แล้วเราก็มาทำน้ำกะทิกันก่อนที่จะนวดและปั้นแป้งนะคะ น้ำกะทิเนี่ย โบราณเขาจะทำแบบพิมในวันนี้ที่จะทำให้ดูน่ะค่ะ คือเอาน้ำกะทิผสมน้ำตาลกับเกลือตั้งไฟ ให้น้ำตาลละลายและเดือด ชิมรสตามชอบน่ะค่ะ (แอบใส่ใบเตยไป ๔-๕ ใบ เพื่อความหอม) จากนั้นก็ต้มแป้งบัวลอยในน้ำเปล่าให้สุก พอสุกก็นำมาใส่ในน้ำกะทินี่พร้อมเครื่อง แล้วก็นำไปต้มให้เดือดอีกครั้ง หากจะใส่ไข่หวานก็ใส่ตอนนี้เลยนะคะ
แบบที่สอง เป็นบัวลอยที่เขาเรียกกันว่าบัวลอยกะทิสดค่ะ ซึ่งนิยมทำขายกันมากในปัจจุบันนี้ วิธีนี้เขาจะปั้นแป้งบัวลอยกันสดๆลงในกระทะทองที่ใส่น้ำเชื่อมและตั้งไฟไว้ (ไม่มีการมาปั้นแล้วคลุกแป้งไว้เหมือนแต่ก่อนค่ะ) แล้วพอแป้งสุก ก็จะตักใส่ถ้วยพร้อมน้ำเชื่อมและเครื่องต่างๆแล้วเอาหัวกะทิที่ผสมเกลือไว้นิดๆพอเค็มปะแล่มๆราดหน้าลงไปน่ะค่ะ เวลาจะทานก็คนๆให้เข้ากัน หากจะใส่ไข่หวานในกะทิแบบที่ ๒ ก็ต้มไข่หวานลงในน้ำเชื่อม พอสุกก็ตักใส่ถ้วยได้เลยค่ะ
แต่วันนี้พิมจะมาทำแบบวิธีแรกให้ดูนะคะ เพราะพิมว่าอร่อยกว่าค่ะ แถมหากกินกันหลายๆคน วิธีนี้แหละค่ะไม่ยุ่งยากเลย นี่เป็นหน้าตาส่วนผสมของน้ำกะทิค่ะ ก็ประกอบไปด้วย
◊ น้ำกะทิ ๕ ถ้วย
◊ หัวกะทิ ๑ ถ้วย (ไว้สำหรับราดหน้า)
◊ น้ำตาลทราย ๑/๒ ถ้วย
◊ น้ำตาลปี๊บ ๒ ถ้วย
◊ เกลือป่น ๑/๒ ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้นะคะ อย่างน้ำตาลแต่ละยี่ห้อ แต่ละที่มาก็หวานหอมไม่เท่ากันค่ะ ตอนใส่ก็อย่าเพิ่งใส่ไปหมดนะคะ เอาสัก ๓/๔ ก่อน แล้วก็ชิมรส หากอ่อนหวานไปก็ค่อยๆเติมลงไปตอนหลังค่ะ หากใครไม่มีน้ำตาลทราย ก็ใช้น้ำตาลปี๊บอย่างเดียวก็ได้ แต่ถ้าใช้น้ำตาลทรายอย่างเดียว จะไม่อร่อยเลย ในภาพนี้ เนื่องจากว่าพิมเอาช้อนเอาแต่หัวกะทิข้นๆไว้ พิมเลยต้องหาน้ำสะอาดมาผสมให้กะทิเจือจางลง ก็พอดีกับมีน้ำมะพร้าวเนี่ยแหละค่ะ เลยเอามาใช้แทนน้ำสะอาด ก็ทำให้บัวลอยไข่หวานหอมอร่อยมากขึ้นค่ะ

<span style='color:#C58C8C'>ข้อความถูกโพสต์ขึ้น โดย... Web Master<br>สาธิตและภาพประกอบ โดย... <a href='http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=pimmy&group=16' target='_blank'>@ - ENYA - @</a> ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้</span>