต่อจากนั้นไปตรวจร่างกายเพื่อดูว่าเสพยาเสพติดอะไรหรือเปล่า? ถ้าผ่านทุกขั้นตอนเขาจะโทรมาเรียกตัวไปทำงานค่ะ แต่ถ้าไม่ผ่านคุณจะได้รับจดหมายแจ้งมาค่ะ
เป็นไงคะหลับหรือยังคะกับคำตอบที่ยาวเกือบสิบไมล์? ในความเห็นส่วนตัวของเรานะ..เราคิดว่าไม่ว่างานอะไรก็ตาม สู้งานที่เป็นงานส่วนตัวเองไม่ได้หรอกค่ะ หรือเป็นเพราะเราเป็นคนที่ไม่ชอบทำงานแบบระบบเวลาที่เร่งรัด และต้องขึ้นอยู่กับความคิดของคนอื่นตลอดเวลาก็ได้นะคะ เพราะถ้าเป็นงานของเราเองเราก็สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ทุ่มเทได้เต็มที่ นี่เรายังกะว่าถ้าเก็บเงินได้สักก้อนก็จะหาธุรกิจส่วนตัวเล็กๆน้อยๆทำเองค่ะ (คงจะไม่อยู่กับงานนี้ไปจนเกษียณแน่ๆ)
อีกวิธีที่คุณจะหางานได้ก็ลองส่งresumeหรือประวัติย่อๆเกี่ยวกับ ประสบการณ์การทำงานของคุณรวมทั้งประวัติการศึกษา ไปตามสถานที่ต่างๆที่คุณสนใจจะไปทำก็ได้นะคะ หรือลองไปตามสถานที่ที่เขาจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงานตำแหน่งต่างๆ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่าJob Fairก็ดีค่ะ ที่นั่นจะมีรายละเอียดต่างๆมากมาย
อย่างไรก็ตาม..เราขอให้คุณโชคดีนะคะ ขอให้สมปรารถนาในสิ่งที่ตั้งใจไว้ค่ะ
จากม่านฟ้า...</span>

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 9:07 am
โดย พนิดา
สวัสดีค่ะ ต่ายมาอยู่เบลเยี่มก็เกือบหกปี มาอยู่ตอนแรกก็ทำงานก็เป็นงานร้านอาหารไทยก่อน เพราะเลือกไม่ได้ และเราก็ไปโรงเรียนด้วย ควบคู่กันไปค่ะ พอพูดภาษาที่นี่ได้แล้วก็เปลี่ยนที่อื่น ก็เป็นร้านอาหารเหมือนกัน แต่เป็นของฝรั่งค่ะ ร้านใหญ่มาก ต่ายทำทุกอย่างทั้งทำความสะอาด และก็ช่วยในครัวค่ะ งานหนักมาก แต่ก็ทำได้ไม่นานก็เปลี่ยนใหม่ ไปสมัครออฟฟิตที่เขารับสมัครงาน ก็ได้งานในครัวอีก เหมือนเดิม และก็ไกลบ้านด้วย ตอนนั้นก็ทำงานกลางคืนควบคู่กันไปด้วย เพราะกลัวตกงานเลยเอาหมดทุกอย่าง ทำงานร้านอาหารค่ะ ผักกับข้าว ร้านใหญ่มาก หรูค่ะ แต่เจ้าของเห็นแก่ตัว แต่ก็ทนทำไป พอดีไปสมัครที่อื่นไว้ด้วยเพราะที่ทำในครัวตอนกลางวันใกล้จะหมดสัญญา พอได้ที่ใหม่เป็นงานโรงงานค่ะ ทำที่นี่ได้มา ๔ ปีกว่าแล้ว พอได้สัญญาเป็นพนักงานประจำก็ เลิกงานร้านอาหารทั้งหมดค่ะ ดีจังมาก เพราะได้งานประจำแล้ว
งานก็หายากเหมือนกัน พวกงานโรงงานน่ะค่ะ แต่งานอื่นหาไม่ยากเท่าไร ถ้าเราไม่เลือกงานน่ะคะ ต่ายทำทุกอย่างถ้าเรามีงานอะไรเราก็ทำไปก่อน หาที่ดีกว่าก็ไปทำที่อื่น ไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเฉยยย ทุกวันนี้ก็ยังทำงานที่โรงงานอยู่ค่ะ สวิสดิการดีกว่าทำงานร้านอาหารค่ะ เพราะถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง และไม่มีใครเอาเปรียบใคร ทุกคนเขาจะมีหน้าที่งานกัน ไม่มีใครมาว่ามาจู้จี้ มาว่าดูถูกเราเหมือนงานอื่นๆดีค่ะ
