หน้า 1 จากทั้งหมด 2

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 3:56 pm
โดย chiangmai
วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7188 ข่าวสดรายวัน


<span style='color:red'>เชิดชู"อภิสิทธัตถะ" เป็นเรื่อง องค์กรพุทธเดือด</span>

ประณาม-จี้ขมา ทาบพระพุทธเจ้า มส.ติงไม่เหมาะ ไพบูลย์โต้ลบหลู่ ชี้เป็นการเล่นคำ

ประณาม - ศูนย์ พิทักษ์พระพุทธศาสนายื่นหนังสือถึงกมธ.ศาสนา สภาผู้แทนราษฎร ประณามนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่เชิดชูนายกรัฐมนตรีเป็น "อภิสิทธัตถะ" ชี้ไม่เหมาะสม ลบหลู่พระพุทธเจ้า เมื่อวันที่ 3 ส.ค.

"อภิ สิทธัตถะ" เป็นเรื่อง ศูนย์พิทักษ์พุทธ ศาสนาบุกยื่น กมธ. ศาสนาคำเชิดชู "มาร์ค" เป็น "อภิสิทธัตถะ" โวยจาบจ้วง ลบหลู่เหยียดหยาม เอาพระนามพระพุทธ เจ้าไปเปรียบเทียบ จี้ "ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม" กก.สมัชชาปฏิรูป คนกล่าวยกย่อง ขอโทษพุทธศาสนิกชน ขอขมาพระรัตนตรัย ขณะที่เจ้าตัวโต้ลบหลู่ ระบุเป็นการเล่นคำ "สิทธัตถะ" ภาษาบาลีแปลว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมาย ไม่เกี่ยวกับศาสนา ย้ำนายกฯ ฉลาดเหมือน "สัตบุรุษ" ถ้าปรองดองสำเร็จก็เรียกว่าอภิสิทธัตถะ ด้านพระผู้ใหญ่ กรรมการมหาเถรฯ ติงไม่เหมาะ จะยกย่องใครอย่าเอาพระพุทธเจ้าไปเปรียบเทียบ

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่รัฐสภา ตัวแทนศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส นำโดย พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล กรรมการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ เข้ายื่นหนังสือของพระเทพดิลก ประธานกรรมการบริหารศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ต่อนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ผ่าน พ.อ.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศาสนาฯ เพื่อขอให้พิจารณาคำพูดของนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) กรณีกล่าวยกย่องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า "การสร้างความปรองดอง หรือปฏิรูปประเทศ ถ้าทำได้จะเป็นนายอภิสิทธัตถะ"

พล.อ.ธงชัย กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าคำพูดดังกล่าวไม่เหมาะสม เอาพระนามเดิมของพระพุทธเจ้ามาใช้ ถือเป็นการจาบจ้วง ลบหลู่ เหยียดหยามพระบรมศาสดาของพุทธศาสนิกชน ผู้กล่าวเช่นนี้ควรถูกประณามจากชาวพุทธทั่วประเทศ และทั่วโลก เพราะถือว่าไม่ยกย่องแล้วยังมาเหยียบย่ำซ้ำเติม ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของนายไพบูลย์ เพื่อให้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างของคนอื่น และให้นายไพบูลย์ ออกมายอมรับผิดและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และขอขมาต่อพระรัตนตรัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ตัวแทนศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ยังนำความเห็นของพระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ แนบหนังสือมาด้วย โดยระบุว่า การจะยกย่อง หรือนิยมชมชอบในตัวนายกฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การจะเชิดชูคุณงามความดี จนถึงขนาดเปรียบเทียบกับพระ พุทธเจ้า ด้วยการใช้พระนามของพระองค์มาเป็นเครื่องมือนั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะศรัทธาเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง ไม่ควรนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์ต่อตนเอง ไม่เช่นนั้นทุกคนจะหมดศรัทธาได้

ด้านนายไพบูลย์ ผู้ยกย่องนายกฯ เป็นนายอภิสิทธัตถะ กล่าวชี้แจงว่า การที่พูดไปได้อธิบายชัดเจนว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว ไม่ได้หมายถึงชื่อของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนชื่อไพบูลย์ แปลว่าเต็ม ก็มาใช้ในความหมายว่าร่วมวงศ์ไพบูลย์ เป็นต้น เป็นการเล่นคำว่าท่านนายกฯ มีความน่ายกย่อง ตนบอกว่าท่านฉลาดเหมือนสัตบุรุษ แต่ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความปรองดอง การสร้างสมานฉันท์ประเทศ ก็ไม่เรียกว่าสิทธัตถะ ที่เป็นภาษาบาลีว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมายได้ แต่หากทำสำเร็จจึงจะเรียกว่า อภิสิทธัตถะ หรือผู้สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว

"เวลาที่ผมพูดก็อธิบายอย่างนี้ว่า สิทธัตถะ หมายถึงตามคำภาษาบาลี ให้นายกฯ พยายามทำสิ่งที่มุ่งหมายเรื่องการปรองดอง ซึ่งเป็นชื่อของพระพุทธเจ้าด้วย แต่เวลาสื่อไปลงก็ลงไม่หมด ซึ่งชื่อคนก็มีความหมายต่างๆ กันไป เป็นชื่อคนด้วย เป็นความหมายตามภาษาบาลีด้วย ผมบอกให้นายกฯ ทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็เป็นได้แค่ สัตตะ แค่เป็นคนดี ความหมายที่ผมพูดไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเลย แต่เป็นการใช้ความหมายในภาษาบาลี" นายไพบูลย์ กล่าว

