โดย หมูแดง » เสาร์ ก.พ. 25, 2006 6:30 am
มาละจ้ะ เล่าเรื่องเงินเดือนต่ออีกหน่อยก็แล้วกันนะคะ เผื่อจะได้เป็นแนวทางสำหรับแม่บ้านชาวอังกฤษที่กำลังมองหางานอยู่ จะได้เปรียบเทียบกันได้ เรื่องนี้ที่นี่เขาไม่ปิดกันหรอกค่ะ ใครได้เงินเดือนเท่าไหร่ก็รู้กันทั่วหมดทั้งบริษัทเลย เพราะเขาประกาศชัดเจน ใครทำงานอยู่ในระดับไหน ก็ต้องได้เงินเดือนตามระดับนั้นๆ ไม่เหมือนที่เมืองไทยที่เรื่องเงินเดือนถือเป็นความลับสุดยอด
ที่ Folkestone นี่นะคะ เนื่องจากไม่ใช่เมืองที่เป็นแหล่งงาน ดังนั้น ค่าแรงจึงไม่สูงมากถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ งานก็ไม่มีให้เลือกทำมากนัก เรียกว่าตลาดแรงงานไม่ใหญ่พอที่จะรองรับคนมากมายได้หรอกค่ะ ดังนั้น หากต้องการทำงาน และสามารถหางานได้ก็ควรจะรีบคว้าไว้ก่อน การให้โอกาสตัวเองได้เริ่มใช้ชีวิตการทำงานที่นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก งานที่หาได้ในช่วงแรกๆอาจจะไม่ใช่งานในฝัน อาจจะไม่ใช่งานที่เรารักและต้องการ แต่ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากงานแรกนี้ก็คือ มันจะช่วยหยิบยื่นโอกาสให้เรา และช่วยพาเราไปหางานที่ ๒ งานที่ ๓ งานที่ ๔ จนกว่าเราจะได้งานที่ถูกใจไปเอง หมูแดงพูดเสมอว่า คนเรานั้นต้องเริ่มนับ ๑ ให้ได้เสียก่อน จึงจะมีโอกาสได้นับ ๒, ๓ และ ๔ และนี่คือเหตุผลที่หมูแดงยอมรับเงื่อนไขการเป็นพนักงานประจำที่ได้เงินเดือนน้อยกว่าที่เคยได้ ตอนนี้หมูแดงก็เริ่มนับ ๑ แล้วค่ะ โดยการรับข้อเสนอเงินเดือนที่ ๘,๕๐๐ ปอนด์ หรือประมาณ ๔.๖๐ ปอนด์/ชั่วโมง แต่เราจะได้ความมั่นคงมาแทนที่เงินที่หายไป ผู้จัดการบอกว่าเราเริ่มทำงานในระดับ 1L ซึ่งได้เงินเดือนต่ำที่สุดเลย คือเริ่มชีวิตการทำงานกับบริษัทนี้จากฐานล่างสุด และจะต้องทดลองงาน ๔ เดือน ถ้าผ่านไปได้ ก็จะได้ปรับเงินเดือนขึ้นมาอีก เราก็สามารถทำได้ค่ะ ผ่านการทดลองงานอย่างสวยงาม ได้เงินเดือนขึ้นมาอีก ๙๐๐ ปอนด์ เงินเดือนในการทำงานปีแรกที่นี่ก็มาจบอยู่ที่ ๕.๑๐ ปอนด์/ชั่วโมงค่ะ
ย้อนมาที่การเป็นพนักงานชั่วคราวอีกหน่อยก่อน พนักงานชั่วคราวที่บริษัทนี้ เขาจะให้ค่าแรงคิดเป็นรายชั่วโมง วันไหนมาทำงานก็ได้เงิน วันไหนป่วย หรือติดธุระ ก็จะไม่ได้เงินค่าแรงค่ะ ไม่เหมือนกับพนักงานประจำที่รับค่าแรงเป็นรายเดือน จะหยุดเพราะป่วย หรือเพราะขี้เกียจ ถ้าสามารถหาทางโกหกเขาได้แนบเนียนพอ ก็ยังได้รับเงินค่าจ้างอยู่ดี พนักงานประจำจะมีวันหยุดพักร้อนให้ตามอายุงาน เริ่มจาก ๒๐ วัน ไปจนถึง ๒๕ วัน หมูแดงทำงานที่บริษัทนี้มาแล้ว ๔ ปีเต็ม ปีนี้เป็นปีที่ ๕ ก็เลยได้วันหยุดลาพักร้อน ๒๓ วันค่ะ ที่บริษัทนี้ เขาจะแบ่งระดับพนักงานประจำกับพนักงานชั่วคราวไว้อย่างชัดเจน ประหนึ่งว่าแบ่งชนชั้นยังไงยังงั้นเลย ตัวอย่างเช่น หากมีการเรียกประชุม หรือมีการชี้แจงนโยบายอะไร คนที่จะเข้าประชุมได้ก็จะต้องเป็นพนักงานประจำเท่านั้น พนักงานชั่วคราวหมดสิทธิ์ หรือหากต้องมีการโหวต หรือลงความคิดเห็นอะไร พนักงานชั่วคราวก็ไม่มีสิทธิ์ยกมือค่ะ หากจะต้องมีการคัดเลือก หรือตัดสินใจอะไร พนักงานชั่วคราวจะเป็นผู้ถูกตัดสิทธิ์ออกก่อนเพื่อน ข้อเสียของพนักงานชั่วคราวที่หมูแดงขยาดจนต้องรีบหาทางสมัครเป็นพนักงานประจำให้ได้โดยเร็วคือ บริษัทมีสิทธิ์ที่จะเลิกจ้างเราได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า วันนี้เราอาจจะกำลังนั่งทำงานอยู่ดีๆ เขาอาจจะเรียกเราไปบอกว่าให้กลับบ้านไปเลย แล้วไม่ต้องมาทำงานอีกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องทำความผิดอะำไร แต่ถ้าเขาเห็นว่าไม่จำเป็น เขาบอกเลิกสัญญาจ้างเราได้ทันที แต่เขาจะทำอย่างนี้กับพนักงานประจำไม่ได้ค่ะ เมื่อได้เป็นพนักงานประจำแล้ว หมูแดงก็ยังคงทำงานอย่างเดิม ๒ อย่างต่อไป โดยการทำแบบสอบถามเป็นหลัก เมื่อแบบสอบถามหมด ก็จะไปทำงานเรื่องฐานข้อมูลของลูกค้าด้วยโปรแกรม Oscar ทำแบบนี้อยู่ได้ประมาณ ๓ เดือนหรือไงนี่แหละค่ะ ไม่แน่ใจตัวเลขนัก ทางแผนก Subscription เขางานล้นมือ ผู้จัดการก็เลยมาเรียกให้ไปช่วย โอกาสในการนับ ๒ มาถึงแล้ว
แผนก Subscription คือแผนกรับสมัครสมาชิกวารสารของบริษัทค่ะ เล่าพื้นหลังของบริษัทนี้ให้ฟังเพิ่มเติมอีกหน่อยก็แล้วกัน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวฟังไปฟังมาแล้วจะงง บริษัทซาก้า (Saga) เป็นบริษัทใหญ่พอสมควรค่ะ เป็นบริษัทเดียวในอังกฤษที่จำกัดอายุของลูกค้าว่าต้องมีอายุไม่น้อยกว่า ๕๐ ปีึขึ้นไป เด็กๆไม่มีโอกาสเป็นลูกค้าของที่นี่ค่ะ ต้องรอจนแก่ใกล้เกษียณเสียก่อน มีธุรกิจหลักๆอยู่ในมือ ๓ อย่าง คือ Saga Services ทำเรื่องการประกันต่างๆ เช่น ประกันรถ ประกันบ้าน ประกันสัตว์เลี้ยง ฯลฯ Saga Holidays ทำธุรกิจท่องเที่ยว Saga Publishing ทำนิตยสาร Saga Magazine ค่ะ นิตยสารซาก้านี้ออกเป็นรายเดือนและ (ในขณะนั้น) ไม่มีวางขายในท้องตลาด ผู้ที่ต้องการจะอ่านหนังสือเล่มนี้ต้องสมัครเป็นสมาชิกเท่านั้นค่ะ แผนกที่ทำหน้าที่รับสมัครสมาชิก และดูแลข้อมูลของลูกค้านี้เรียกว่าแผนก Subscription แผนกนี้มีออฟฟิศแยกต่างหากอยู่ชั้นบนค่ะ มีพนักงานอยู่ประมาณ ๑๒ คน ในจำนวนนี้ ๒ คนต้องทำหน้าที่รับโทรศัพท์ที่ Call Centre อีึก ๒ คนทำเรื่องการเงิน ส่วนที่เหลือก็ทำงานจากเอกสาร วิธีการรับสมัครสมาชิกของเขาก็มีหลายวิธีค่ะ ลูกค้าอาจจะตัดแบบฟอร์มที่อยู่ในหนังสือแล้วกรอกส่งมาพร้อมกับเช็ค หรือบัตรเครดิต หรือโทรเข้ามาสมัครทางโทรศัพท์ หรือตอบจดหมายที่ทางบริษัทส่งไปก็ได้ บริษัทเขาจะมีวิธีโปรโมทหนังสือหลายอย่างค่ะ ที่ทำเยอะและทำทุกวันคือการส่งจดหมายเชิญชวนออกไปให้กับคนที่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ส่งตัวอย่างหนังสือออกไปให้ดู ถ้าลูกค้าสนใจเขาก็จะกรอกแบบฟอร์มนั้นกลับมาให้เรา ในแต่ละวันจะมีใบตอบรับพวกนี้เข้ามาหลักพันชุดเลยนะคะ เขาก็จะทำการ batch คือคัดแยกแล้วมัดเป็นชุดๆละ ๕๐ แบบฟอร์มค่ะ วิธีแยกของเขามีหลายอย่างมาก เช่น สมาชิก ๖ เดือน สมาชิก ๑ ปี สมาชิก ๒ ปี สมาชิกตลอดชีพ จ่ายเงินด้วยเช็ค จ่ายด้วยบัตรเครดิต จ่ายด้วย postal order ฯลฯ การที่เขาแยกไว้แบบนี้ก็เพื่อให้เราทำงานได้สะดวกขึ้นนั่นเอง
คนที่มีหน้าที่ subscribe สมาชิกให้ลูกค้านี้นะคะ จะต้องทำให้ได้ ๕๐ ชุด/ชั่วโมง อันนี้เป็น target ที่เขาตั้งไว้สำหรับพนักงานที่ชำนาญแล้วนะคะ ถามว่าทำได้แบบนี้ทุกคนมั้ย ตอบว่าไม่ได้ค่ะ บางชุดยากมาก โดยเฉพาะลูกค้าที่จ่ายเงินด้วยบัตรเครดิต เพราะหากใส่เลขบัตรผิดก็ subscribe ไม่ได้แล้วค่ะ เราต้องโทรออกไปถามลูกค้า เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง พูดกันรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง อย่าลืมนะคะว่าลูกค้าบริษัทนี้มีแต่คนแก่ๆ บ่อยครั้งเราเจอปัญหาว่าลูกค้าหูตึง แล้วไม่ได้ยินที่เราพูด พอเราพูดเสียงดังก็โกรธ หาว่าเราตะโกนใส่เขา คนอังกฤษถือว่าการตะโกนใส่กันนี่หยาบคายมาก เป็นเรื่องที่รับไม่ได้เลย ฉะนั้น ชุดที่เขา batch ไว้ว่าเป็นบัตรเครดิตนี่ จะไม่ค่อยมีใครอยากทำค่ะ ช่วงที่เราถูกขอให้ไปช่วย หัวหน้าก็จะมาสอนว่าต้องทำยังไง เขาบอกว่าวันแรกให้ทำให้ได้แค่ชั่วโมงละ ๑๕ ชุดก็พอ แล้วค่อยๆขยับขึ้นไป โอ๊ย.. ยากจริงๆค่ะ ใน ๓ วันแรกนี่ ทำผิดครึ่งต่อครึ่งเลย เป็นงานละเอียดมาก ต้องเช็คที่อยู่ลูกค้้าให้ถูกต้องที่สุด ใส่ข้อมูลให้ครบ บางคนนะคะ เขียนมาแต่บ้านเลขที่กับถนน เมืองก็ไม่ใส่ รหัสไปรษณีย์ก็ไม่ใส่ เราก็ต้องใช้วิทยายุทธโดยการค้นหาจากฐานข้อมูลของกรมไปรษณีย์เอาค่ะ ทำงานที่แผนกนี้โดนใจหมูแดงมากเพราะได้ค้นคว้าข้อมูลเยอะ แล้วก็ได้ใช้โปรแกรม Oscar มากขึ้น ได้ลงลึกในคำสั่งยากๆที่โปรแกรมมีไว้ แล้วก็ได้โอกาสฝึกพูดด้วยค่ะ อันนี้สำคัญมากและเป็นประโยชน์แก่หมูแดงที่สุด ทำให้ทักษะการพูดของเราพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว ถือว่าหมูแดงเริ่มนับ ๓ แล้วนะคะจากการได้ฝึกทักษะการพูดนี้