อยากจะบอกว่า ถ้าเราไม่เลือกงาน เราก็มีงานทำ มีเงินใช้ โดยไม่ต้องไปขอใคร ภูมิใจด้วยตัวเราเอง อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป ใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ เพราะวุฒิการศึกษาของเมืองไทยนั้นใช้ไม่ได้ เกิดเป็นคนต้องสู้ ให้ถึงที่สุด แล้วถึงเวลานั้น เราก็จะภูมิใจในตัวเราเอง โดยไม่ต้องเพิ่งคนอื่นค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 12:16 pm
โดย อ้อย จ้า
สวัสดีค่ะอ้อยก็มาอยู่อังกฤษได้ ๑๐ ปีพอดีปีนี้แล้วตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ทำงานมาตลอดเลยค่ะงานแรกคืองานเสริฟอาหารที่ร้านอาหารไทยทำได้แค่เดือนเดียวก็ออกค่ะคือไม่ชอบผัวของเจ้าของร้านน่ะเป็นฝรั่งต่อมาได้งานที่สวนดอกไม้งานชอบมากเพราะได้อยู่กับดอกไม้ทั้งวันเลยจะมีแผนกตัดแล้วก็มัดดอกไม้เป็นกำๆแล้วก็แพ็คใส่ถุงเอาใส่ถังที่ใส่น้ำผสมน้ำยาเพื่อดอกไม้จะได้เก็บไว้ได้นานๆพอได้เต็มคันรถก็เข็นเข้าไปเก็บในห้องเย็นวันพุธก็แพ็คใส่กล่องมีรถมารับเอาไปส่งที่ลอนดอนตอนเย็นวันหนึ่งทำงาน๘ชั่วโมง๘โมงเช้าถึง๕โมงเย็นพักเที่ยง๑ชั่วโมงเจ้าของสวนเป็นฝรั่งมีเมียคนไทยชื่อพี่น้อยใจดีมากๆเลยพักเที่ยงพี่น้อยจะทำส้มตำให้ทานทุกวันทำงานกับพี่น้อยสนุกมากๆเลยแต่เสียดายที่พี่เค้าย้ายกลับไปอยู่เมืองไทยอ้อยก็ต้องต้องทำงานกับนายฝรั่งคนใหม่ที่มารับกิจการต่อจากพี่น้อยกับแฟนแต่นายใหม่เงินไม่ค่อยดีเลยออกแล้วไปสมัคงานใหม่ได้งานโรงแรมอยู่แผนกเสริฟอีกแล้วและงานนี้ก็ต้องทำเป็นกะทำได้๖เดือนก็ออกเหตุที่ออกเพราะว่าเราไปเที่ยวแคนาดา๓อาทิตย์แต่ผู้จัดการเขาให้ไปแค่๒อาทิตย์เราเลยยื่นใบลาออกเสียเลยแล้วก็มาได้งานร้านอาหารไทยอีกทำอยู่ได้๒ปีกว่าๆล้างจานนะงานนี้งานหนักมากเจ้าของร้านเห็นแก่ตัวทิปไม่เคยแบ่งเลยทำงานคืนละ๒๐ปอนด์เกลียดเจ้าของร้านผู้ชายมากๆเป้นฝรั่งน่ะแต่เมียเขาใจดีบางทีแอบเอาทิปยัดใส่มือให้ทำๆอยู่เขาก็ประกาศขายร้านอีกแล้วแต่ขายให้ฝรั่งเอาไปทำร้านอาหารฝรั่งเศษเราก็ต้องออกอีกแล้วไปทำงานร้านอาหาร
กรีกอยู่ติดกับร้านเก่าล้างจานอีกแล้วทำได้๒อาทิตย์มั้งเลยออกเพราะไม่แบ่งทิปให้คนที่ทำงานข้างในครัวไอ้เราล้างจานแทบตายไม่อยากจะแบ่งทิปให้เซ็งๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วพอดีเดินผ่านร้านเก่าที่เคยทำอยู่เห็นเขาประกาศรับสมัคคนล้างจานเราก็ไปสมัคเขาให้ไปทำวันรุ่งขึ้นเลยตอนนี้ทำที่ร้านนี้มา๕ปีแล้วค่ะชั่งโมงล่ะ๕ปอนด์บวกทิปอีกต่างหากทำงานกับฝรั่งเจ้านี้ใจดีที่สุดเลยค่ะตอนกลางวันอ้อยก็ไปทำความสะอาดที่ร้าน๑ชั่วโมงบอสมารับทำงานเสร็จก็เลยไปยิมเลยแล้วกลางคืนทุ่มหนึ่งถึงจะไปทำงานอีกทีงานก็สบายนายก็ใจดีแขกก็ดีทิปดีมากๆเลยค่ะตอนนี้ชีวิตของอ้อยก็มีความสุขขึ้นมาเยอะเลยส่งลูกสาวที่เมืองไทยเรียนจนจบปริญญาแล้วเงินที่อ้อยทำงานมาตลอดเหลือเก็บก็ส่งให้แม่ใช้บ้างเอาไปซื้อที่นาที่บ้านบ้างมันเป็นความภูมิใจสุดๆเลยค่ะที่สองมือน้อยๆนี้สร้างความฝันให้กับชีวิตตัวเองเปนความจริงขึ้นมาได้ ขอโทษนะคะอาจจะยาวไปหน่อย

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 1:14 pm
โดย หมูแดง
หมูแดงก็ทำงานเหมือนกันค่ะ เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ ๓ ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานได้ในประเทศนี้ แล้วก็ทำมาเรื่อยนับแต่นั้น รวมเวลาแล้วก็ ๖ ปีเต็มแล้วค่ะ
หมูแดงเข้าประเทศอังกฤษมาด้วยวีซ่าคู่หมั้นนะคะ ตอนนั้นมีกฎว่าจะต้องแต่งงานภายใน ๖ เดือน หากไม่แต่งก็จะต้องถูกส่งตัวกลับประเทศไทย ระหว่างที่รอแต่งงานนี้จะไม่สามารถทำงานได้ หลังแต่งงานแล้ว ต้องส่งเรื่องไปต่อวีซ่าที่ Home Office เปลี่ยนจากวีซ่าคู่หมั้นเป็นวีซ่าคู่สมรสอีก ๑ ปี แต่อนุญาตให้ทำงานได้ทุกอย่าง แต่ไม่สามารถเบิกสวัสดิการจากรัฐได้ วันแรกที่ Home Office ส่งจดหมายแจ้งว่าวีซ่าอนุมัติและอนุญาตให้ทำงานได้นั้น หมูแดงแต่งตัวเดินเข้าเมืองไปติดต่อกับบริษัทจัดหางานทุกแห่ง เอาประวัติการทำงานของเราไปทิ้งไว้ และแจ้งความประสงค์ว่าต้องการทำงานอะไร ทุกแห่งบอกว่าจะติดต่อกลับมาแต่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อเลยค่ะ มีเพียงแห่งเดียวที่พอเราเดินเข้าไปบอก เขาก็ขอทดสอบทักษะต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ การอ่าน การเขียน ทุกอย่างผ่านหมดด้วยคะแนนดีเยี่ยม ยกเว้น Audio Typing ซึ่งเป็นงานที่เราไม่เคยทำมาก่อน
อ้อ.. เล่าแบ็คกราวด์ให้ฟังหน่อยว่าสมัยที่อยู่เมืองไทยนั้น หมูแดงเป็นเลขาผู้บริหารนะคะ ไม่เคยทำงานอื่นเลยนอกจากงานนี้เป็นเวลา ๑๕ ปี เมื่อมาอยู่อังกฤษจึงตั้งใจที่จะทำงานนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้มองหางานอื่นเลย ในวันที่เดินเข้าเมืองไปติดต่อกับบริษัทจัดหางานนั้นก็บอกเขาไปว่าต้องการงานประเภทนี้ แต่หายากมากค่ะ มีเพียง ๔ บริษัทเท่านั้นที่เรียกไปสัมภาษณ์ แต่ก็ไม่ได้งานค่ะ
