ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ประสบการสัมผัสที่หก (สาม)

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » พุธ ธ.ค. 01, 2010 8:04 am

มโนทุจริต.......ช่างน่ากลัว
และเกิดขึ้นได้ง่ายซะเหลือเกิน...เพียงแค่ชั่ววูบ
หากขาดสติที่ดี แค่คำพูดไม่กี่คำ ความหายนะก็ปูทางรออยู่แล้ว.....



(Little Bird โพสต์เมื่อ: Yesterday at 04:32 am)
ปล. พี่ทัดน้องสบายดีจ้า พี่ทัดสบายดีนะคะ..

สบายดีจ้ะน้องโศ รักษาสุขภาพด้วยนะ....หนาวๆแบบนี้
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย Layla » พุธ ธ.ค. 01, 2010 12:07 pm

ถึงบอกว่าอโหสิให้ไง โทษที่เขาว่าเราจะได้น้อยลง...


อ่านอันนี้ของคุณหญิงป้าแล้วก็ได้คิดค่ะ เพราะว่าแต้วก็ไม่รู้ว่าไปก่อวจีทุจริตกับใครไว้บ้าง คงจะไม่น้อยเลยในชีวิตนี้ แบบไม่รู้ว่าจะไปร้องขออโหสิกรรมที่ใคร เพราะว่ามันเยอะคะคุณหญิงป้า ปากหมานี่แก้ไม่หายจริงๆค่ะ

มาอยู่เมืองนอก มักจะฟุ้งซ่าน หลายคนก็คงเหมือนกัน ห่างธรรมะในใจเข้าไปทุกวันๆ เพื่อนยามห่างไกลนี่ ถือว่าสำคัญค่ะสำหรับแต้ว ได้เพื่อนดี เป็นกัญยามิตรถือว่าประเสริฐ เพราะต่อให้เราแย่แค่ไหน พวกเขาก็ทำให้เรามีสติได้ ดึงเราให้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง และตักเตือนเราในสิ่งที่ถูกต้องได้เสมอ แต่เมื่อไหร่ที่คบเพื่อนที่แย่ มีมโนทุจริต วจีทุจริต ในใจ คุยกันนานเข้า คุยกันทุกวัน จากที่มีสติดีๆ ก็คล้อยตามได้ในที่สุดค่ะ อันนี้น่ากลัว...

แต้วไม่ค่อยอิจฉาใครที่มีดีกว่า เพราะคิดว่า ถ้าเขาทำได้ก็คือเขาเจ๋ง เพราะถ้าเราทำไม่ได้ เราต้องยอมรับ แต่มักจะอิจฉาคนที่จิตใจดี คิดดี ทำดี มีธรรมะในใจที่ดีกว่าเราเสมอ ละอายใจว่าทำไมทำได้....

สุดท้าย อยากจะบอกว่า คุณหญิงป้า ไปเปิดอีกกระทู้เลยดีไหมค่ะ กระทู้ธรรมะไกลบ้าน แต้วผู้มีธรรมะน้อยๆในใจ จะไปย่องอ่านเพื่อยกระดับจิตใจตัวเองด้วยคนค่ะ


ปล.

เห็นน้องเหมี่ยววับๆแวมๆ พี่นึกว่าเหมี่ยวไปลั่นล้าที่ไทยแล้วนะนี่ อิอิ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Layla
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 505
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.พ. 16, 2009 4:09 pm

โพสต์โดย Sunisa » พุธ ธ.ค. 01, 2010 1:08 pm

เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรกค่ะ ตามคำชวนของเพื่อนสมาชิกในครัวนี้ ขอบคุณมากค่ะสำหรับสิ่งดีๆที่แบ่งปัน ...ขออนุโมทนาบุญกับทุกดวงจิตที่เป็นกุศลค่ะ สาธุจ้า
<img src='http://i165.photobucket.com/albums/u47/sathinee/jum2009/post-33-11714159731-11-horz.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
Sunisa
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2103
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ธ.ค. 17, 2006 1:42 pm