สมัยอยู่เมืองไทย หมูแดงทำงานประจำแห่งแรกกับบริษัทผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เจ้านายคนที่เราทำงานด้วยนานที่สุดเป็นคนจีนที่เติบโตในเมืองไทย เป็นเจ้านายที่เรารักมาก เพราะท่านนี่เองที่สอนสั่งให้หมูแดงเป็นคนทำงานเก่งขึ้น ให้โอกาสหลายๆอย่างกับเรา ทำงานที่นี่ถึงแม้เจ้านายจะไม่ใช่ฝรั่งมังค่า แต่เพราะบริษัทต้องทำการค้ากับต่างชาติ เราก็เลยต้องใช้ภาษาัอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลัก ภาษาอังกฤษในการสื่อสารของเราไม่ถึงกับดีมาก อยู่ในระดับที่ใช้งานได้ดีทีเดียว เอาเป็นว่าไม่เคยพลาดให้เกิดความเสียหายก็แล้วกันนะคะ ทำงานที่นี่ได้ ๑๐ ปี ก็มีสาเหตุุให้ต้องลาออกจากงานทั้งๆที่ไม่ได้อยากทำเลย เป็นเรื่องเศร้าและขมขื่นที่สุดอีกอย่างหนึ่งในชีวิต แต่คงจะเป็นเพราะอะไรบางอย่างอยากให้เราได้มีโอกาสใหม่ๆ ก็เลยทำให้เราต้องจากบริษัทนี้ไปทำงานกับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอีเล็คโทรนิคส์แห่งหนึ่ง ที่ อ. บางน้ำเปรี้ยว จ. ฉะเชิงเทรา บ้านเกิด ที่นี่เราได้เจ้านายเป็นฝรั่งชาวอเมริกันนิสัยดีมากๆ เป็นเจ้านายอีกคนที่เรารักมากเช่นกัน เราค่อนข้างโชคดีที่ได้เจ้านายประเสริฐ ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน เจ้านายน่ารักทุกคนเลย เราทำงานกับเจ้านายฝรั่งคนนี้ได้เกือบ ๕ ปี ก็มีอันต้องพลัดพรากจากกัน เพราะเจ้านายถูกบีบให้ออกและต้องกลับไปอเมริกา เรื่องนี้ทำร้ายจิตใจเรามากๆจนหมดกำลังใจทำงานเลย ชีวิตช่วงนั้นดิ่งลงไปสู่ก้นเหว และหักเหจนต้องพลัดบ้านพลัดถิ่นมาอยู่ไกลถึงประเทศอังกฤษนี่เลย หากใครอยากฟังเรื่องชีวิตการทำงานที่เมืองไทย เอาไว้จะเล่าให้ฟังนะคะ มีหลายๆอย่างเป็นบทเรียนสอนใจได้ดีทีเดียว แต่ตอนนี้ขอเล่าเรื่องประสบการณ์การทำงานที่อังกฤษให้จบเสียก่อน ยังอีกยาวค่ะ
ถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ทำงานในเมืองไทยจะต้องติดต่อพูดคุยกับชาวต่างชาติทุกวัน ใช้ภาษาอังกฤษทุกวัน แต่เมื่อต้องมาอยู่ที่นี่ ในประเทศที่เป็นต้นแบบของภาษาอังกฤษที่เราเคยใช้ กลับไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยค่ะ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีปัญหาในการสื่อสารกับใคร เพราะอยู่เมืองไทยเราก็พูดได้คล่อง แต่ภาษาอังกฤษที่เราเคยใช้กับภาษาอังกฤษที่นี่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนอังกฤษเป็นคนหยิ่งในสายเลือดมาก