ในวันแรกที่เข้าเมืองไปนั้น นอกจากจะไปหาบริษัทจัดหางานแล้ว ยังไปติดต่อกับ Job Centre ด้วย ก็ส่งใบสมัครไปนับสิบแห่ง แต่โชคก็ไม่เข้าข้าง งานแรกที่ได้ทำกลับเป็นงานที่บริษัทที่ลุงเด๋อทำงานอยู่ คือลุงเด๋อแนะนำว่าให้เอา CV ไปส่งไว้ที่ฝ่ายบุคคลที่บริษัทด้วย เผื่อเขามีตำแหน่งว่างจะได้เรียกเราไปทำงาน หมูแดงเลยติดรถลุงเด๋อไป แล้วก็เข้าไปคุยกับเขา เล่าให้เขาฟังว่าตอนอยู่เมืองไทยเราเคยทำอะไรมาบ้าง หลังจากนั้นอีก ๓ วันเขาก็เรียกไปทำงานค่ะ เป็นพนักงานชั่วคราวตำแหน่ง Admin. Assistant หน้าที่เหมือนเสมียนน่ะค่ะ คือพิมพ์จดหมาย ส่งจดหมาย ส่งเอกสาร จัดเอกสาร ฯลฯ แต่เพราะงานที่ออฟฟิศน้อยมาก เลยทำให้เบื่อ ไม่สนุก หมูแดงเป็นคนไฮเปอร์มากค่ะ ถ้าให้นั่งว่างๆโดยไม่ทำอะไรเลยจะนั่งหาวและหลับ อดทนทำงานนี้อยู่ได้ ๓ อาทิตย์ งานที่เขาทำค้างไว้ก็ถูกเคลียร์จนหมด จนผู้จัดการแปลกใจแล้วก็งงว่าจะหาอะไรให้ทำดี เมื่อเขาหาให้ไม่ได้ และหมูแดงก็ทนนั่งเฉยๆแล้วรับเงินค่าแรงไม่ได้ ก็เลยลาออกค่ะ ผู้จัดการเข้าประชุม หมูแดงก็เอาจดหมายลาออกไปวางไว้ให้ แล้วก็เดินไปบอกฝ่ายบุคคล แล้วก็ออกมาค่ะ งานนี้ได้ค่าแรงชั่วโมงละ ๕.๕๐ ปอนด์ รับเงินทุกวันศุกร์ค่ะ
หลังจากออกจากที่นั่นก็เดินเข้าเมืองอีก เพื่อไปดูงานที่เขาติดประกาศตามหน้าต่างร้านขายของ เจองานที่ร้านบูทส์ เลยเข้าไปสมัคร เขาก็สัมภาษณ์วันนั้นแล้วบอกว่าจะติดต่อมา หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันเขาก็เรียกมาจริงๆค่ะ เลยได้ไปทำงานที่ร้านนี้ ทำอยู่ได้ ๖ เดือนก็ลาออกมาค่ะ เพราะไม่ชอบที่เขาไม่รักษาสัญญาและเหนื่อยมากๆค่ะ (เดี๋ยวมาเล่าต่อนะคะ emergency)

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 2:45 pm
โดย ขวัญตา
เข้ามาอ่านค่ะมีประโยชน์จังเอาไว้เป็นแนวทางแม่บ้านครัวเราเก่งๆกันทั้งนั้นเลยนะค่ะ
เอ้าพี่หมูแดงอ่านกำลังสนุกเลยค่ะมารอภาคสองค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 10:38 pm
โดย หมูแดง
กลับมาเล่าต่อเรื่องประสบการณ์การทำงานที่ร้านบูทส์นะคะ ร้านนี้เป็นร้านเดียวกันกับร้านที่มีสาขาอยู่ที่เมืองไทย ต้นกำเนิดของร้านบูทส์ก็อยู่ที่ประเทศอังกฤษนี่แหละค่ะ แต่เดิมเป็นเพียงร้านขายยา แล้วขยายกิจการมาเรื่อยๆจนเดี๋ยวนี้เป็นร้าน consumer ขายสินค้ามากมาย ล้วนแต่เป็นของจำเป็นต้องใช้ภายในบ้านทั้งนั้น ตอนที่ไปสมัครงานเขาบอกว่าจะให้เป็น Customer Assistant มีหน้าที่นั่งเก็บเงินที่ till หรือเครื่องเก็บเงินน่ะค่ะ พูดง่ายๆภาษาคนไทยที่เข้าใจกันก็คือเป็นแคชเชียร์ (cashier) นั่นเอง ช่วงแรกๆเขาก็ให้ทำนะคะ นั่งที่เครื่องเก็บเงินทั้งวัน พอทำไปได้สัก ๒ อาทิตย์เขาก็มาบอกว่าต้องสลับนะ คือต้องนั่งเก็บเงินด้วย และช่วยที่ floor shop ด้วย คือคอยดูแลลูกค้า จัดของ หาของให้ลูกค้า เช็คสต็อก ทำทุกอย่างแหละค่ะ ตอนนั้นเริ่มตะหงิดๆหน่อยๆแล้วว่าตอนที่จ้างเราไม่ได้บอกนี่ว่าต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย แต่ใจก็คิดว่าไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นประสบการณ์ของเราที่จะได้เรียนรู้งานหลายๆอย่าง แต่ทำไปทำมา งานมันหนักกว่านั้นค่ะ เพราะเราเป็นคนทำงานเร็ว พอได้ลงมือทำงานแล้วจะลืมทุกอย่าง ลูกบ้าเที่ยวล่าสุดเลยค่ะ งานหนักๆก็ทำไม่ระย่อ เวลาพัก เวลาเบรคก็ไม่ไป เพื่อนฝรั่งที่ทำงานอยู่ด้วยกันก็เริ่มออกลาย คอยฝากงานตอนพวกเขาไปเบรค ให้ช่วยดู คือทุกคนจะได้รับอนุญาตให้พักเบรค ๒ ช่วงๆละ ๑๕ นาทีนะคะ เช้าครั้งหนึ่ง และบ่ายอีกครั้งหนึ่ง ใครจะไปตอนไหนก็ตกลงกันเอง เพราะต้องมีคนที่อยู่ชั้นล่างคอยดูแลลูกค้าด้วย คนที่จะพักก็ขึ้นไปชั้นบน เราก็จะโดนขอเป็นประจำ พอถึงเวลา ๑๐ โมงครึ่งที่เป็นเวลาของเรา อ้าว.. ไอ้คนที่ไปพักก่อนหน้านี้ยังไม่ยอมลงมาอีก พอเขาไม่ลงมา เราก็ทิ้งไปไม่ได้เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครอยู่ทำงานเลย เราก็รอไปซิ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง นั่นหมายถึงเขาใช้เวลาพักของเขาไป ๑๕ นาที แล้วกินเวลาเราไปอีก ๑๕ นาที พอเขาลงมา เราก็จะขอตัวขึ้นไปบ้าง ไอ้คนที่รอไปพักต่อจากเราก็บอกว่าถึงเวลาที่เขาต้องไปแล้ว เราก็เอ๊ะ.. ยังไง เธอก็ต้องรอเราลงมาก่อนซิ เพราะไอ้ชุดแรกมันเลทมา ไม่ใช่ความผิดของเราซักหน่อยที่เราไปช้า เขาก็ไม่ฟังหรอกค่ะ แรกๆหมูแดงก็หยวนนะ ครั้งแรก ครั้งที่สอง ครั้งที่สาม พอหลายๆครั้งเข้า เอ๊ะ.. ชักถี่ นี่มันฮั้วกันแกล้งเราหรือเปล่าหว่า ก็เลยไม่ยอม พอไม่ยอมก็เถียงกันซิทีนี้ ด่ากันเลยแหละ เราคนไทยหัวดำๆนี่แหละ ด่าฝรั่งไฟแล่บเลย ก็เป็นเรื่องซิคะ ผู้จัดการเรียกไปว่า ก็ไปด่าผู้จัดการอีก คือตอนนั้นนะมันเลือดขึ้นหน้ามากๆ โกรธมากๆ โดยเฉพาะเรารู้สึกว่าพวกฝรั่งเนี่ย เห็นเราเป็นคนเอเซียเลยไม่เห็นเรามีคุณค่าไง นึกจะโขกจะสับยังไงก็ได้ สิ่งที่เขาทำกับเรา เขาไม่ยักกะทำกับพวกฝรั่งด้วยกัน เขาไม่ได้ทรีตเราเป็นคน และมองเห็นความไม่เท่าเทียมกันชัดเจน
ตอนนั้นนะ นึกว่ายังไงคงถูกไล่ออกแน่ๆ แล้วก็ยังไม่พ้น probation หรือช่วงทดลองงาน ๓ เดือนด้วย แต่เขาก็ไม่ได้ไล่ออกนะ แค่ตัดคะแนน ให้เซ็นต์ชื่อยอมรับว่าเป็นคนหาเรื่องทะเลาะกับเพื่อน เราก็ไม่เซ็นต์หรอกเพราะไม่ยอมรับไง เราไม่ใช่คนก่อเรื่อง แต่พวกเขาเอาเปรียบเรา และขี้โกงเวลาพักเบรคของเราต่างหาก ผู้จัดการไม่กล้าไล่ออกเพราะขาดคนทำงาน เลยย้ายเราไปทำงานในห้องสโตร์แทน โอ๊ย.. คุณขา นรกชัดๆ