โพสต์โดย PHAN » พุธ ธ.ค. 01, 2010 2:21 pm

ป้าติ๋ม เขียน: ขอเขียนถึงวจีทุจริตอีกสักวันนะคะ  หากผู้ที่มีหรือกำลังจะมีความคิดและการกระทำไปในทางวจีทุจริตเรื่องที่เอามาแปะนี้จะได้สะกิดใจได้บ้าง
<span style='color:red'>ผลกรรมของการพูดวจีทุจริต</span>
พระพุทธศาสนามีหลักคำสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ตราบใดที่ยังไม่หมดกิเลสก็ต้องเกิดอีก แต่จะเป็นภพภูมิใดนั้นขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละบุคคล บางคนชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ ชาติก่อนอาจเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เกิดเป็นเทวดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์มาก่อนก็ได้ ชาติหน้าอาจจะเกิดเป็นอะไรก็ได้ เรื่องของกฎแห่งกรรมนั้นไม่มีใครหนีพ้น อย่างกรณีของอดีตมารดาของพระสารีบุตรยังเคยเกิดเป็นเปรต เพียงเพราะการพูดคำหยาบด่าคนอื่น แต่พอพระเถระอุทิศส่วนกุศลไปให้ก็กลายเป็นเทพธิดาได้ในบัดดล 
นางทำกรรมอะไรไว้จึงเกิดเป็นเปรต เรื่องนี้มีปรากฎในอรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่  2 ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่ม 2 ภาคสอง หน้าที่ 158 พระพุทธเจ้าได้แสดงบุพพกรรมของเปรตอดีตมารดาพระสารีบุตรสรุปความว่า “ในอดีตกาลเมืองพาราณสีมีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนใจบุญชอบให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจก ใครมาหาที่บ้านไม่เคยผิดหวัง ทุกคนรักเศรษฐีกันทั้งนั้น แต่ทว่าภรรยา เศรษฐีเป็นคนไม่ชอบให้ทาน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสามีก็ทำไปตามเรื่อง พอลับหลังสามีเท่านั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไปภิกษุบิณฑบาตก็ไม่ใส่ แถมยังไล่ให้หนีไปที่อื่นอีกต่างหาก เมื่อคนเดินทางมาขอพักก็ไล่ให้ไปหาที่พักในที่อื่น เมื่อขอข้าวและน้ำนางก็บอกว่า  “พวกท่านจงกินคูถ ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน” แล้วจึงระบุชื่อของสิ่งที่ไม่สะอาด น่าเกลียดแล้ว แถมยังถ่มน้ำลายไล่อีก 
สามีภรรยาคู่นี้เป็นประเภทสามีเทวดาแต่มีเมียผีคือสามีดีแต่เมีร้าย เรื่องของบุพเพสันนิวาสก็ยากจะอธิบาย บางคนไม่มีความเหมาะสมกันเลยแต่ก็ยังอยู่ด้วยกันได้ ในชาตินั้นนางมีลูกชายคือพระสารีบุตรในปัจจุบัน  พอนางเสียชีวิตก็ อันอานุภาพกรรมซัดไปก็บังเกิดในกำเนิดเปรตเสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน
ผลของการพูดวจีทุจริตนั้นพระพุทธเจ้าแสดงไว้ในสัพพลหุสสูตร อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต(23/130/193)  ความว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มุสาวาท(พูดเท็จ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งมุสาวาทอย่างเบาที่สุดย่อมยังการกล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
ปิสุณาวาจา(พูดส่อเสียด)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งปิสุณาวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังการแตกจากมิตรให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
ผรุสวาจา(พูดคำหยาบ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งผรุสวาจาอย่างเบาที่สุด ย่อมยังเสียงที่ไม่น่าพอใจให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
สัมผัปปลาปะ(พูดเพ้อเจ้อ)อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังสัตว์ให้เป็นไปในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัยวิบากแห่งสัมผัปปลาปะอย่างเบาที่สุด ย่อมยังคำไม่ควรเชื่อถือให้เป็นไปแก่ผู้มาเกิดเป็นมนุษย์
นางเปรตนั้นเมื่อหวนระลึกถึงความสัมพันธ์กับพระสารีบุตรในชาติก่อน วันหนึ่งได้ทราบข่าวอดีตลูกชายได้กลับชาติมาเกิดเป็นพระสารีบุตร นางจึงต้องการเข้าไปหาพระสารีบุตรเพี่อขอส่วนบุญ นางเปรตเมื่อมาถึงสำนักของท่านพระสารีบุตรแล้วพอถึงประตูวิหาร เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้นห้ามเธอไม่ให้เข้าไปยังวิหาร นางเปรตนั้นได้บอกเทวดาว่านางเคยเป็นมารดาของพระเถระในชาติที่ห้านับถอยหลังแต่ปัจจุบันชาตินี้ไป ขอท่านได้โปรดจงให้ดิฉันเข้าประตูเพื่อจะได้ไปเยี่ยมเยือนพระเถระด้วยเถิด  เทวดาได้ฟังดังนั้นจึงอนุญาตให้นางเข้าไป  นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่  ณ ที่สุดที่จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ
พอพระสารีบุตรครั้นได้เห็นนางเปรตนั้นเป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือน จึงถามด้วยคาถาว่า “ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง  ท่านเป็นใครหรือจึงมายืนอยู่ในที่นี้”
นางเปรตจึงได้เล่าให้พระสารีบุตรฟังว่าเคยเป็นมารดาของพระเถระนับถอยหลังจากชาตินี้ไปห้าชาติ ตอนนี้ได้รับความลำบากมาก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ขอให้พระเถระช่วยอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วยเถิด 
เมื่อพระเถระได้ฟังในกาลต่อมาพระสารีบุตรได้สร้างศาลาถวายแก่สงฆ์ โดยอุทิศให้กับสงฆ์ที่จรมาจากทิศทั้งสี่ จากนั้นอุทิศส่วนกุศลไปให้กับนางเปรต เปรตเมื่อได้รับส่วนบุญก็ได้อุบัติเป็นนางเทพธิดาในบัดดล กรรมของแต่ละคนย่อมส่งผลไปถึงภพต่อๆไปได้ อย่าคิดว่าทำกรรมชั่วแล้วจะไม่ได้รับผลของกรรม ผลกรรมบางอย่างอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ มนุษย์อาจเป็นเคยเป็นพ่อเป็นแม่กับเราในชาติก่อนก็ได้
<span style='font-size:14pt;line-height:100%'><span style='color:red'>อย่านึกว่าการพูดวจีทุจริตคือพูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ หรือด่าใครเขาแล้ว กรรมนั้นจะไม่ส่งผล ดูอย่างนางเปรตผู้เคยเป็นมารดาของพระสารีบตรเป็นอุทาหรณ์</span></span>
พระมหาบุญไทย  ปุญญมโน
09/08/53