ครั้งหนึ่งหมูแดงเคยถูกลูกค้าที่ร้านบูทส์ตำหนิเพราะพูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันมาแล้ว เชื่อมั้ยคะ ก็มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ ตลอดเวลาที่เราทำงาน เราต้องติดต่อกับลูกค้าชาวอเมริกัน เจ้านายคนสุดท้ายก็เป็นอเมริกัน ตอนไปเรียนภาษาัอังกฤษเพิ่มเติม ก็เรียนกับครูชาวอเมริกัน และเรียนกับสมาคมศิษย์เก่านักเรียนอเมริกัน (AUA) จะไม่ให้ติดสำเนียงอเมริกันก็คงไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ภาษาอังกฤษที่ชาวอเมริกันใช้นั้น ไม่เหมือนกับภาษาอังกฤษที่นี่เลย คำศัพท์ก็ต่างกัน เช่นคำว่าห้องส้วม ภาษาไทยเราพูดแบบสุภาพว่า ไปห้องน้ำค่ะ เจ้านายฝรั่งของหมูแดงสอนว่า ถ้าจะพูดเป็นภาษาอังกฤษให้สุภาพก็ต้องบอกว่า go to the restroom ไม่ใช่ go to the toilet แต่พอมาพูดคำว่า restroom ที่นี่ ฝรั่งอังกฤษมองหน้าแล้วก็บอกว่า oh… go to the loo พูดตรงมากๆเลย เพราะ loo มันแปลว่าโถส้วมไงคะ บางคนก็พูดว่า go to the toilet แต่น้อยค่ะ โดยมากจะ go to the loo กันทั้งนั้น ตอนแรกๆเราไม่กล้าพูดเพราะอายว่าคำว่า loo หรือ toilet มันไม่ค่อยสุภาพ (ก็เจ้านายเก่าบอกมายังงี้) แต่อยู่ไปอยู่มาก็ชินค่ะ เพราะทุกครั้งที่เผลอพูดคำว่า restroom ฝรั่งอังกฤษเขาก็จะพูดแก้มาให้ทุกครั้งว่า loo หรือ toilet เขาบอกว่าก็มันคือ loo เราไปที่นั่นก็เพื่อจะใช้ loo ไม่ใช่เข้าไปนั่งพักถึงจะได้เรียกว่า restroom
คนอังกฤษใช้คำแสลงเยอะมากๆ ตอนมาอยู่ใหม่ๆต้องพก Dictionary ติดกระเป๋าไว้ตลอดเวลาเพราะฟังไม่ออกว่าเขาพูดว่าอะไร หมูแดงก็จะใช้วิธีบอกเขาว่า Can you spell for me please? คือช่วยสะกดให้หน่อย แล้วก็เปิดดิกหาเอา เจอบ้าง ไม่เจอบ้าง บ่อยครั้งเข้าไม่เปิดแล้วค่ะ ขัดใจ และไม่ทันใจด้วย เพราะคำแสลงมันไม่ค่อยมีในดิกหรอก ก็จะใช้วิธีถามกลับไปเลยว่า What does it mean? คือหมายความว่าอะไรเหรอคะ ที่คุณพูดเมื่อกี๊นี้น่ะ เขาก็จะอธิบายให้ฟัง มีครั้งหนึ่งเลิกงานแล้ว เราก็กำลังยืนรอให้ลุงเด๋อไปรับ เพื่อนฝรั่งเดินผ่านมาก็ถามว่า Do you have a lift? งงซิคะ บ้านใครที่ไหนจะมีลิฟท์ใช้ ก็รู้ๆกันอยู่ว่าที่เมืองนี้เขาไม่ให้สร้างตึกสูงๆ ตึกแค่ ๒-๓ ชั้น เดินขึ้นบันไดเอาก็ได้ ไม่เห็นต้องใช้ลิฟท์เลย แล้วเป็นอะไร อยู่ๆก็มาถามว่าที่บ้านมีลิฟท์หรือเปล่า คุณเธอเห็นเราทำหน้างงงวยสุดฤทธิ์ ก็เลยถามซ้ำ อิชั้นก็ยังไม่เข้าใจ เขาก็เลยถามใหม่ว่า Will your husband pick you up? อ๋อ.. เขาถามว่ามีใครมารับกลับบ้านหรือเปล่า ไม่ใช่ถามว่าที่บ้านมีลิฟท์ใช้หรือเปล่า อิ.. อิ..