ร้านบูทส์ที่เมืองนี้นะคะ เป็นตึก ๔ ชั้น มีลิฟท์ขนของ ๓ ตัว แต่ทุกวันจะต้องมีตัวใดตัวหนึ่งเสีย หรือไม่ก็เสียหมดทั้ง ๓ ตัว เราต้องวิ่งขึ้นวิ่งลงบันไดเอาเองเวลาหาของให้ลูกค้า ที่อังกฤษนี่ลูกค้าใหญ่มากๆเลยค่ะ จะเอาอะไรก็ต้องหาให้ได้ ถ้าหาให้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของที่โฆษณาไว้ ไม่ว่าลูกค้าจะไปเห็นโฆษณาที่ไหนมา ถ้าเป็นของร้านบูทส์แล้วเขาต้องการซื้อ เราต้องหาให้เขาให้ได้ค่ะ ไม่งั้นฟ้องกันแหลกราญหมดเลย ผู้จัดการจะกลัวกรณีแบบนี้มากๆ ฉะนั้น ทุกครั้งที่ลูกค้าหาของไม่เจอ เราต้องเช็คให้เขาว่ามีในสต็อกมั้ย โดยการเช็คจากเครื่องเก็บเงินนั่นแหละค่ะ มันจะมีระบบให้เช็คได้ ถ้าเครื่องบอกว่ามีเหลืออยู่ เราก็ต้องไปหยิบมาให้ลูกค้าให้ได้ และบ่อยครั้งที่ของมันไม่ได้อยู่ที่ชั้นวางขาย เราก็ต้องวิ่งขึ้นไปหาที่ห้องสโตร์ให้ แล้วถ้าลิฟท์เสียนะคุณเอ๊ย.. วิ่งขึ้นบันไดไปอีก ๓ ชั้นค่ะ ไม่ได้ขึ้นง่ายๆนะ ต้องมีบัตร มีรหัสกดผ่าน กว่าจะไปได้ก็เกือบกระอักเลือดนั่นแหละค่ะ เพราะต้องหาให้ได้โดยเร็วที่สุด การหาของในสโตร์เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรเลยค่ะ เพราะพวกฝรั่งนี่ชุ่ยสุดๆ ไม่เคยเอาของเก็บเข้าที่เข้าทางกันเลย ผ้าอ้อมที่ควรจะหาเจอที่ชั้นผ้าอ้อม อาจจะไปอยู่รวมกับผ้าอนามัยได้ ยิ่งของชิ้นเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งหาได้ยากเท่านั้น
ห้องสโตร์ที่นี่นะคะ เขาใช้ชั้นเหล็กธรรมดาๆนี่แหละ คงพอนึกภาพกันออก แต่ซ้อนกันประมาณ ๕ ชั้น การเอาของขึ้นไปเก็บ กับการยกของลงมาคือฝันร้ายที่ไม่มีใครอยากเจอ บริษัทก็ใหญ่โต แต่ไม่มีบันไดให้ใช้นะคะ แล้วคิดดู หุ่นเตี้ยล่ำอย่างหมูแดงเนี่ย อย่างดีก็ตะกายได้แค่ชั้น ๓ ถ้าของวางอยู่ที่ชั้น ๔ หรือชั้น ๕ ก็ไม่มีทางจะหยิบถึงได้ นอกจากการปีน มีครั้งหนึ่ง ต้องปีนขึ้นไปเอากล่องทิชชูบนชั้น ๕ นึกสภาพนะคะ ไม่ใช่ทิชชูกล่องเล็กๆที่เราซื้อมาใช้ แต่เป็นกล่องที่ใส่ทิชชูประมาณ ๑๐๐ กล่องอยู่ในนั้น มันจะมโหฬารและหนักขนาดไหน แล้วหมูแดงพลาดค่ะ กล่องใหญ่ๆนั่นตกลงมาใส่หัวหมูแดง ถึงทรุดเลยนะคะ มึนมาก ดาวขึ้นมาเต็มท้องฟ้าเลย นั่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ นึกว่าคอหักซะแล้ว เจ็บมากๆ ถึงกับน้ำตาร่วงเลยนะ เจ็บจริงๆ โทรศัพท์ก็ดังกริ๊งกร๊างมาตาม แต่ไม่ไหวค่ะ ลุกไม่ขึ้นเลย ผู้จัดการจอมโหดมาว่าอีกว่าหาของช้า ไม่ว่าจะอธิบายยังไงว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ฟังค่ะ แทนที่จะพาเราไปหาหมอ กลับมาหาว่าเป็นความผิดของเรา อยากกระโดดถีบหน้าผู้จัดการมากๆเลยตอนนั้น

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ก.พ. 19, 2006 11:57 pm
โดย ออย
กำลังมันส์เลยพี่หมูแดง แล้วยังไงต่อล่ะ?????