เรื้องนี้ก็ต่อเนื้องกันด้วย ชายผ้าเหลือง ด้วยใช้หรือเปล่าคะป้าติ๋ม เพราะแค่ลำพังกรรมที่นางก่อสร้างมา แค่ลำพังกำลังที่จะชดใช้มาก็คงลำบากโชคดีที่มีลูกชายที่เปี่ยมด้วยบุญ นางเลยได้อาศัยชายผ้าเหลืองดึงนางไห้หลุดพ้นออกมา

อย่างงี้ก็ต้องมีเรื้องเกี่ยวกับชายผ้าเหลืองต่อแล้วซิคะหญิงป้า ต่อ คะ ต่อ !!!

ถ้าไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายนี้จะทำยังไงดีคะ

ปล ขอบคุณหญิงป้าสำหรับซองขาวด้วยคะ
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย หนูป้อม » พุธ ธ.ค. 01, 2010 2:38 pm

  โพสต์เมื่อ: November 28, 2010 08:42 pm
หนูว่าเปิดห้องสนทนาธรรม ใหม่จะเป็นการดีหรือเปล่าคะ
(เกรงใจ..ท่านหญิงป้าค่ะ อิอิ..) (^ _^)


สุดท้าย อยากจะบอกว่า คุณหญิงป้า ไปเปิดอีกกระทู้เลยดีไหมค่ะ กระทู้ธรรมะไกลบ้าน แต้วผู้มีธรรมะน้อยๆในใจ จะไปย่องอ่านเพื่อยกระดับจิตใจตัวเองด้วยคนค่ะ


ท่านหญิงป้า เมตตาหนูๆน้อง เปิดกระทู้ใหม่ดีไหมคะ (ท่านหญิงป้าเห็นด้วยไหมคะ ...)
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พุธ ธ.ค. 01, 2010 2:57 pm

Layla เขียน:
อ่านอันนี้ของคุณหญิงป้าแล้วก็ได้คิดค่ะ เพราะว่าแต้วก็ไม่รู้ว่าไปก่อวจีทุจริตกับใครไว้บ้าง คงจะไม่น้อยเลยในชีวิตนี้  แบบไม่รู้ว่าจะไปร้องขออโหสิกรรมที่ใคร เพราะว่ามันเยอะคะคุณหญิงป้า ปากหมานี่แก้ไม่หายจริงๆค่ะ







สุดท้าย อยากจะบอกว่า คุณหญิงป้า ไปเปิดอีกกระทู้เลยดีไหมค่ะ กระทู้ธรรมะไกลบ้าน แต้วผู้มีธรรมะน้อยๆในใจ จะไปย่องอ่านเพื่อยกระดับจิตใจตัวเองด้วยคนค่ะ



พอมีสติแล้วว่า เราอาจจะเคยไปทำอะไรกับใครไว้
วันนี้เราได้สติ เราก็เริ่มต้นใหม่ได้นี่คะ
สมัยก่อนหญิงป้าก็แจ๊บเพื่อนไปทั่วแหละ แจ๊บแบบไม่คิดเอาจริง
เพียงแค่หยอกๆ แต่ท่านยายก็บอกว่า มันก็ไม่ดี ใครมาฟังโดยที่ไม่รู้พื้นฐาน
เขาก็จะเชื่อที่หญิงป้าพูด ถ้าจะหยอกล้อกัน ก็ให้หยอกล้อกันในวงหมู่มิตร
ไม่มีคนอื่นมาเจือปน...

ตอนหลังหญิงป้าก็มักจะหยอกเพื่อนแบบส่วนตัวกันเท่านั้น

ส่วนจะให้ไปเปิดกระทู้ใหม่ คงไม่ไปหรอกค่ะ
เกาะติดสาวๆตรงนี้แหละ คนไหนธรรมะมาก ธรรมน้อย
เขารู้ทางแล้วว่ามาตรงนี้ก็ได้เจอเรื่องที่ไม่สามารถเห็นด้วยตา
เวลามีจุดประสงค์ของตนฉันใด ว่าจะมาอ่านเอาไปพูดต่อให้สนุกปาก สะใจตน
หรือว่าอ่านเพื่อเอาไปปฏิบัติต่อ ก็จะได้มาถูกทาง...

จะเอาไปพูดต่อหรือเอาไปปฏิบัติธรรมะต่อ
ยังไงเราผู้เบิกบานเพราะถูกกล่าวขาน ก็ได้บุญทั้งขึ้นทั้้งล่องแหละสาวๆ
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พุธ ธ.ค. 01, 2010 3:12 pm

PHAN เขียน:
ถ้าไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายนี้จะทำยังไงดีคะ


ก็เป็นเปรตต่อไปสิคะ
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย vilai unchim » พุธ ธ.ค. 01, 2010 3:30 pm

หญิงป้า เขียน:
PHAN เขียน:
ถ้าไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายนี้จะทำยังไงดีคะ


ก็เป็นเปรตต่อไปสิคะ

หญิงป้าคะเดี๋ยวหนูจะให้น้องเต้ไปบวชฮิๆๆ ล้อเล่นค่ะ


และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ ว่าหญิงป้าน่ะรู้ขุมทรัพของแผ่นดินน่ะ
เค้าเก็บกันไว้ที่ไหน แต่ว่าหนูรู้เหอๆๆฮ่าๆๆๆ
<br><a href='http://www.newsamplepack.com/vilai' target='_blank'>http://www.newsamplepack.com/vilai</a> <br><span style='color:purple'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่อุดหนุนและให้ความไว้วางใจนะคะ (ลูกค้าคือพระเจ้าสำหรับเราเสมอ)</span></span><br><a href='http://vilaiherbalife.jimdo.com/' target='_blank'>http://vilaiherbalife.jimdo.com/</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
vilai unchim
แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
 
โพสต์: 893
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ พ.ค. 03, 2009 4:22 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พุธ ธ.ค. 01, 2010 4:15 pm

<span style='color:red'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทำไมหญิงป้าจึงเลือกปฏิบัติธรรม</span></span>

คนหลายคนคงจำได้ เวลานางเอกนิยายอกหัก มักจะหนีไปบวชชี
คนที่มีความทุกข์แล้วไปบวชนั้น
ถ้าทำใจได้ ปล่อยวางได้
แล้วตัดสินใจเดินเข้าสู่ทางปฏิบัติธรรมะ เพื่อความสงบของชีวิต
ถ้าทำได้ จะถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่มีบุญ
แต่ถ้าคิดว่า หันหน้าเข้าวัด แต่จิตใจยังฟุ้งซ่าน
ขอแนะนำว่า อย่าทำ
เพราะทำไปแล้ว แทนที่จะพ้นทุกข์ กลับรับทุกข์มากกว่าก่อน
ทุกข์เพราะว่า ปฏิบัติเท่าไร ใจก็ไม่สงบ
ยิ่งนั่งสมาธิ ยิ่งฟุ้งซ่าน
กลับเห็นภาพนิมิตรทุกครั้งที่ลงมือนั่งสมาธิ

การนั่งสมาธิที่แท้จริงนั้น
เป็นการทำจิตให้ว่าง จิตไม่เคลื่อนไหว
เมื่อจิตสงบจนถึงจุดหนึ่ง "ปิติ" จะเกิด

ทราบได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นคือปิติ
อธิบายไม่ได้ เพราะเป็นความสุขที่เลยความสุข
สุขด้วยอารมณ์ยินดี จากจิตที่ไม่ไหว
แต่ปิติที่ได้จากสมาธินี้ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงคือการที่เราไม่ยินดี ยินร้ายในความสุข

สมัยก่อนโน้นนนนนนนนนน นานมากกกกกกกกก
ตอนหญิงป้ายังสาวๆแหละ ก่อนเป็นสาว ก็เป็นเด็ก
ตอนเป็นเด็กนั้น ท่านยายบอกว่า ไม่ค่อยมีปัญหาในการสั่งสอน เพราะฟังมาก
แต่พอเป็นสาว ฟังแล้วต้องพูด เพราะถือว่าเป็นการตีความ
ท่านยายก็ใจดีเหลือหลาย อธิบายๆๆๆๆ จนกระทั่งท้ายสุด บอกว่า
ยายเลิกพูดแล้ว...คนเราถ้าไม่ทุกข์ ก็มองไม่เห็นธรรมะ ไม่เห็นสัจธรรม

หญิงป้าพบว่าคำพูดของท่านยายเป็นจริง
ก็ต่อเมื่อได้เห็นน้ำตาของท่านยาย
คราวที่หลานสาวเปรี้ยวจี๊ดขับรถแข่ง เกิดอุบัติเหตุโคม่าไปสามเดือน
ร่างกายไม่มีบาดแผล แต่นอนหลับไปถึงสามเดือน
ฟื้นขึ้นมา เห็นน้ำตาของท่านยายหยดไหลอาบแก้ม
วันนั้นเป็นวันที่หญิงป้าเปลี่ยนไป
จากคนที่ อะไรต้องได้ดั่งใจ
กลายเป็นคนที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา
พื้นฐานถูกสอนให้เป็นคนที่มีเมตตา เผื่อแผ่ เอื้ออาทร
ก็เริ่มปรากฏขึ้นมาพร้อมกับความสุขุม
แต่ไม่ไปวัด เพราะรู้สึกว่าวัดกับหญิงป้าเหมือนเส้นทางขนาน
รู้สึกว่า เราอยู่คนละทางกับพระ จะพูดจากับพระท่าน ก็ไม่ทราบว่าจะคุยยังไง
ถ้าพระถามอะไร ก็ตอบๆไป แล้วรีบเดินหนี