ขณะที่ พระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า เชื่อว่าคนพูดไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ หรือจาบจ้วงพระพุทธศาสนา แต่เจตนาคงต้องการกล่าวยกย่องบุคคลไปในทางเปรียบเทียบถึงความสำเร็จของพระ พุทธองค์ แต่ด้วยนามของพระพุทธองค์ แม้จะเป็นพระนามเดิมของพระพุทธเจ้า อาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ด้วยคนไทยนับถือพระพุทธศาสนา และยกย่องพระพุทธเจ้า อีกทั้งเรื่องของศาสนาเป็นหนึ่งใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การพูดหรือกล่าวถึงสถาบันทั้ง 3 เป็นเรื่องที่พึงต้องระมัดระวัง

กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ถ้าพูดในหลักการยกย่องเชิดชู ย่อมแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไปใช้พูดกล่าวในสิ่งที่ไม่สมควร หรือละเมิดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี คำว่า สิทธัตถะ มีความหมายว่า ผู้มีประโยชน์อันสำเร็จแล้ว เชื่อว่าผู้พูดคงอาจเปรียบกับความหมายนี้ แต่การนำพระนามเดิมของพระพุทธเจ้ามาใช้ เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่คงรู้สึกไม่สบายใจ ผู้กล่าวคำนี้จึงควรระมัดระวัง และพิจารณาให้ดีก่อนจะพูดออกไป มิฉะนั้น อาจส่งผลเสียตามมาในภายหลัง ทั้งคนพูดและคนที่ถูกกล่าวเปรียบเทียบด้วย

"เราไม่สามารถห้ามคนที่กล่าวยกย่องได้ แต่คนที่พูดก็ควรระมัดระวังคำพูดด้วย แม้จะไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรง แต่เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เข้าใจว่าท่านคงพูดไปตามถ้อยคำที่สละสลวย ใช้เล่นคำที่มีความไพเราะ แม้บุคคลนั้นจะมีความน่ายกย่องสักเพียงใด การกล่าวเปรียบเทียบควรจะให้อยู่ในกรอบของความพอดี อาจจะเปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญของโลกก็ได้ แต่กับบุคคลที่เป็นที่เคารพในทางศาสนา เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง ศาสนิกชนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวในเรื่องศาสนา ความคิดที่ขัดแย้งกับความเชื่อในทางศาสนา หรือการพูด หรือกระทำการลบหลู่ศาสนาทุกศาสนา เป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่พึงกระทำ" พระพรหมโมลี กล่าว

ส่วนพระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การจะยกย่อง หรือนิยมชมชอบในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การจะเชิดชูคุณงามความดีของบุคคลใดสักคน จนถึงขนาดเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า ด้วยการใช้พระนามเดิมของพระองค์ เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรื่องศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับความศรัทธา และละเอียดอ่อน แม้คนพูดจะไม่มีเจตนาลบหลู่พระพุทธศาสนา แต่ขอให้คนพูดพึงใช้ความ ระวังในการพูดให้มาก อย่าเพียงแต่ประดิษฐ์คำให้สวยงาม จนกระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน

"อาตมาชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง แต่เป็นเรื่องไม่สมควร ต่อไปคนพูดต้องระวังต่อการใช้คำพูด อย่าเปรียบเทียบเช่นนี้อีก ส่วนคนที่ถูกพูดถึง ก็ต้องออกมาแสดงตัวว่าคำพูดนี้ไม่ควรมาใช้เปรียบกับตน หากจะเปรียบเทียบ ให้เปรียบกับบุคคลสำคัญของโลก แต่อย่าให้กระทบต่อศาสนา" โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าว

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 4:07 pm
โดย PHAN
เดียวพรุ้งนี้เข้ามาอ่านแบบเต็ม ๆ นะคะ เพราะยาวเกิน เคยได้ยินแบบผ่าน ๆ มีหนังสือเล่มนึง เขาบอกว่า พระพุธทเจ้าเป็นคนไทย แค่ได้ยิน แค่ประโยคนี้ปานอึ้งทันทีคะ เขาคิดได้ยังไง พระพุธทเจ้า กี่ปี ประเทศไทยเกิดกี่ปี

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 4:50 pm
โดย เชฟ เมฆ
สวัสดีครับ ผมเองก็ได้อ่านข่าวมาบ้าง ผมว่าคงเป็นการยกหางให้นายแต่คนยกยกสูงไปหน่อยดันยกเท่ากับพระพุทธเจ้าเรื่องเลยยุ่งแต่คงไม่น่าจะเรื่องใหญ่หรอกครับ ขนาดเปิดสนามบิน ปราบเสื้อแดงตาย๙๑ศพ คดียุบพรรคยังไม่มีใครกล้าเอาผิด ยกตัวเท่าพระพุทธเจ้าไม่มีใครเดือดเท่ากับการดูหมิ่นพวกตัวเองหรอกจริงใหมครับ แต่ยังมีบางอย่างที่ยังคงติดตามกรรมไงครับ ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก มีเกิดและดับเป็นของคู่กัน เวลาขึ้นอย่าหลงตัวเองเวลาลงจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 5:03 pm
โดย กมลวัทน์
นายกก็คงไม่รู้มาก่อนว่าจะมีคนยกย่องท่านถึงขนาดนี้หรอกค่ะ และคิดว่านายกท่านคงออกมาค้านแน่นอน เพราะท่านก็คงรู้ตัวดีว่ามิได้มีความสำคัญเท่าพระพุทธเจ้า

ปล เห็นด้วยกับเชฟเมฆอย่างแรงค่ะ
ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก มีเกิดและดับเป็นของคู่กัน เวลาขึ้นอย่าหลงตัวเองเวลาลงจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่


หนีซะหัวซุกหัวซุน จนต้องถึงขนาดเปลี่ยนสัญชาติ เป็นคนชาติอื่น คริคริ

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 7:25 pm
โดย กมลวัทน์
หมูบางกรวย เขียน:
กมลวัทน์ เขียน: นายกก็คงไม่รู้มาก่อนว่าจะมีคนยกย่องท่านถึงขนาดนี้หรอกค่ะ และคิดว่านายกท่านคงออกมาค้านแน่นอน เพราะท่านก็คงรู้ตัวดีว่ามิได้มีความสำคัญเท่าพระพุทธเจ้า

ปล เห็นด้วยกับเชฟเมฆอย่างแรงค่ะ
ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก มีเกิดและดับเป็นของคู่กัน เวลาขึ้นอย่าหลงตัวเองเวลาลงจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่


หนีซะหัวซุกหัวซุน จนต้องถึงขนาดเปลี่ยนสัญชาติ เป็นคนชาติอื่น คริคริ

<span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>55 เจ๊ๆ อีกไม่กี่วันจะกลับเมืองไทยอยู่แล้วอย่า ! ซ่า เดี๋ยวโดนตีนตบดักสุวรรณภูมิหรอก มาถึงอย่าลืม ก้มลงไปจูบแผ่นดินไทยด้วยล่ะ เดี๋ยวจะไม่มีแผ่นดินอยู่</span></span>

ว้าย เฮีย มิได้ซ่านะคะ งานนี้ว่ากันไปตามจริง รึเฮียว่าไม่จริงคะ ส่วนใครจะให้ตีนตบรึอย่างไ มาเรยค่ะ มิหวั่นเกรง คนดีผีคุ้มครองค่ะ เอิ๊กๆๆ ไอ้จูบแผ่นดินไทยจูบแน่นอนค่ะเฮีย รักเมืองไทยและไม่คิดจะขายชาติบ้านเมืองหาผลประโยชน์ใส่ตัวค่ะ กร๊ากกกกกไปละ ได้ข่าวว่ามีตีนตบดักรออยู่ ขอไปปะทะก่อน

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 7:36 pm
โดย rungjarus
หมูบางกรวย เขียน:
กมลวัทน์ เขียน: นายกก็คงไม่รู้มาก่อนว่าจะมีคนยกย่องท่านถึงขนาดนี้หรอกค่ะ และคิดว่านายกท่านคงออกมาค้านแน่นอน เพราะท่านก็คงรู้ตัวดีว่ามิได้มีความสำคัญเท่าพระพุทธเจ้า

ปล เห็นด้วยกับเชฟเมฆอย่างแรงค่ะ
ไม่มีอะไรยั่งยืนหรอก มีเกิดและดับเป็นของคู่กัน เวลาขึ้นอย่าหลงตัวเองเวลาลงจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่


หนีซะหัวซุกหัวซุน จนต้องถึงขนาดเปลี่ยนสัญชาติ เป็นคนชาติอื่น คริคริ

<span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>55 เจ๊ๆ อีกไม่กี่วันจะกลับเมืองไทยอยู่แล้วอย่า ! ซ่า เดี๋ยวโดนตีนตบดักสุวรรณภูมิหรอก มาถึงอย่าลืม ก้มลงไปจูบแผ่นดินไทยด้วยล่ะ เดี๋ยวจะไม่มีแผ่นดินอยู่</span></span>

คนที่โดนยกย่อง ใช่ว่าเค้ายกตัวเอง มันอาจผิดที่ผู้ยกย่องยกมากไป แต่คนที่ไม่มีใครยกย่อง แล้วเจือกยกหางขาดๆของมันเองขึ้นมาจะเทียบฟ้า กล้าบ้าไม่อายหมาว่าตัวเป็นพระเจ้าตากสินกลับชาติมาเกิด ทั้งที่ตัวชิงหมาเกิด นั่นแหละที่ควรโดนประนาม เห็นด้วยกับความเห็นในสาวนนี้ของพี่เชพเมฆนะคะ มันชั่วไร้ที่ติ ตอนนี้เลยไม่มีแผ่นดินจะอยู่ แถมถ้าตายก็คงไร้แผ่นดินกลบหน้า อย่าฝันหาธงชาติมาปิดหน้าด้วยนะคะ เพราะธงชาติไทยอยู่สูงเกินกว่าจะเอามาปิดหน้าเดรัจฉานค่ะ

<span style='font-size:21pt;line-height:100%'><span style='color:green'> ตื่นเถิดชาวไทย อย่ามัวหลับไหล</span></span>

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 8:00 pm
โดย chiangmai
ใครจะยกหางใครก็ควรจะมีสติในการใช้คำยกย่ออย่าให้เกินเลยมันไม่สมควรแน่นอนค่ะ ส่วนใครทำกรรมอะไรไว้ไม่ช้าก็ต้องรับกรรมนั้นไม่แน่อาจจะยิ่งกว่าไม่มีแผ่นดินอยู่ค่ะเพราะคงไม่มีชาติประเทศไหนรับคนที่ไม่มีศีลธรรม ทั่วโลกเข้ารู้หมดว่าอะไรเป็นอะไร อีกหน่อยก็คงรับกรรมติดจรวดแน่นอนค่ะ ท่านนายกน่าจะทราบข่าวนี้แล้วมีหรือจะปล่อยให้พลาดเช็คเรดติ้งตัวเองขึ้นอยู่กับว่าจะเฉยหรือออกมาพูดว่าเป็นการยกหางเกินไป

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 8:08 pm
โดย chiangmai
<span style='color:red'>ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น ทุกข์เพราะไม่ยอมรับความจริง</span>
พุทธวิธีแก้ทุกข์
ศาตราจารย์พิเศษ เสฐียรพงษ์ วรรณปก /ราชบัณฑิต

ทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่น

สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย

สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

เป็น ที่ยอมรับกันว่าทุกคนที่เกิดมาล้วนมีความทุกข์กันทั้งนั้น แต่ทุกข์ที่มีก็ไม่เท่ากัน บางคนมีทุกข์มาก บางคนมีทุกข์น้อย บางคนทุกข์บ่อย บางคนน้อยครั้งจะทุกข์เสียที

คนไม่มีเมียเลย ก็ไม่ต้องทุกข์เพราะขัดใจเมีย คนมีเมียต้องทุกข์เพราะเมีย ถ้ามีเมียหลายคน ก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้น เพราะปัญหาเมียหลวงเมียน้อย

คนไม่มีลูกก็ไม่ต้องทุกข์เพราะลูกเกเร หนีโรง เรียน หรือเพราะลูกไม่อยู่ในโอวาท

คนเกิดบนกองเงินกองทอง ก็ไม่ต้องทุกข์เพราะยืมเงินคนอื่น ข้าวสารหมด กะปิ น้ำปลาหมดเป็นอย่างไร ไม่เคยรู้จัก

พระท่านว่า "การเกิดเป็นทุกข์" "การเกิด" นอกจากจะหมายถึงเกิดมีชีวิตขึ้นมาในโลกแล้ว ยังหมายถึง "เกิดมี" อีกด้วย เช่น

ไม่เคยมีรถมาก่อน บัดนี้ได้ถอยรถคันใหญ่ ราคาแพง ออกมาคันหนึ่ง เรียกว่า "เกิดมีรถ" ขึ้นมาแล้ว

ไม่ เคยมีบ้านเป็นของตัวเอง บัดนี้ได้ผ่อนซื้อบ้านหลังย่อมๆ หลังหนึ่ง ด้วยเงินที่เก็บหอมรอมริบมานานปี เรียกว่า "เกิดมีบ้าน" ขึ้นมาแล้ว

แสดงว่าตลอดชีวิตกว่าจะตาย คนเราแต่ละคนอาจ "เกิดมี" อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย พูดตามภาษาพระก็ว่า "มีชาติไม่รู้กี่ชาติ"

การ มีชาติหลายๆ ชาติ ถ้าสักแต่ว่ามีเฉยๆ ก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นกับการมีและสิ่งที่มีนั้น ความทุกข์จะเกิดขึ้นทันที ยึดมากก็ทุกข์มาก

มีรถก็ทุกข์เพราะรถ วันๆ ก็ต้องล้าง ขัดถู ดูแลความสะอาด ขับไปจอดที่ไหนก็ห่วงกลัวรถจะหาย

ถ้า บังเอิญถูกใครเฉี่ยวแม้บุบเล็กน้อย ก็เสียใจ เสียดาย บางทีเกิดต่อว่าต่อขานอีกฝ่ายหนึ่งรุนแรง ตกลงกันไม่ได้ ถึงขั้นชกต่อยทำร้ายกันบาดเจ็บก็มี

รถมีแผลนิดเดียว แต่เจ้าของรถอาจได้คนละหลายแผล เพราะอะไร?

เพราะยึดมั่นในการมีรถ ในความเป็นเจ้าของรถเกินกว่าเหตุ

ในเรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

โปรด ระลึกเสมอว่า เราเกิดมาก็ทุกข์มากอยู่แล้ว อย่าได้เพิ่มทุกข์คือความยึดมั่นเข้าไปอีกโดยไม่จำเป็นเลย หัดปล่อยหัดวางเสียบ้างแล้วชีวิตจะเบา สบาย



ทุกข์เพราะไม่ยอมรับความจริง

ทุกฺขํ ปริญฺญาตพฺพํ

ทุกข์เป็นสิ่งที่พึงรู้ตามเป็นจริง

คน ส่วนมากที่วุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ เพราะไม่ยอม รับว่าทุกข์เป็นทุกข์ บางครั้งมองทุกข์เป็นสุขแล้วก็ไปหลงทำ หลงติดในสิ่งนั้น ผลที่สุดก็ถอนตัวไม่ขึ้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การสูบบุหรี่ คนมีปัญญาเล็กน้อยก็รู้ว่ามันเป็นทุกข์หรือเป็นเหตุนำทุกข์และโทษภัยมาให้ เรา แต่ก็มีคนอีกมากที่เห็นว่าการสูบบุหรี่เป็นความสุข

- สูบบุหรี่แล้วสมองโปร่ง คิดอะไรก็เข้าใจได้ดี และเข้าใจเร็ว

- สูบบุหรี่แล้วจิตใจแจ่มใส ไร้กังวล ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- สูบบุหรี่แล้วทำให้เจริญอาหาร

ถ้าสมมติว่าบุหรี่ที่เขาว่ามันดีและเป็นสิ่งสร้างความสุขให้เขานั้นเกิดขาดมือลงเมื่อใด เมื่อนั้นแหละความทุกข์จะกล้ำกรายมาเยือน

หรือถ้าเขาสูบมากๆ นานๆ เข้าจนกลายเป็น "สิงห์อมควัน" เขาอาจเกิดโรคร้ายเบียดเบียนอย่างทรมาน เช่น โรคมะเร็งปอด โรคหลอดลมโป่ง

กว่าจะรู้และยอมรับว่า การสูบบุหรี่เป็นทุกข์จริง บางทีก็สายเกินแก้เสียแล้ว มารู้เอาตอนกำลังนอนรอความตายอยู่ก็มี

ในเรื่องอื่นๆ เช่น การพนัน สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ก็เช่นเดียวกัน มิใช่เฉพาะเรื่องบุหรี่

เมื่อท่านประสบทุกข์ไม่ว่าจะทุกข์ในเรื่องใด ขั้นแรกจริงๆ เราต้องยอมรับทุกข์นั้น คือยอมรับว่า "นี่เป็นทุกข์จริงๆ"

เมื่อยอม รับตามเป็นจริงแล้วก็พิจารณาอย่างรอบคอบและใจเย็น สอบสวนดูรายละเอียดว่า ทุกข์ที่กำลังทับถมเราอยู่นี้มีกี่ประเด็น ประเด็นที่เล่นงานเราหนักที่สุดมันจะหนักขนาดไหน

ถึงตายไหม? ถูกออกจากงานไหม? เสื่อมเสียชื่อเสียงไหม? เสียเงินเสียทองไหม?

หรือว่าที่จริงแล้วมัน "ทุกข์นิดเดียว" แต่เราตีโพยตีพาย สร้างภาพลวงให้มันใหญ่โตไปอย่างนั้นเอง?

เมื่อรู้ว่าทุกข์จริงๆ มีแค่ไหน เพียงใด ทางแก้ทุกข์ก็มองเห็นได้ง่ายขึ้น

ความ ทุกข์เป็นสิ่งที่พึงเรียนรู้ตามเป็นจริง ยอมรับตามเป็นจริง รู้แล้วยอมรับแล้วหาทางแก้ไข มิใช่รู้เพื่อสร้างทุกข์ทับถมเพิ่มขึ้นอีก

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 8:11 pm
โดย chiangmai
นที่ 05 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7189 ข่าวสดรายวัน


<span style='color:blue'>อภิ-สิทธัตถะ</span>

คอลัมน์ เหล็กใน

ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม สังคม ชนชั้น

เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

การพูด อ่าน เขียน แสดงออก ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

เพราะเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ ก่อให้เกิดวิกฤตปัญหาร้ายแรง สงคราม และการเข่นฆ่ามามากต่อมาก

วิกฤตประเทศไทยทุกวันนี้ เรื่องชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม สังคม ชนชั้น

มีส่วนสำคัญ!

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มีประเด็น ไทย-มลายู ไทยกลาง-ยาวี พุทธ-อิสลาม ผู้ปกครอง-ผู้ใต้ปกครอง

เหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิตบนราชดำเนิน และราชประสงค์

ที่มีประเด็น อำมาตย์-ไพร่ กรุงเทพฯ-อีสาน คนชั้นสูง-ชั้นกลาง-ชั้นล่าง

หรือสดๆ ร้อนๆ กรณีปราสาทพระวิหาร

ที่มีประเด็น ไทย-เขมร ชาตินิยม ศักดิ์ศรี อาณาเขต

ละเอียดอ่อนแค่ไหน อย่างไร รับรู้ รับทราบ สัมผัสกันได้?

ต้องยอมรับความจริงว่าเพราะไม่ระมัดระวัง ไม่ละเอียดถี่ถ้วน

วิกฤตชายแดนภาคใต้จึงยังยืดเยื้อยาวนาน

วิกฤตกลางเมืองหลวงจึงมีคนเจ็บ คนตาย คนเดือดร้อนมากมาย

วิกฤตปราสาทพระวิหารจึงระอุคุกรุ่นสุ่มเสี่ยงสงครามระหว่างประเทศ

การพูด อ่าน เขียน แสดงออก ไม่เพียงต้องระมัดระวัง ละเอียดถี่ถ้วน

ยังต้องมีสติ ปัญญา เหตุผล รอบรู้ เชี่ยวชาญ ฉลาดเฉลียว

และยังต้องละเว้น หลีกเลี่ยงการพาดพิง เชื่อมโยง ไม่ว่าจะตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ

ดังกรณีที่กำลังเป็นเรื่อง เป็นประเด็น

นั่นก็คือ กรณีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี

วันนี้มีสถานะเป็นคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป

ประกาศยกย่อง นิยม ชมชอบ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เอาใจช่วยให้การปรองดอง การปฏิรูปประเทศ ประสบความสำเร็จ

ก่อนตบท้ายเรียกเสียงฮือฮา ถ้าทำได้จะกลายเป็น

"อภิสิทธัตถะ"!!

เพียงแค่ "อภิสิทธิ์" ย่อมไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่เมื่อสมาสสนธิกลายเป็น "อภิ-สิทธัตถะ"

ย่อมเป็นเรื่อง เป็นประเด็น

เพราะสิทธัตถะ เป็นพระนามของ "เจ้าชาย" แห่งกรุงกบิลพัสดุ์

เพราะเจ้าชายสิทธัตถะ ต่อมาทรงเป็นพระศาสดาของโลก

"อภิสิทธัตถะ" จึงสุ่มเสี่ยง หมิ่นเหม่

ไม่ว่านายไพบูลย์จะเจตนาดีแค่ไหน อย่างไร

ต้องยอมรับเหตุ และผล ที่ตามมา

เพราะศาสดา เพราะศาสนา

ละเอียดอ่อนมากๆ !?

โพสต์โพสต์แล้ว: พุธ ส.ค. 04, 2010 9:33 pm
โดย naddyswiss
PHAN เขียน: เดียวพรุ้งนี้เข้ามาอ่านแบบเต็ม ๆ นะคะ เพราะยาวเกิน เคยได้ยินแบบผ่าน ๆ มีหนังสือเล่มนึง เขาบอกว่า พระพุธทเจ้าเป็นคนไทย แค่ได้ยิน แค่ประโยคนี้ปานอึ้งทันทีคะ เขาคิดได้ยังไง พระพุธทเจ้า กี่ปี ประเทศไทยเกิดกี่ปี

หะโหน่งพอจะได้ยินด้วยฮ่ะ คิดว่าคนนี้ ชื่อ "อ." อะไรสักอย่างรอปานมาเฉลย อิอิ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 05, 2010 12:15 am
โดย wanphon
คนที่บริโภคข่าวเขารู้แหล่งข่าวดีคะ ป้ายสีคนดีระวังนะเข้าตัวไม่รู้ด้วย

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 05, 2010 12:19 am
โดย PHAN
chiangmai เขียน: ระบุเป็นการเล่นคำ "สิทธัตถะ" ภาษาบาลีแปลว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมาย ไม่เกี่ยวกับศาสนา ย้ำนายกฯ ฉลาดเหมือน "สัตบุรุษ" ถ้าปรองดองสำเร็จก็เรียกว่าอภิสิทธัตถะ ด้านพระผู้ใหญ่ กรรมการมหาเถรฯ ติงไม่เหมาะ จะยกย่องใครอย่าเอาพระพุทธเจ้าไปเปรียบเทียบ

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่รัฐสภา ตัวแทนศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ทั้งพระสงฆ์และฆราวาส นำโดย พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล กรรมการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ เข้ายื่นหนังสือของพระเทพดิลก ประธานกรรมการบริหารศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ต่อนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ผ่าน พ.อ.ไชยนาจ ญาติฉิมพลี ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศาสนาฯ เพื่อขอให้พิจารณาคำพูดของนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (คสป.) กรณีกล่าวยกย่องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า "การสร้างความปรองดอง หรือปฏิรูปประเทศ ถ้าทำได้จะเป็นนายอภิสิทธัตถะ"

พล.อ.ธงชัย กล่าวว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ เนื่องจากเห็นว่าคำพูดดังกล่าวไม่เหมาะสม เอาพระนามเดิมของพระพุทธเจ้ามาใช้ ถือเป็นการจาบจ้วง ลบหลู่ เหยียดหยามพระบรมศาสดาของพุทธศาสนิกชน ผู้กล่าวเช่นนี้ควรถูกประณามจากชาวพุทธทั่วประเทศ และทั่วโลก เพราะถือว่าไม่ยกย่องแล้วยังมาเหยียบย่ำซ้ำเติม ขอให้ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของนายไพบูลย์ เพื่อให้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างของคนอื่น และให้นายไพบูลย์ ออกมายอมรับผิดและขอโทษต่อพุทธศาสนิกชนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และขอขมาต่อพระรัตนตรัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ตัวแทนศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ยังนำความเห็นของพระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ แนบหนังสือมาด้วย โดยระบุว่า การจะยกย่อง หรือนิยมชมชอบในตัวนายกฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การจะเชิดชูคุณงามความดี จนถึงขนาดเปรียบเทียบกับพระ พุทธเจ้า ด้วยการใช้พระนามของพระองค์มาเป็นเครื่องมือนั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะศรัทธาเป็นเรื่องละเอียด ลึกซึ้ง ไม่ควรนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือประโยชน์ต่อตนเอง ไม่เช่นนั้นทุกคนจะหมดศรัทธาได้

ด้านนายไพบูลย์ ผู้ยกย่องนายกฯ เป็นนายอภิสิทธัตถะ กล่าวชี้แจงว่า การที่พูดไปได้อธิบายชัดเจนว่า สิทธัตถะ แปลว่า ผู้สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว ไม่ได้หมายถึงชื่อของพระพุทธเจ้า ก็เหมือนชื่อไพบูลย์ แปลว่าเต็ม ก็มาใช้ในความหมายว่าร่วมวงศ์ไพบูลย์ เป็นต้น เป็นการเล่นคำว่าท่านนายกฯ มีความน่ายกย่อง ตนบอกว่าท่านฉลาดเหมือนสัตบุรุษ แต่ถ้ายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างความปรองดอง การสร้างสมานฉันท์ประเทศ ก็ไม่เรียกว่าสิทธัตถะ ที่เป็นภาษาบาลีว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมายได้ แต่หากทำสำเร็จจึงจะเรียกว่า อภิสิทธัตถะ หรือผู้สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว

"เวลาที่ผมพูดก็อธิบายอย่างนี้ว่า สิทธัตถะ หมายถึงตามคำภาษาบาลี ให้นายกฯ พยายามทำสิ่งที่มุ่งหมายเรื่องการปรองดอง ซึ่งเป็นชื่อของพระพุทธเจ้าด้วย แต่เวลาสื่อไปลงก็ลงไม่หมด ซึ่งชื่อคนก็มีความหมายต่างๆ กันไป เป็นชื่อคนด้วย เป็นความหมายตามภาษาบาลีด้วย ผมบอกให้นายกฯ ทำให้สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็เป็นได้แค่ สัตตะ แค่เป็นคนดี ความหมายที่ผมพูดไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเลย แต่เป็นการใช้ความหมายในภาษาบาลี" นายไพบูลย์ กล่าว

ขณะที่ พระพรหมโมลี กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ กล่าวแสดงความเห็นว่า เชื่อว่าคนพูดไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ หรือจาบจ้วงพระพุทธศาสนา แต่เจตนาคงต้องการกล่าวยกย่องบุคคลไปในทางเปรียบเทียบถึงความสำเร็จของพระ พุทธองค์ แต่ด้วยนามของพระพุทธองค์ แม้จะเป็นพระนามเดิมของพระพุทธเจ้า อาจเป็นสิ่งที่ไม่สมควร ด้วยคนไทยนับถือพระพุทธศาสนา และยกย่องพระพุทธเจ้า อีกทั้งเรื่องของศาสนาเป็นหนึ่งใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การพูดหรือกล่าวถึงสถาบันทั้ง 3 เป็นเรื่องที่พึงต้องระมัดระวัง

กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า ถ้าพูดในหลักการยกย่องเชิดชู ย่อมแน่นอนว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไปใช้พูดกล่าวในสิ่งที่ไม่สมควร หรือละเมิดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี คำว่า สิทธัตถะ มีความหมายว่า ผู้มีประโยชน์อันสำเร็จแล้ว เชื่อว่าผู้พูดคงอาจเปรียบกับความหมายนี้ แต่การนำพระนามเดิมของพระพุทธเจ้ามาใช้ เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่คงรู้สึกไม่สบายใจ ผู้กล่าวคำนี้จึงควรระมัดระวัง และพิจารณาให้ดีก่อนจะพูดออกไป มิฉะนั้น อาจส่งผลเสียตามมาในภายหลัง ทั้งคนพูดและคนที่ถูกกล่าวเปรียบเทียบด้วย

"เราไม่สามารถห้ามคนที่กล่าวยกย่องได้ แต่คนที่พูดก็ควรระมัดระวังคำพูดด้วย แม้จะไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรง แต่เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เข้าใจว่าท่านคงพูดไปตามถ้อยคำที่สละสลวย ใช้เล่นคำที่มีความไพเราะ แม้บุคคลนั้นจะมีความน่ายกย่องสักเพียงใด การกล่าวเปรียบเทียบควรจะให้อยู่ในกรอบของความพอดี อาจจะเปรียบเทียบกับบุคคลสำคัญของโลกก็ได้ แต่กับบุคคลที่เป็นที่เคารพในทางศาสนา เป็นเรื่องไม่ควรอย่างยิ่ง ศาสนิกชนส่วนใหญ่มีความอ่อนไหวในเรื่องศาสนา ความคิดที่ขัดแย้งกับความเชื่อในทางศาสนา หรือการพูด หรือกระทำการลบหลู่ศาสนาทุกศาสนา เป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่พึงกระทำ" พระพรหมโมลี กล่าว

ส่วนพระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า การจะยกย่อง หรือนิยมชมชอบในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องผิด แต่การจะเชิดชูคุณงามความดีของบุคคลใดสักคน จนถึงขนาดเปรียบเทียบกับพระพุทธเจ้า ด้วยการใช้พระนามเดิมของพระองค์ เป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เรื่องศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับความศรัทธา และละเอียดอ่อน แม้คนพูดจะไม่มีเจตนาลบหลู่พระพุทธศาสนา แต่ขอให้คนพูดพึงใช้ความ ระวังในการพูดให้มาก อย่าเพียงแต่ประดิษฐ์คำให้สวยงาม จนกระทบต่อความรู้สึกของพุทธศาสนิกชน

"อาตมาชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง แต่เป็นเรื่องไม่สมควร ต่อไปคนพูดต้องระวังต่อการใช้คำพูด อย่าเปรียบเทียบเช่นนี้อีก ส่วนคนที่ถูกพูดถึง ก็ต้องออกมาแสดงตัวว่าคำพูดนี้ไม่ควรมาใช้เปรียบกับตน หากจะเปรียบเทียบ ให้เปรียบกับบุคคลสำคัญของโลก แต่อย่าให้กระทบต่อศาสนา" โฆษกมหาเถรสมาคม กล่าว

<span style='color:red'>"สิทธัตถะ" ภาษาบาลีแปลว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมาย</span> นามสกุลนี้ที่บาหลีเยอะมากคะ เพื่อนเราคนนึงผู้ชาย ยังนามสกุลนี้เลย (สะกดเป็นภาษาอังกฤษแต่อ่านออกเสียงตามนี้เลย) เขานับถือศาสหนา ฮินดู ฮินดู เป็นต้นกำเหนิดของศาสหนาพุธทก็ว่าได้ ถ้าดูประวัติศาสตร์ของชาวบาหลีโดยแท้จริงแล้วจะไหลมาตั้งแต่อินเดียลงมา

"สิทธัตถะ" ภาษาบาลีแปลว่าผู้สำเร็จความมุ่งหมาย

นี้ตีข่าวแบบ ไม่ใช่การเมืองนะคะ ทั้งหมดทั้งสิ้นอยากจะไห้ มองที่เจตนาของคนสื่อนะคะว่าต้องการสื่อมาในแบบใด

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 05, 2010 1:18 am
โดย chiangmai
wanphon เขียน: คนที่บริโภคข่าวเขารู้แหล่งข่าวดีคะ ป้ายสีคนดีระวังนะเข้าตัวไม่รู้ด้วย

แหล่งข่าวที่ดีนี้หมายถึงจากเครือเนชั่นหรือจากแหล่งข่าวรัฐบาลอย่างเดียวค่ะื การบริโภคสื่อที่ดีน่าจะบริโภคทั้งสองด้าน ใครดีใครชั่วยังไงคนที่รู้ดีคือคนที่กระทำ หลอกคนอื่นได้แต่หลอกตัวเองไม่ได้ ยิ่งปัจจุบันโลกก้าวไกลประชาชนเขารู้กันท่วแล้วคะ

จะว่าไปแล้วป้ายสียังไงค่ะ คนพูดก็ยอมรับว่าพูดจริงเรียกจริงไม่ใช่ข่าวโคมลอย จะเรียกป้ายสีคนดีก็ไม่น่าจะใช่เพราะเป็นข่าวเรื่องจริงสมัยนี้คงไม่มีใครป้ายสีใครง่ายๆๆค่ะเดียวโดนจับโดยไม่รู้ข้อหาเหมือนหลายๆๆคนโดนแม้แต่เ็ด็กถือป้ายยังโดน กลัววววนายกพรบ.ฉุกเฉินคนนี้จนกี้แตกกกแล้วค่ะ

เหมือนคุณปานว่าเจตนาของคนสื่อเสนอน่าจะว่าด้วยการที่จะช่นชอบใครก็ยกย่องถ้าเขาดีแต่อย่าเอาไปเปรียบเทียบศาสดาของพุทธศาสนาี่คนเคารพเพราะตัวคนที่โดนยกย่องไม่ได้ดีขนาดต้องยกย่องเทียบเท่า น่าจะเอาไปเปรียบเทียบกับบุึคลธรรมดาที่ทำชื่อเสียงมากกว่าเปรียบเทียบกับศาสดาของพระพุทธศาสนาที่คนยกย่องเครพนับถืออีกนัยคนที่จะยกย่องใครควรใต่ตรองคำพูดใหดีเพราะช่วงเวลานี้เมืองไทยยังไ่ม่สงบ 100% คืออย่าปลุกกะแสขึ้นมาีกน่าจะดีค่ะ

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 05, 2010 1:20 am
โดย chiangmai
naddyswiss เขียน:
PHAN เขียน: เดียวพรุ้งนี้เข้ามาอ่านแบบเต็ม ๆ นะคะ เพราะยาวเกิน  เคยได้ยินแบบผ่าน ๆ มีหนังสือเล่มนึง เขาบอกว่า พระพุธทเจ้าเป็นคนไทย แค่ได้ยิน แค่ประโยคนี้ปานอึ้งทันทีคะ เขาคิดได้ยังไง พระพุธทเจ้า กี่ปี ประเทศไทยเกิดกี่ปี

หะโหน่งพอจะได้ยินด้วยฮ่ะ คิดว่าคนนี้ ชื่อ "อ." อะไรสักอย่างรอปานมาเฉลย อิอิ

มานั่งรอคุณปานเฉลยเป็นเพื่อนคุณโหน่งคนสวยจ๊า

โพสต์โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ส.ค. 05, 2010 2:37 am
โดย pimlapas
อือ อันนี้ก็ต้องไปต่อว่า คนเขียนเปรียบเทียบนะ ไม่ใช้ต่อว่า คนโดนเปรียบเทียบเขาไม่รู้อะไร