<span style='color:#222222'>ขอติดไว้คืนพรุ่งนี้มาเล่าต่อละกันนะ ง่วงมากๆเลยตอนนี้ เกือบเที่ยงคืนแล้ว พรุ่งนี้โอทีนรกเริ่มตอน ๗ โมงเช้าด้วยค่ะ EM167</span>

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ก.พ. 20, 2006 5:05 am
โดย แคลวิน
ว้า พี่หมูแดง ง่วงซะแล้วกำลังสนุกพอดี
คนไทยนี่เก่งนะคะ อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย
ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ค่ะ

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ก.พ. 20, 2006 6:10 am
โดย บีบี
พี่หมูแดง เล่าเรื่องกำลังเข้าได้เข้าเข็มเลยอ่ะ หายไปไหน จะรออ่านต่อนะคะ มาโพสให้อ่านต่อด่วนคะ มันคาใจ EM076

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ก.พ. 20, 2006 10:48 pm
โดย nongnooc
อ่านแล้วมีประสบการณ์ดีๆ จังเลย ของพี่หมูแดงก็สนุกมากค่ะ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังต่อนะคะแล้วพรุ่งนี้จะแวะเข้ามาอ่านใหม่ค่ะ
ยังไงก็ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของตัวเองนะคะ..........

โพสต์แล้ว:
อังคาร ก.พ. 21, 2006 1:27 am
โดย ป้ามุกดา
ป้าก็มาอ่านด้วย ประสบการณ์น่าสนใจกันทั้งนั้นเลย สงสัยต้องรออ่านตอนต่อไปของคุณหมูแดงตอนป้ากลับบ้านคราวหน้าซะแล้ว อิ อิกำลังออกรสออกชาดทีเดียวค่ะ

โพสต์แล้ว:
อังคาร ก.พ. 21, 2006 8:52 am
โดย pkratae
มาอยู่เมกาได้ 4 ปีเต็มๆค่ะ.ตอนแรกมาถึงก็ทำงานที่คลินิก ก็ทำเกี่ยวกับพวกบิลต่างๆ...แล้วก็ออกไปเสริฟที่ร้านอาหารไทย..(เพราะว่าอยากมีประสบการณ์ด้านนี้..อนาคตอยากมีร้านเป็นของตัวเอง ฮิๆๆ) ทำได้ไม่กี่เดือนท้อง..(แพ้มากๆๆ) เลยต้องออกมาอยู่บ้าน.. ตอนนี้ เหะๆๆ..ไม่อยากจะบอกเลยว่า..ทำงานกะเค้า 24 ชั่วโมงเหมือนกันหงะ..ฮิๆๆ..แบบว่าเป็นแม่บ้าน...(งานนี้หนักเอาการใช่บะ..)...วุ่นวายๆวิ่งตลอด..ผมยุ่งไปหมด..เหะๆๆๆ... เนี้ยะกะว่าจะไปหางานทำนอกบ้านกะเค้าสักที...สมัครไปหลายที่แล้ว..แต่ว่ายังไม่เห็นที่ไหนเรียกสักที่เลย..