วันหนึ่งไปอ่านในไตรภูมิพระร่วงถึงกำเนิดมนุษย์
พบว่า พระพุทธองค์ทรงพบเรื่องการปฏิสนธิมาก่อนนักชีววิทยาตั้งสองพันกว่าปี
ท่านตรัสว่า ปฐมํ กลฺลํ
แล้วอ่านพบที่ท่านเปรียบเทียบไว้ในไตรภูมิพระร่วงอย่างอัจฉริยะ

จึงพบว่า พุทธศาสนา ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นปรัชญาและวิทยาศาสตร์

หญิงป้าจึงค้นอ่านมากขึ้น จนในที่สุดก็พบว่า ทุกอย่างในโลกนี้
เราสามารถพบคำตอบได้ ในบาลีของพระองค์ ที่ทรงสอนไว้
เพียงแต่ว่า หลายคนไม่สามารถแปลบาลีให้ตัวเองเข้าใจได้เท่านั้นเอง

พวกผู้ใหญ่ที่บ้านของหญิงป้า เห็นหญิงป้าตอนนั้น
เขาจะหัวเราะก็ไม่กล้าหัวเราะ
เพราะหญิงป้าแต่งตัวเปรี้ยวมากกกกกก
และเป็นผู้หญิงที่มั่นใจในตัวเองสูง แต่ตัวเปิดนิด เปิดหน่อย
แต่ในกระเป๋าถือ มีแต่พระธรรมเป็นเล่มๆ
บางวันนุ่งกระโปรงผ่าสูงจนถึงต้นขา
ไปกระแช่ชาวบ้านมาจิบ แล้วเอาพระธรรมของพระพุทธองค์ไปอ่านด้วย
อ่านไปอ่านมา เลิกจิบกระแช่ เพราะพระท่านบอกว่าผิดศีลข้อห้าพาให้ผิดทุกข้อ

เพื่อนหลายคนคิดว่า ที่หญิงป้าเปลี่ยนไป
เพราะสำนึกได้ตอนรถคว่ำ ฟื้นตายขึ้นมาเลยหันหน้าเข้าวัด
ไม่ใช่หรอก ที่เปลี่ยนไป เพราะฟื้นขึ้นมาเห็นน้ำตาท่านยาย
และคำพูดของท่านยายที่ว่า
ยายเลี้ยงหนูมาเพื่อจะให้หนูไปช่วยผู้ที่มีทุกข์ทางใจ
แต่หนูมาทำให้ยายทุกข์ใจก่อนที่จะไปช่วยใคร

คำพูดของท่านยายทำให้หญิงป้านึกได้ว่า
ท่านยายสอนไว้ การช่วยเหลือคนนั้น ให้เงินให้ทองก็หมดได้
แต่ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากทุกข์ได้เพราะสัจธรรมนั้น ไม่มีวันหมด
และก่อนที่เราจะช่วยเขาให้รู้สัจธรรม เราต้องเป็นผู้ที่เข้าใจสัจธรรมเสียก่อน

นับแต่นั้น หญิงป้าจึงเริ่มสวดมนต์
เพราะการสวดมนต์ เป็นการเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม
นี่ก็ล่วงเข้ามาเป็นปีที่ ๒๖ ที่หญิงป้าผู้แต่งตัวเปรี้ยวแล้วสวดมนต์


ดังนั้นผู้ที่คิดว่ายังไม่พร้อม ไม่ต้องการปฏิบัติธรรม
เพื่อกุศลในวันข้างหน้า ก็อย่าปฏิบัติ อย่าทำเพราะคนอื่นทำ
แต่ให้ทำเพราะเราต้องการทำ
รอให้ใจพร้อม คิดว่า น่าจะทำบ้าง
แล้วก็เริ่มต้นด้วยการสวดมนต์...
สวดบ่อยๆ ใจก็จะถูกชำระล้าง
ศีล สมาธิมี ปัญญาจะตามมา
แล้วจากนั้นก็จะพาจิตเข้าสู่พระศาสนาโดยไม่ลำบาก

<span style='color:red'>แล้ววันหนึ่งก็จะพบว่า "ปิติ" นั้น ให้ความสงบแก่ใจเราเพียงใด</span>
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย pimlapas » พุธ ธ.ค. 01, 2010 9:23 pm

ขอบพระคุณ จานโจ๊ก และป้าติ๋มนะคะ ที่นำเรื่องดีๆ มาให้พวกเราเสมอ
ตอนนี้รอวันที่จะได้ร่วมทำบุญกับจานโจ๊กอีกนะคะ ป้าติ๋มด้วยนะจ๊ะ
<a href='http://www.freewebs.com/pimlapas/' target='_blank'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>หิวๆเชิญแวะ ร้านน้ำพริก มีบริการส่งความสุขให้ครอบครัวที่เืมืองไทยในทุกเทศกาล และรับฝากซื้อของส่งจากไทยไปทั่วโลก คลิ๊กเลยจ้า</span> </a><img src='http://i131.photobucket.com/albums/p301/pimmybraz/smjk.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
pimlapas
แม่ไข่นกกระทา พ่อไข่จะละเม็ด
 
