หน้า 1 จากทั้งหมด 2

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 2:54 pm
โดย PHAN
ประวัตหลวงตาบัว
ชื่อ : พระธรรมวิสุทธิมงคล
ชื่อเล่น : บัว
นามแฝง : หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
นามเดิม : บัว โลหิตดี
เกิด : วันที่ 12 ส.ค.2456
บ้านเกิด : ที่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
บิดามารดา : นายทองดี และนางแพง โลหิตดี
พี่น้อง ทั้งหมด 16 คน
อุปสมบท อายุได้ 21 ปี เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2477 ณ วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์
ตำแหน่ง :
(2456 - ปัจจุบัน) เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี
เรื่องราวในชีวิต เมื่ออายุ ได้ 21 ปี บิดามารดาขอร้องให้ท่านบวชเรียน เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณตามประเพณี
ในที่สุดท่านก็ได้ตัดสินใจบวช ครั้นบวชแล้วท่านได้ศึกษาพระพุทธประวัติ และประวัติพระอรหันตสาวก จนเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ท่านตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมเสียก่อน เพราะถ้าไม่ศึกษาจะไม่เข้าใจในการปฏิบัติ ท่านใช้เวลาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมเป็นเวลา 9 ปี ก็สำเร็จพระปริยัติธรรม 3 ประโยค พร้อมกับสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก จากนั้นจิตใจของท่านก็มุ่งออกไปปฏิบัติด้านเดียวจึงเดินทางมุ่งหน้าไปหาพระ อาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ซึ่งในขณะนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโนนวิเวศ จังหวัดอุดรธานี แต่ไม่ได้พบกับพระอาจารย์มั่น ท่านจึงไปพำนักอยู่ที่ทุ่งสว่าง จังหวัดหนองคาย เป็นเวลา 3 เดือนกว่า พอถึงเดือนพ.ค.2485 ท่านก็ได้ออกเดินทางไปจังหวัดสกลนคร และได้พบกับพระอาจารย์มั่น ที่บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร ขณะกำลังเดินจงกลมเวลาใกล้ค่ำ ภายหลังจากได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์มั่น ซึ่งท่านได้กล่าวยืนยันว่า มรรค ผล นิพพาน เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอ และให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติได้จริง นับแต่นั้นมา ท่านก็ได้รับตัวเป็นศิษย์ และอยู่ฝึกกรรมฐานกับพระอาจารย์มั่น อย่างเด็ดเดี่ยว จิตมุ่งอยู่กับสมาธิภาวนาเท่านั้น รวมเวลาที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่นทั้งหมดเป็นเวลา 8 ปี จวบจนถึงพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ในพี พ.ศ. 2592 ครั้นเสร็จงานพระราชทาน เพลิงศพพระอาจารย์มั่นแล้ว ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดป่าบ้านหนองผือ 1 พรรษา แล้วจำพรรษาอยู่วัดห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร อีก 4 พรรษา แล้วจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี 1 พรรษา ต่อมาในปี พ.ศ.2498 ท่านได้ทราบข่าวว่าโยมมารดาของท่านป่วย ท่านได้เดินทางกลับมาตุภูมิที่บ้านตาด เพื่อดูแลโยมมารดา ชาวบ้านนิมนต์ให้ท่านอยู่เป็นหลังอยู่ที่นั้น เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งทางใจให้ชาวบ้าน โดยได้บริจาคที่ดินประมาณ 163 ไร่ เพื่อสร้างวัด ท่านได้พิจารณาเห็นว่า โยมมารดาของท่านแก่ชรามากแล้ว สมควรที่จะได้อยู่ดูแล เป็นการตอบแทนบุญคุณของมารดาด้วย ท่านจึงตกลงใจรับนิมนต์ และ เริ่มสร้างวัดนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2498 ตั้งชื่อว่า “วัดป่าบ้านตาด” จนถึงปัจจุบัน