เล่าเรื่องภาษาอังกฤษมาเสียยาว ก็เพียงเพื่อจะปูไปเล่าเรื่องการพัฒนาทักษะการพูด และการฟังของหมูแดงเมื่อทำงานที่แผนก Subscription เท่านั้นเองแหละค่ะ อย่างที่เล่าข้างบนว่าทำงานแผนกนี้ต้องโทรศัพท์ออกไปหาลูกค้าบ่อยๆ ไม่ใช่งานง่ายๆนะคะ ไม่มีใครอยากโทรไปหาลูกค้าหรอกค่ะเพราะมันเสี่ยงต่อความมั่นคงในอาชีพ ทำไมน่ะเหรอคะ ก็ลูกค้าที่นี่คือพระเจ้าไงคะ ยิ่งใหญ่มาก เราต้องระวังตัวตลอดเวลา ต้องระวังทุกคำพูดไม่ให้สะเทือนใจลูกค้า ไม่ให้ลูกค้าฟังแล้วรู้สึกไม่ดีได้ สมมุติว่าลูกค้าส่งเช็คมาแล้วลืมเซ็นต์ชื่อกำกับ เราก็ต้องโทรไปบอกเขาว่าขอเปลี่ยนเช็คใบใหม่ แต่เราต้องพูดให้ดี เพื่อไม่ให้เขารู้สึกได้ว่าเขาทำผิด งงล่ะซิว่าจะพูดยังไง ลองยกบทสนทนาให้ฟังซักกรณีหนึ่งก็ได้ค่ะ ที่พูดบ่อยๆก็ประมาณนี้เลยค่ะ
Q : Good morning madam, may I speak to Mrs. Wallis please. คำว่าพลีส สำคัญมากค่ะ ต้องเริ่มด้วยคำนี้ตลอด
A : Yes, Mrs. Wallis speaking.
Q : Oh hello Mrs. Wallis. My name is Moodeng calling from Saga Magazine. How are you today? แนะนำตัวแล้วต้องถามสารทุกข์สุกดิบกันก่อน ไม่ใช่เร่งแต่จะหาผลประโยชน์ตรงดิ่งเข้าสู่คำถามของเรา
A : I’m fine. Thank you. And you?
Q : I’m very well. Thank you very much for your kindness. Would you mind if I check something with you please? ขอบคุณนะคะ อย่าลืม แล้วก็อ่อนน้อมถ่อมตน ขอร้องให้ช่วย
A : No not at all.
Q : We’ve received your cheque for 35 pounds. You would like to subscribe to the Saga Magazine for 3 years thank you very much for that. We are very delighted. But may I ask for your kindness to sign the cheque for us please. Would you mind madam? เห็นมั้ย ขอบคุณอีกแล้ว และยังขอร้องให้เขาช่วยเซ็นต์เช็คให้ใหม่ ห้ามพูดเด็ดขาดว่าเขาลืมเซ็นต์เช็ค
A : Oh.. Have I forgot to sign the cheque? I’m sorry.
Q : Oh.. not to worry Mrs. Wallis. We will send the cheque back to you with a pre-paid envelope. Once you've signed, please post it back and the stamp is not required. ถึงแม้เจ้าตัวจะขอโทษเราแล้วว่าลืมเซ็นต์เช็ค แต่เราก็จะไปตอกย้ำเขาไม่ได้ ทำได้เพียงปลอบโยนว่าไม่เป็นไร ส่งเช็คกลับบ้านพร้อมซองจดหมายที่จ่ายค่าอากรแสตมป์เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มอีก
A : ok will do.
Q : You are so kind Mrs. Wallis. Thank you very much for your time. I’m sorry to bother you today. Have a pleasant day. Good-bye. ขอบคุณอีกแล้ว และขอโทษด้วยที่โทรมารบกวนเวลาพักผ่อนของเขา
เห็นมั้ยคะ แค่จะบอกให้ลูกค้าเซ็นต์เช็คให้ใหม่เนี่ย ต้องพูดกันยาวขนาดนี้เลย แล้วห้ามพูดเด็ดขาดว่าลูกค้าลืมเซ็นต์เช็ค ถึงแม้ว่าเขาจะลืมจริงๆก็เถอะ เพราะหากพูดไป จะถือว่าเป็นการโยนความผิดให้ลูกค้า ลูกค้าอาจจะรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี และเสียใจได้ ต้องชม ต้องขอบคุณ ต้องขอโทษลูกค้าทุกครั้ง และต้องพูดด้วยเสียงนุ่มนวล ห้ามพูดเสียงดังเกินไปเพราะลูกค้าอาจจะเข้าใจผิดว่าเราไปตะโกนใส่หน้าเขาก็ได้ และห้ามพูดเสียงค่อยเพราะถ้าลูกค้าไม่ได้ยิน ก็อาจจะโมโหและอารมณ์เสีย พาลโกรธเราได้อีก ช่วงที่ทำงานแผนก Subscription ใหม่ๆ หมูแดงไม่กล้ายกหูโทรศัพท์โทรออกไปเลยค่ะ เพราะไม่รู้ว่าจะพูดยังไง แล้วหัวหน้าเองก็ไม่ยอมให้โทรด้วย ทำงานไปได้อาทิตย์กว่า หัวหน้าถึงอนุญาตให้โทรได้ วิธีการคือให้เรานั่งฟังพี่เลี้ยงคุยกับลูกค้าประมาณ ๑๐ คนก่อน แล้วเราลองโทรไปหาลูกค้าในเคสง่ายๆ ให้พี่เลี้ยง ๑ คนนั่งประกบเราตอนที่เรากำลังจะโทร เอาหูโทรศัพท์อีกอันมาเสียบไว้ เพราะเขาจะได้ฟังได้ด้วยว่าลูกค้าพูดอะไรกับเรา ก่อนกดหมายเลขไป เขาจะ brief เราก่อนว่าจะต้องพูดกับลูกค้าว่ายังไง ระหว่างที่เราคุยอยู่ เขาก็จะคอยเขียนหนังสือบอกเราว่าจะต้องพูดอะไร เช่น เราลืมขอโทษ ลืมขอบคุณ ลืมชม เขาก็จะบอกเราหมด พูดเสียงดังไป ค่อยไป เขาจะเขียนบอกเราตรงนั้นเลย ฝึกเราแบบนี้ประมาณ ๑๐ สาย แล้วก็ปล่อยเราโชว์เดี่ยว หลังจากวางสายแต่ละครั้งเขาก็จะบอกว่าเราพูดผิดหรือพูดถูกยังไง การได้โทรศัพท์ออกไปหาลูกค้านี่นะคะ ทำให้เราได้ฝึกพูดเยอะมาก และได้ฝึกฟังด้วย จากวันแรกที่กลัวจนมือสั่น จนสามารถพูดได้คล่องเลย เจอลูกค้าสารพัดรูปแบบ หูตึง เป็นใบ้ จู้จี้ ขี้โมโห แต่ขอบอกว่าสนุกมากๆเลย พอทำไปได้เกือบๆเดือน ก็ชักอยากจะลองไปนั่งรับโทรศัพท์เองบ้าง อยากรู้ว่าเวลาลูกค้าโทรเข้ามาแล้วเราจะต้องตอบยังไง ก็ไปขอหัวหน้าว่าขอนั่ง switchboard บ้างได้มั้ย หัวหน้าบอกว่ายังไม่ถึงเวลา ต้องฝึกอะไรอีกหลายอย่าง ตอนนี้แค่ฝึก subscribe หนังสือให้คล่องก่อนก็พอ เราก็เชื่อเขานะ เพราะเราชอบงานนี้เสียแล้ว จากตอนแรกๆเราทำได้แค่ ๑๕ ชุด/ชั่วโมง ฝีมือเราก็พัฒนาขึ้นไปถึง ๑๕๐ ชุด/ชั่วโมงก็เคยมี จากที่เป็นคนถูกจับผิด ถูกตรวจงาน กลายเป็นคนที่คอยจับผิดคนอื่น คอยตรวจงานคนอื่นแทน EM027
<div align="center"><img src='http://i27.photobucket.com/albums/c166/Moodaeng/Web%20Icon/ICON054.gif' border='0' alt='user posted image' /><span style='color:#CC66CC'> น้ำใจใสพิสุทธิ์ แด่เพื่อนมนุษย์ร่วมโลก เอาความรักกลบความทุกข์โศก เพื่อโลกนี้สดใส ขอเชิญชวนเพื่อนพ้อง เปลี่ยนทำนองเสียงร้องไห้ เป็นเสียงเพลงบรรเลงน้ำใจ แบ่งปันความรักให้ซึ่งกันและกัน</span><br><font size=3 color=#FF0059><b>บริการโอนเงินกลับประเทศไทย ในอัตราค่าบริการเพียงร้อยละ ๓ บาท รับได้ทุกสกุลเงินทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน สนใจใช้บริการ <a href="http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?showtopic=43345">ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ</a></font><br><font size=3 color=#339900>ติดต่อด่วนโทรมาได้ตลอดเวลานะคะ ๐๘๙-๕๓๓๑๙๕๔ ยินดีให้บริการค่ะ</font></b></div>