โพสต์: 3740
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ม.ค. 15, 2006 1:46 pm

โพสต์โดย Layla » พุธ ธ.ค. 01, 2010 9:59 pm

จะเอาไปพูดต่อหรือเอาไปปฏิบัติธรรมะต่อ
ยังไงเราผู้เบิกบานเพราะถูกกล่าวขาน ก็ได้บุญทั้งขึ้นทั้้งล่องแหละสาวๆ 


ไม่เท่านั้นค่ะหญิงป้า ยิ่งนินทา ยิ่งสวยวันสวยคืน
สวย เริด เชิด เลยค่ะ กร๊ากกกกกกกก
ภาพประจำตัวสมาชิก
Layla
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 505
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.พ. 16, 2009 4:09 pm

โพสต์โดย PHAN » พฤหัสฯ. ธ.ค. 02, 2010 2:25 am

หญิงป้า เขียน:
PHAN เขียน:
ถ้าไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายนี้จะทำยังไงดีคะ


ก็เป็นเปรตต่อไปสิคะ

ถ้าปฏิบัติธรรมไม่ถึง หรือ ที่บ้านไม่มีลูกชายเลย อย่างงี้ ก็ต้องไปเป็นเปรตเลยหรือคะหญิงป้า

เคยเห็นข้างบ้าน คือที่บ้านแกมีลูกผู้หญิงหมด บอกว่า ถ้ามีโอาสเขาจะร่วมถวายกองบวชด้วย

อย่างน้องชายที่อยู่ เมืองไทย เขาบอกว่าพี่ที่ทำงาน จะเป็นเจ้าภาพ งานบวชคือจัดการไห้ทั้งหมด แล้วน้องชายโทรไปขอนุญาตแม่ที่บ้าน แม่ไม่อนุญาต แต่ถ้าจะมาร่้วมงานก็ถือว่าเป็นสิ่งดี แต่ถ้าจะจัดการงานเป็นเจ้าภาพทั้งหมดนั้น ก็ถือคงไม่ได้คะ

โดยส่วนตัวแล้วปานไม่มีลูกชาย ครอบครัว เป็นพุธท ทั้งแฟนและตัวปานเอง ก็ยังหวั่น ใจ ว่าตายไปจะได้เห็นชายผ้าเหลืองลูกชายหรือเปล่า
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย PHAN » พฤหัสฯ. ธ.ค. 02, 2010 2:50 am

หญิงป้า เขียน:
ทราบได้อย่างไรว่าสิ่งนั้นคือปิติ
อธิบายไม่ได้ เพราะเป็นความสุขที่เลยความสุข
สุขด้วยอารมณ์ยินดี จากจิตที่ไม่ไหว
แต่ปิติที่ได้จากสมาธินี้ ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงคือการที่เราไม่ยินดี ยินร้ายในความสุข


อ่านมาถึงประโยคนี้แล้วสะดุด

นานมากแล้เหมือนกัน เคยตั้งกระทู้ถามที่บร์อด MGR ว่าจิตใจ ตัวเองผิดปรกติหรือเปล่า ที่ทุกข์และสุขไม่สุด และเป็นคนที่ไม่ยินดียินร้ายกับใคร บางครั้งยังคิดว่า ตัวเองความรู้สึกช้าหรือไม่มีความรู้สึก ขนาดปู่เสียตัวเรายังไม่นั่งขำญาติร้องไห้กันระงม (นี้ละหนอชีวิต คือเหมือนมีสิ่งมาไห้ขำ ๆ แบบกร๊ากแบบพุ่งเลยต้องรีบวิ่งลงเรือนกลัวญาติ ๆ รุมว่า) แต่ละคนร้องเอาเป็นเอาตาย ร้องยังจะกลับฟื้นคืนชีพได้ และลักษณะหน้าตาแต่ละคนก็บูดเบี้ยว (ที่ขำ ๆ ญาตินะไม่ได้ขำคนตาย) ทีมีชีวิตอยู่ไม่ค่อยได้เห็นใครสนใจมากนัก เราก็นึกในใจ แกก็อายุวัยสมควร แล้วและแกละสังขารไปเอง แบบมีความสุข ไม่ป่วย ไม่หนักใจ มีความสุขจนวันสุดท้ายที่ละสังขาร บุญที่แกทำมาก็เยอะ ถือศิล มากกว่า ศิลเยอะมาก ทานข้าววันละสองครั้ง สวดมนต์ เช้าเย็น มังสาวิรัต มากกว่าครึ่งชีวิต เข้าป่าปีละ 4 เดือน

แต่เชื่อไหมว่า ลูกหลาน ร้อยกว่าชีวิต ไม่มีใครเคยฝันเห็นแกเลย แม้แต่หลานคนโปรดของแก ยกเว้นปาน คนเดียวที่เคยฝันเห็นแก (คนที่ขำในวันทีแกละสังขาร) ในฝันเห็นว่ แกนั่งอยู่เตียงหรือที่นั่งหนังเสือ ล้อมรอบไปด้วยหญิงสาวแต่ชุดไทยสวยงามนั่งอยู่กับพื้น