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 3:00 pm
โดย PHAN
<span style='color:blue'>มหาเถเร ปมาเทน ทฺวารตเยน กตํ สพฺพํ อปราธํ ขมถ เม ภนฺเต, อหํ ขมามิ ภนฺเต.</span>
ลูกศิษญ์ สายตรง หลวงปู่มั่น รูปสุดท้ายแล้ว อริย จริงๆค่ะ ขอท่านสู่พระนิพพาน ตามรอย พระพุทธเจ้า หลวงปู่มั่นและลูกศิษย์หลวงปู่ มั่นทุกรูปค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 3:24 pm
โดย unchulee janhom
ใจหายค่ะ เมื่อรู้ว่าหลวงตามหาบัวท่านละสังขาร ขอร่วมไว้อาลัยให้หลวงตาค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 4:17 pm
โดย phimmanee
อยากให้ทุกคนเข้าไปโหลดการอ่านพินัยกรรมของหลวงตามหาบัว ฟังแล้วนํ้าตาไหลเลย ท่านเป็นห่วงชาติบ้านเมืองจริงๆ
<a href='http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=6323&CatID=2' target='_blank'>http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_...ID=6323&CatID=2</a>

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 4:22 pm
โดย vilai unchim
ขอร่วมไว้อาลัยให้หลวงตาด้วยค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 4:36 pm
โดย dora_jam
ขอร่วมไว้อาลัยให้หลวงตามหาบัวด้วยอีกคนค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 6:59 pm
โดย maneenang 2
ขอร่วมไว้อาลัยหลวงตาบัวด้วยค่ะขอให้หลวงตาสู่สวรรค์นิพพานด้วยค่ะสังเกตพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านมีอายุยืนทุกรูปเลย

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 7:44 pm
โดย มดดำ
ขอร่วมไว้อาลัยหลวงตาท่านด้วยค่ะ

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 8:02 pm
โดย som orawan
ขอร่วมไว้อาลัยหลวงตามหาบัว

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 8:25 pm
โดย pimlapas
ขอร่วมไว้อาลัยกับหลวงตามหาบัว

โพสต์แล้ว:
อาทิตย์ ม.ค. 30, 2011 8:30 pm
โดย sanny
ขอร่วมไว้อาลัยหลวงตามหาบัวด้วยค่ะ

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ม.ค. 31, 2011 4:17 am
โดย Sweet_Meaw
<span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:blue'>ขอร่วมไว้อาลัยให้หลวงตาค่ะ</span></span>

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ม.ค. 31, 2011 8:49 am
โดย Phakdee
ร่วมไว้อาลัยด้วยคนค่ะ ขอให้หลวงตาไปสู่สรวงสวรรค์ ดั่งความดีที่ท่านเคยทำไว้ให้นะคะ

โพสต์แล้ว:
จันทร์ ม.ค. 31, 2011 1:06 pm
โดย หนูป้อม

<span style='font-size:17pt;line-height:100%'><span style='color:orange'>ขอนอบน้อมกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน สู่นิพพานและ ขอกราบ ขอขมากรรมจาก พระรัตนตรัย
</span></span>
<a href='http://www.luangta.com/' target='_blank'>พระธรรมวิสุทธิมงคล</a>

โพสต์แล้ว:
อังคาร ก.พ. 01, 2011 1:48 pm
โดย หนูป้อม
<span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:blue'>เทศน์กัณฑ์สุดท้ายหลวงตามหาบัว"หมดธุระ"-"เราจะไม่มาเกิดอีกแล้ว" </span></span>
ก่อน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จะละสังขารในวันที่ 30 ม.ค.2554 เสียงเทศนา เทศนาโปรดฆราวาสช่วงหลังฉันเช้าของทุกวันเป็นเวลาต่อเนื่องมานานหลายปีแล้ว ได้เงียบหายไปก่อนนั้นแล้วกว่า 2 เดือน
มกราคม 2554 ท่านมิได้แสดงธรรมเลย
ธันวาคม 2553 หลวงตาออกโปรดญาติโยมที่วัดเขาใหญ่เจริญธรรมญาณสัมปันโน ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ในวันที่ 9 ธันวาคม 2553 แต่ก็มิได้เทศน์อะไรอีกแล้ว
พฤศจิกายน 2553 ท่านออกโปรดฐาติโยมที่วัดป่าเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (ผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 23พ.ย.2553 แต่ก็ไม่ได้เทศน์เสียแล้วมีแต่พูดคุยสอบถามอะไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้น
ตรวจสอบกับเว็บหลวงตาดอทคอม เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของวัดป่าบ้านตาดพบว่า ในเดือนพฤศจิกายน หลวงตามหาบัวเทศน์อบรมฆราวาสครั้งสุดท้าย ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 เทศนากัณฑ์นี้ชื่อ "ความดีงามทั้งหมดลงในธรรมธาตุ"
เช้าวันนั้นหลังจากศิษย์ใกล้ชิดรายงานเรื่องความก้าวหน้าของการสร้างตึก 10 ชั้น มูลค่า 500 ล้านบาทที่โรงพยาบาลอุดรธานี รวมทั้งยอดเงินและทองคำที่ได้บริจาคเข้าคลังหลวงแล้ว ท่านเทศน์สั้นๆ ก่อนจะบอกว่า "หมดธุระแล้ว"
คำเทศน์นั้นมีว่า"เราก็พอใจเราที่ได้ช่วยโลกตามกำลังนะ คือการปฏิบัติของเราทั้งหมดนี้ให้ออกนอกหมดเลย ออกเป็นประโยชน์โลก เราไม่สั่งสมไม่เก็บอะไรทั้งนั้น ออกๆ เลย ออกหมดเลย แล้วอันนั้น (ตึกสงฆ์อาพาธ ๑๐ ชั้นที่หลวงตาเมตตา) นี่ก็ใช่แล้ว ตึก 10 ชั้น ตั้ง 10 ชั้นนะ ตึก 10 ชั้น อันนั้นก็อยู่ด้วยกันจะเป็นอยู่ในบริเวณเดียวสร้างด้วยกันนะ
ให้ มันพอ เอาให้พอเสียทุกอย่าง เวลาพอจริง ๆ มาพอที่นี่นะ สร้างที่ไหน ๆ ก็กวาดต้อนเข้ามา ๆ เวลาเข้ามาแล้วมาอยู่ที่ดวงใจ ใจกับธรรมเป็นอันเดียวกันเรียกว่าธรรมธาตุ นั่นละสุดยอด สร้างความดีงามทั้งหมดมา มาลงในธรรมธาตุ ให้พรนะ หมดธุระแล้วให้พร"
ก่อนจะกล่าวว่า หมดธุระแล้วในวันที่ 9 พฤศจิกายน ท่านเทศน์เรื่องการปฏิบัติ เทศนากัณฑ์นี้มีชื่อว่า "ปฏิบัติตัวเองเอาจริง" ท่านเทศน์รื่องการปฏิบัติของท่านราวจะบอกกับศิษย์ว่า ให้"ปฏิบัติตัวเองเอาจริง"
เทศนานั้นมีความว่า "เขาว่าอาจารย์มหาบัวนี้ดุเก่งนะ ได้ยินทั่วโลก ต่อไปนี้จากนั้นมาให้เบาลงๆ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยินเลยว่าอาจารย์มหาบัวดุ หายไปไหนก็ไม่รู้ มันไปกับเจ้าของ เจ้าของแก่เข้าใจไหม บารมีอะไรถึงว่าดุๆ ดุแบบไหนวะ บารมีอะไรที่ว่าดุ
จริง ๆ นะตั้งแต่ก่อนมีแต่พระแต่เณรเฉพาะๆ โอ๋ย เข้มข้นมากนะ การปฏิบัติเหมือนกันตานี้รวดเร็ว ตารวดเร็ว หูก็รวดเร็ว เดี๋ยวแป๊บนู้น เดี๋ยวนี้แป๊บนี้กับพระกับเณรละ เป็นอย่างนั้นละ นู่นออกมานู้น อยู่กุฏินี้ออกมาช่องนั้นมาต้นค้อลงไปนู้น ลงไปน้ำบ่อ เห็นพวกพระพวกอะไรตอนบ่ายสองโมง พวกพระพวกอะไรมาฉันน้ำร้อนน้ำชาหรืออะไรอยู่นั้น พอมองเห็นเราทางนู้นนะ เราออกทางนู้น มองเห็นทางนี้ เราออกทางนู้นเราไปทางนู้นนะ เราไม่ได้มานี่ ไปทางนู้นเสียก่อน ไปก็ไปดูนะ ไม่ใช่ธรรมดา ไปดูสอดนั้นแสกนี้อะไรบกพร่องอะไรไม่ดี ระเกะระกะอันนั้นละกลับมา ทีนี้กลับมาได้เรื่องล่ะ เพราะอย่างนั้นพระเณรถึงกลัวซิ
มันมาจากการปฏิบัติของตัวเองแต่ดั้งเดิม การปฏิบัติตัวเองเอาจริงๆ นะ ว่าดัดเจ้าของนี้เอาจริงมากทีเดียว เคลื่อนไม่ได้ ยิ่งเวลาเห็นคนอื่นมันขวางตาก็ใส่เลย มองไปเห็นคนอื่นคนอื่นมันขวางตาเอาล่ะๆ นั่นละพระเณรกลัวกลัวเพราะเหตุนี้ เพราะดุเจ้าของดุจริง ๆ บกพร่องตรงไหน ๆ ดัด ๆ ๆ ตลอด ที่พระเณรมันกลัว นู่นออกจากนู้นไปนู่น พระฉันน้ำร้อนน้ำอะไรอยู่ที่นู่น เราออกมานู่นตรงไปนู้น พอกลับมาเห็นพวกแก้วน้ำแก้วอะไรล้มระนาวเลย เจ้าของหายหมด ไม่มีเหลือพวกแก้วน้ำแก้วอะไรต่ออะไร พวกน้ำร้อนน้ำชานั่นละ ตอนบ่ายสองโมงมาหายหมด เห็นพระองค์หนึ่งอยู่ข้างหลังคอยเก็บ พอมาก็ขึ้นเรา เณรเป็นอย่างไรทั้งกินทั้งเททั้งอะไรต่ออะไรนี่ละ เป็นเพราะเหตุไร เราลงไปนู้นละกลับขึ้นมาพระเณรหนีหมดแล้ว แต่แก้วสาดกระจาย เป็นอย่างนั้นละ เอาจริงน่ะเราแต่ก่อน เป็นอย่างนั้นจริงๆ ดัดเจ้าของก็อย่างนั้นละ เคลื่อนคลาดไม่ได้ ว่าอะไรเป็นอันนั้นดัดเจ้าของ เจ้าของเหลาะแหละแล้วว่าคนอื่นไม่ได้นะ คือเราฝึกเจ้าของก็ฝึกอย่างนั้นละ เอาจริงๆ จังๆ
พอพูดเรื่องนี้แล้วระลึกพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นอยู่หนองผือ อยู่ ๆ ท่านก็ “เออ” ท่านว่า มีพระนวดเส้นถวายท่านอยู่สององค์ ส่วนมากเรื่องของท่านกับของเราพอพูดเรื่องอะไรเกี่ยวกับเราพระเณรจะมาเล่า ให้ฟังหมด มาเล่าให้เราฟังนะ แต่กับท่านจริง ๆ ไม่เคย ไม่พูด ถ้าท่านพูดเรื่องของเราแล้วพระเณรเป็นต้องมาเล่าให้เราฟัง เราก็เหมือนไม่ได้ยิน เฉย ท่านก็เหมือนไม่ได้พูด เฉยเลย “เวลาผมตายแล้วท่านทั้งหลายจะอาศัยใครล่ะ”
ท่านพูดมาลอย ๆ นะ อยู่เงียบๆ พระเณรนวดเส้นถวายท่าน พูดธรรมะธัมโมเลิกกันไปละนะก็มีพระเณรนวดเส้นถวายท่าน พูดเกี่ยวกับเรา ในเวลาว่างๆนะ ไม่ใช่ท่านจะพูดบ่อยๆ ท่านพูดเวลาโอกาสว่างๆ เงียบๆ อยู่ๆ ก็ “เวลาผมตายพวกท่านจะอาศัยใครล่ะ” ท่านว่าอย่างนั้นนะ พระเณรก็หูหนวกตาบอดปิดปาก หูอยู่ลึกๆ ฟังเงียบๆ ท่านว่า “เวลาผมตายนี้พวกท่านทั้งหลายจะอาศัยใครล่ะ” ท่านว่าอย่างนั้นละ
นานๆ จะได้ยินทีหนึ่งท่านพูดอย่างนี้นะ ท่านไม่ได้พูดบ่อย โอกาสดีๆ เพราะท่านจอมปราชญ์ท่านจะพูดสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ พูดออกมาคำไหนเอาไปพิจารณาแล้วถูกต้องหมดนะ คือท่านไม่ได้พูดสุ่มสี่สุ่มห้าท่านเอง เราก็ไม่กล้าสุ่มสี่สุ่มห้ากับท่านไม่ได้ ฟังก็ต้องเงียบเราก็ดี ใช้สติปัญญาฟัง เป็นอย่างนั้นตลอด เวลาท่านว่า “เออ ผมตายแล้วพวกท่านจะอาศัยใครล่ะ” อยู่ๆ ก็ “เออ เวลาผมตายแล้วให้อาศัยท่านมหานะ” ไม่พูดมากนะ “ให้อาศัยท่านมหานะ”
ท่านไม่ออกบัว เพราะมีมหาองค์เดียว “ให้อาศัยท่านมหานะ” “ท่านมหาสำคัญอยู่นะ ทั้งภายในภายนอก ภายในจิตใจ ภายนอก....ปฏิบัติ นั่นละทั้งภายในภายนอก”
ใครจะไปแหลมคมยิ่งกว่าพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ตาแหลมคมมากทีเดียว ความคิดความอ่านออกมาช่องไหนๆ นี้เรานำไปพิจารณาถูกต้องหมดเลย แต่กับเราไม่ค่อยได้ดุ มันตัวเก่งมันหลบหมัดเร็ว หลบหมัดเร็ว เหล่านั้นดุเรื่อย ดุเรื่อย กับเราไม่ค่อยได้ดุ"
หากพิจารณาจากเทศนา 2 กัณฑ์สุดท้ายนี้ก็อาจพอสรุปได้ว่า ท่าน "หมดธุระ"แล้ว เและถ้าจะปฏิบัติก็ให้ฝึกตัวดัดตัวเองอย่างเอาจริงเอาจริง
หลวงตามหาบัวเทศน์ไว้ก่อนนี้หลายปีแล้วว่า เงินที่คนทั่วประเทศบริจาคมาที่ท่านั้นยกให้คลังหลวงหมด ตายแล้วก็ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะจะเป็น "วาระสุดท้ายของเราที่จะช่วยโลกอย่างเต็มหัวใจ" เพราะหลังจากนี้ "เรา จะไม่มาเกิดอีกแล้ว เราบอกตรงๆเลย จะเป็นวาระสุดท้ายของเราที่ตายกองกันในวัฏจักรนี้กี่กัปกี่กัลป์มา เราเคยตายมาแล้วกี่ภพกี่ชาติคราวนี้เลิกกัน"
ขณะที่ท่านทิ้งธาตุขันธ์ก่อนขึ้นกองฟอนเพื่อ "ประโยชน์แก่โลกนี้ เพื่ออุ้มชาติไทยให้เต็มสติกำลังความสามารถ" เป็นครั้งสุดท้าย ที่เหลือนั้น "ดีดปั๊บในทันที ดีดแล้วก็เท่านั้นไปเลย คำว่า นิพพานธาตุหรือธรรมธาตุ เราไม่ถามใครแล้ว"
ท่านหมดธุระแล้วและลาโลกครั้งนี้ลาลับ"เราจะไม่มาเกิดอีกแล้ว"
ที่มา<a href='http://board.palungjit.com/f4/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B0-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7-278048.html' target='_blank'>คลิก</a>