และก็จำได้ว่าตั้งแต่เด็กจนโต "แม่" เคยพูดตลอดว่ อย่าไปสนใจยินดียินร้ายเรื้องของคนอื่นมากนัก ดูตัวเองไห้พร้อมก่อน ว่า ตัวเอง พร้อมมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่พร้อมหรือขาดอะไรก็หาเพิ่มซะ !!! (คำสอนแม่)
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » พฤหัสฯ. ธ.ค. 02, 2010 4:09 am

QUOTE (PHAN @ December 01, 2010 02:21 pm)

ถ้าไม่มีบุญได้เกาะชายผ้าเหลืองลูกชายนี้จะทำยังไงดีคะ

หะแรก....ป้าติ๋มเอาเรื่องมโนทุจริตซึ่งเป็นตัวตั้งที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นวจีทุจริตและเลขทุจริต อันนี้ตั้งเอง นักเขียนอย่างจานโจ๊กกะน้องปุยอย่าเพิ่งค่อนว่านะคะว่าเอามาจากไหน คิดเองค่ะหากผิดไปจากทำนองแห่งภาษาก็ขอสมาอภัยให้แก่ผู้อวดอุตริรู้ด้วยนะค๊า...เพื่อให้ผู้ที่เคยมีทั้งมโนทุจริตและ/หรือมีวจีทุจริตรวมกันจะได้เกิดความยับยั้งชั่งใจที่จะไม่ก่ออกุศลกรรมใหม่ เพราะยังชักเท้าที่เหยียบประตูนรกได้ทัน ตลอดจนผู้ที่กำลังจะยื่นเท้าเข้าไปในประตูนรกให้รู้เท่าทันเสียก่อนจะได้ไม่ต้องไปร้องขอรอให้ใครอโหสิกรรมให้จ้า....แต่ไม่ยักกะรู้ว่าน้องปานมีความคิดต่อยอดไปได้ไกลถึงเรื่องเกาะชายผ้าเหลือง แต่ก็นั่นแหละนะคะไหนๆป้าติ๋มก็เป็นต้น(เหตุ)ให้น้องปานต่อยอดเรื่องเกาะชายผ้าเหลืองแล้วก็ขอที่ว่างของทู้แปะให้ได้อ่านกันสนุกๆและนึกถึงความเชื่อของการอานิสงฆ์ของผ้าเหลืองลูกชายสักตอนหนึ่งนะจ๊ะ

<span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>อานิสงส์เกาะบุญชายผ้าเหลืองลูกชาย </span></span>

โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ตัวอย่างในพระสูตรที่มีมา ในเรื่องของเณรสุบิน ท่านกล่าวว่า เณรสุบินคนนี้ปรากฎว่าบิดามารดาเป็นพราน แต่ว่าลูกชายมีจิตใจเลื่อมใสในศาสนาขององค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคติไม่ตรงกัน พ่อชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม่ก็มีอารมณ์จิตเหมือนกับพ่อ แต่ว่าสำหรับลูกชายกลับเป็นคนที่มีจิตน้อมไปในกุศลในพระพุทธศาสนา หนีพ่อหนีแม่ไปบรรพชาเป็นสามเณร เป็นอันว่าพ่อแม่สามเณรไม่มีโอกาสจะพบกัน

ต่อมา เมื่อกาลเวลาเข้ามาถึง พ่อและแม่ก็ตายจากความเป็นคน ด้วยอำนาจกรรมที่เป็นอกุศล พระยายมก็สั่งคนมาเชิญไปเป็นแขกรับเชิญ คือเชิญไปในขุมนรก เชิญไปในสำนักพระยายม ก็สอบสวนตามความเป็นจริงว่า ทำกรรมที่เป็นอกุศลอะไรบ้าง แกก็รับทุกอย่างว่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ตั้งแต่สัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่ อาศัยกฎของกรรมอันนี้ ก็ปรากฎว่าท่านทั้งสองจะต้องลงนรก เขาจึงนำไป เมื่อนำไปแล้ว ตามธรรมดาสัตว์นรกที่มีกรรมที่เป็นอกุศลทั้งหมด เมื่อเข้าเขตของนรกแล้ว ก็ต้องลงขุมได้ทันที

แต่ว่าบิดามารดาของสามเณรนี้ลงไม่ได้ นายนิรยบาลจึงจับโยนลงไปเข้าขุมนรก ก็ปรากฎว่ามีหวายใหญ่มารองรับ เป็นหวายร่างแหรองรับเข้าไว้ ไม่ตกลงไปในนรก ทำอย่างนี้ถึง 3 วาระ คนทั้งสองลงนรกไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าในเมื่อพ่อและแม่เห็นแสงไฟ ก็คิดขึ้นมาในใจว่า แสงไฟนี้คล้ายจีวรของพ่อเณรน้อย เพราะว่าเณรไปบวช ทราบว่าบวชก็ไปทวงให้สึก เณรก็ไม่สึก เห็นภาพเณรเพียงนิดเดียวเท่านั้น จิตใจนึกขึ้นมาได้ว่า เณรลูกชายของเรามีสีจีวรคล้ายเปลวไฟ เพราะไปบางตอนมันมีสีเหลือง จิตคิดเป็นอย่างนี้ เป็นอันว่าบิดามารดาทั้งสองศรีลงนรกไม่ได้ นายนิรยบาลก็นำกลับมาสำนักพระยายม

พระยายมก็สอบถามว่า “กรรมใดที่เป็นกุศลนะ ท่านไม่เคยทำบ้างเลยหรือ”

สำหรับบิดามารดาของสามเณรก็กล่าวว่า “กรรมใด ๆ ที่เป็นกุศล ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งตาย ไม่เคยทำ มีอย่างเดียวคือมีลูกชายอยู่คนหนึ่งชื่อสุบิน เธอไม่พอใจในการทำอกุศลกรรมความชั่ว สอนให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เธอก็ไม่ทำ ในที่สุดเธอก็หนีไปบวชเป็นสามเณรน้อยในพระพุทธศาสนา”

เป็นอันว่า พระยายมก็ทราบว่านี่บุญลูกชายบวชเณร ท่านจึงกล่าวว่า “ในเมื่อลูกชายบวชเณร เราสอบสวนในตอนก่อนทำไมเจ้าจึงไม่บอก”

บิดามารดาของสามเณรบอกว่า “นึกไม่ออก เพราะกรรมที่เป็นอกุศลบัง มันกดปากเข้าไว้ บังใจไม่ให้นึกถึง”

อันว่าในเมื่อพระยายมทราบอย่างนั้น จึงได้กล่าวว่า เพราะอำนาจกุศลที่ลูกชายของท่านบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา จึงเป็นเหตุบันดาลให้ลงในขุมนรกไม่ได้ ฉะนั้น ท่านจงได้รับผลของกรรม คือความดีต่อไป ก็หมายความว่าไปเกิดบนสวรรค์

นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน สำหรับพระสูตรนี้ความจริงยาวมากกว่านี้ เวลามันมีจำกัด ที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์แสดงให้เห็นว่า ท่านทั้งหลายที่มีบุตรชายบวชเป็นสามเณรก็ดี บวชเป็นพระก็ดี ในพระพุทธศาสนา แม้ว่าท่านจะไม่ยินดีหรือไม่ทราบ ท่านก็มีอานิสงส์มาก จะนั่งเทศน์ถึงอานิสงส์ถามกันไปตอบกันมาสิ้นเวลา 1 กัป ก็ไม่จบ ฉะนั้น องค์สมเด็จพระนราสภจึงได้ทรงสรุปไว้ว่า “การอุปสมบทบรรพชาในพระพุทธศาสนา ย่อมเป็นปัจจัยเข้าถึงพระนิพพาน”

บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ย่อมทราบดีว่าการอุปสมบทบรรพชานี้มีอานิสงส์มาก แล้วสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวว่าเป็นสามัญผล คือเป็นผลที่เสมอกัน คนที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนานี้ ย่อมมีสิทธิเสมอกันในการทรงสิกขาบท และสามารถที่จะกำหนดจิตปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานได้เสมอกัน ฉะนั้น จึงจัดว่ามีอานิสงส์มาก

*****************************************************************

ป้าติ๋มเคยบวชเณรให้เจ้าลูกชาย เพื่อนของสามีมีแต่ลูกผู้หญิงเขาก็ขอได้บุญผ้าเหลืองด้วยคือขอซื้อบาตรให้ตอนที่เณรบวชค่ะ เขาบอกว่าเขาเชื่อว่าจะได้บุญที่ได้บวชเณรหรือบวชพระ
และขอเป็นโยมอุปฐากบวชพระที่ไม่มีพ่อแม่พี่น้องเขาก็ว่าเขาได้บุญจ้า....จะอย่างไรก็ตาม หากเราคิดดีและประพฤติชอบ เราก็ได้อานิสงฆ์แห่งการคิดดีประพฤติชอบไม่ตกนรกหมกไหม้หรอกจ้าน้องปาน....เดี๊ยวหากว่างจะเข้ามาเล่าสัมผัสที่หกให้เพื่อนๆน้องๆได้อ่านกันค่ะ
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » พฤหัสฯ. ธ.ค. 02, 2010 5:31 am

PHAN เขียน: ถ้าปฏิบัติธรรมไม่ถึง หรือ ที่บ้านไม่มีลูกชายเลย อย่างงี้ ก็ต้องไปเป็นเปรตเลยหรือคะหญิงป้า


ไม่จำเป็นต้องมีลูกชายแล้วถึงจะพ้นวิบากกรรมอันนี้หรอกค่ะ

ได้รับกุศลโดยตรง ก็พ้นได้

อ้อ...คนที่ฆ่าตัวตายนั้น ทำบุญให้ก็ไม่ได้รับนะคะ
ต้องมีคนสวดมนต์ทำสมาธิ เจริญวิปัสนา แผ่เมตตาให้ ถึงจะได้รับส่วนกุศล
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน