ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณหญิงป้า

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย phimmanee » พฤหัสฯ. ธ.ค. 30, 2010 2:04 pm

ป้าติ๋ม เขียน:
อากาศหนาวเย็นที่เมกาคงไม่เป็นอุปสรรคในการสวดมนต์ใช่ไหมค่ะพี่พิมมณี
ที่ประเทศไทยทั่วทุกภาคตอนนี้มีอุณหภูมิลดลงอีก 4 องศาเซลเซียส ก็รู้สึกว่าหนาวแล้ว
ที่เมืองเลยหมอกลงหนามากค่ะเป็นละอองเล็กๆโปรยเป็นฝนเม็ดเล็กๆ ขับรถต้องเปิดไฟหน้ารถ
เช้าๆไม่อยากลุกจากที่นอนเลยอยู่ในผ้าห่มมันอุ่นมาก น้อง(ป้า)ติ๋ม ก็เลยใช้วิธีนอนสวดมนต์เอาค่ะ
แล้วก็บริหารลำไส้ด้วยกาแฟร้อนๆ รดน้ำต้นไม้ดอกไม้มันให้อารมณ์ดีค่ะเห็นสีแดงๆของใบต้นคริสมาส
สีเหลืองดอกดาวเรื่อง แคทลียาสีม่วงแล้วก็ดอกถั่วแปบสีม่วงๆ กุหลาบสีชมพูม่วงและเหลือง
ได้อาหารตาอาหารใจ ก็มีความสุขค่ะ แล้วจัดการตัวเองพร้อมมาทำงาน

ปีใหม่ปีนี้ว่าจะขอให้นายหนุ่มลูกชายพาไปเที่ยวดอยแม่สะรองค่ะ
หากได้ไปอย่างที่ใจคิดจะเก็บบรรยากาศเมืองไทยยามเช้ามาฝากให้พี่คิดถึงเมืองไทยเล่นๆ นะพี่

อากาศหนาวเย็นที่เมกาไม่เป็นอุปสรรคในการสวดมนต์เลยค่ะน้อง(ป้า)ติ๋ม เพราะในบ้านเปิด heater แต่ตัวมาร(ความขี้เกียจ)ต่างหากที่เป็นอุปสรรค การนอนสวดมนต์พี่ทําทุกคืน พี่เป็นคนหลับยาก เมื่อก่อนจะเริ่มนับ 1,2,3,4, ไปเรื่อยๆจนหลับแต่ตอนนี้พี่เปลี่ยนเป็นสวดมนต์จนหลับไปเลย
<br><span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทําวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้มีอดีตที่สวยงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
phimmanee
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1224
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 08, 2007 1:48 pm

โพสต์โดย phimmanee » พฤหัสฯ. ธ.ค. 30, 2010 2:24 pm

ป้าติ๋ม เขียน:
น้องทัดจ๋าหากฝึกการนั่งสมาธิและ/หรือเพ่งกสิน ขอให้ฝึกปฏิบัติในตอนเช้าและพระอาทิตย์ยังไม่ตกดินนะคะ เพราะหากฝึกนั่งสมาธิใหม่ๆ นิมิตที่เห็นจะได้เป็นไปในทางที่ดีสวยงามไม่น่ากลัว การเห็นนิมิตอย่าไปหลงติดนะคะ หากเห็นแล้วก็ให้กำหนดจิตว่าเห็นและให้ดับลงจนไม่เห็นนิมิตนั้น แต่การเพ่งจิตให้เห็นนิมิตนั้นไม่ควรกระทำค่ะ การนั่งสมาธิแบบสงบจิตใจธรรมดานั้นจะดีกว่าเพราะเป็น "โลกุตระ" และ หากเราอธิษฐานแผ่บุญกุศลในการนั่งสมาธิให้กับตัวเราหรือใครๆ ก็ถึงเราและคนที่เราแผ่เมตตาให้ในฉับพลันไม่มีใครแย่งระหว่างทางจ๊ะ


ขอบคุณป้าติ๋มที่มาตอบแทน เพราะถ้าตอบเองคง click ดีดจนนิ้วหงิกแน่ สําหรับพี่การฝึกกสิณ ไม่ได้ทำให้สมาธิที่พี่ฝึกธรรมดาก้าวหน้าเร็วขึ้น แต่ทําให้จิตพี่สงบเร็วขึ้นค่ะน้องทัด การนั่งสมาธิไม่จําเป็นต้องนั่งนานๆ แค่วันละห้านาที สิบนาทีก็ได้ การนั่งสมาธินานเป็นชั่วโมงๆ แต่จิตไม่นิ่ง จิตคิดไปเรื่อยมันก็ไม่มีประโยชน์ สู้นั่งสมาธิเวลาสั้นๆแต่่จิตนิ่งสงบไม่ได้
<br><span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทําวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้มีอดีตที่สวยงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
phimmanee
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1224
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 08, 2007 1:48 pm

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » พฤหัสฯ. ธ.ค. 30, 2010 2:41 pm

ขอบคุณค่ะ<span style='color:red'>ป้าติ๋ม</span> ที่ช่วยชี้แนะการนั่งสมาธิ ปรกติทัดชอบสวดมนต์ช่วงเช้า
หากมีเวลา ก็จะนั่งสมาธิต่อซัก10นาทีมั่ง ครึ่งชั่วโมงมั่ง.....
ช่วงดึกๆไม่ค่อยรู้สึกอยากทำสมาธิเลยค่ะ มันวังเวงเกินไป
ยิ่งรู้จากป้าติ๋ม...ทัดคิดถูกแล้วที่ไม่อยากนั่งตอนเย็นๆ

ก่อนนั่ง ทัดก็อาราธนาพระรัตนตรัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ โดยเฉพาะหลวงพ่อโต...
หลวงปู่ทวด พระแม่กวนอิม ให้ปกป้องคุ้มครองตลอดการนั่ง ให้จิตใจสงบ
โดยไม่หวังไม่อยากเห็นนิมิตใดๆ ไม่งั้นทัดจะเกิดความกลัวค่ะนั่งไม่ค่อยได้

แต่ถ้าซักวันหากมีนิมิตปรากฎ จะทำอย่างป้าติ๋มบอกค่ะ

พอจะออกจากสมาธิทัดก็จะอธิษฐานแผ่เมตตา อุทิศผลบุญ...
แล้วรู้สึกดีมากๆเลย รู้สึกจิตตัวเองมีพลัง มากกว่าตอนสวดมนต์อย่างเดียว (จบปุ๊บแผ่เมตตา) ขอให้ได้นั่งหนึ่งนาทีก็ยังดี.......

ทัดกะครอบครัวไม่ได้ฉลองอะไรกันเหมือนคนอื่นหรอกค่ะ ทุกปีก็อยู่กันแค่นี้ ทัด วิคเตอร์(ลูกชาย) สามี แม่สามี จะพิเศษหน่อยก็มีเรื่องเดียว เรื่องกินค่ะ ปล่อยตัวปล่อยใจกันสุดๆ ทั้งช็อคโกแลต ขนมเค้ก โอ้โฮ ปากกับท้องนี่ มีความสุขมากกก สุขจน หน้างี้จะบานเป็นจานพิซซาแล้ว ทัดนี่ถ้ากินมากๆออกที่หน้าทันที หัวโตตัวเล็ก 555
เดี๋ยวเลยเทศกาลไปก่อน ค่อยว่ากันใหม่(ยังงี้ทุกปี)
ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรงกันทั้งครอบครัว แล้วก็เฮงๆๆๆ รวยสักร้อยล้านพอนะน้องทัดนะ เผื่อเอาไว้เที่ยวรอบโลกเผื่อป้าติ๋มสักหนึ่งฤดูกาลป้าติ๋มชอบฤดูดอกไม้ผลิจ้า...

<span style='color:red'>ถ้าเป็นดังนั้นจริงๆ จะซื้อตั๋วให้ป้าติ๋มมาทัวร์ยุโรป มาเยือนหอไอเฟล
แล้วแวะไปคุ้มฮาแตก ไปสไลเดอร์ที่ฮอล์แลนด์
ตรงนี้<span style='color:red'> หญิงป้า</span> เขารับประกันความมันส์ในการไถล หรือสไลด์ได้ไกลไว้แล้วค่ะ ป้าติ๋มไม่ต้องห่วง จับมือเธอให้มั่นก็แล้วกัน 555</span>
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย tAd natchadapOrn » พฤหัสฯ. ธ.ค. 30, 2010 2:48 pm

phimmanee ข้อความนี้เขียนขึ้นเมื่อ Just 19 minutes ago
สําหรับพี่การฝึกกสิณ ไม่ได้ทำให้สมาธิที่พี่ฝึกธรรมดาก้าวหน้าเร็วขึ้น แต่ทําให้จิตพี่สงบเร็วขึ้นค่ะน้องทัด การนั่งสมาธิไม่จําเป็นต้องนั่งนานๆ แค่วันละห้านาที สิบนาทีก็ได้ การนั่งสมาธินานเป็นชั่วโมงๆ แต่จิตไม่นิ่ง จิตคิดไปเรื่อยมันก็ไม่มีประโยชน์ สู้นั่งสมาธิเวลาสั้นๆแต่่จิตนิ่งสงบไม่ได้

ขอบคุณค่ะพี่phimmanee ทัดเห็นด้วยนะ นั่งไม่ต้องนาน แต่ทำอย่างสม่ำเสมอให้ต่อเนื่อง น่าจะดีกว่า
<span style='color:gray'><i><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>วาง&deg;&deg;&deg;เบา&deg;&deg;&deg;ว่าง</span></i></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
tAd natchadapOrn
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 516
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 08, 2009 6:31 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » ศุกร์ ธ.ค. 31, 2010 11:17 am

ทิพยจักขุ อาจเกิดจากกสิน ก็ได้..
หากเกิดจากกสิน ก็เป็นได้ว่า การฝึกกสิน มีมาก่อนพุทธกาล
พระอนุรุืทธะ อาจฝึกเคนฝึกกสิน และพอใจในการถวายประทีปมาแล้ว หลายชาติ ติดต่อกัน
เหมือนนักกีฬา ฝึกซ้อมมาก ไม่ขาดการฝึกฝน ก็เชี่ยวชาญมาก

ด้วยความเป็นผู้มีใจเป็นกุศลในการถวายประทีป
ภาพประทีป และเปลวไฟที่จุดถวาย อาจเกิดติดตา ตรึงใจ
หลับตาเห็น ลืมตาเห็น เหมือนผู้ฝึกกสินก็เป็นได้ จนเกิดเป็นปฏิภาคนิมิต
ด้วยเหตุนี้ อาจเป็นบาทของกสิน ที่ทำให้เกิดทิพยจักขุ...

ชาติสุดท้าย จึงส่งผล ให้เกิดทิพยจักขุได้ง่าย และแจ่มชัด
ด้วยอานิสงส์ ของการที่เคยฝึกฝนมาก่อน จึงมีความถนัดด้านนี้มากเป็นพิเศษ
และแจ่มใส กว่าพระอรหันต์รูปอื่น ด้วยอานิสงส์ของใจ ที่มีต่อการถวายเป็นพุทธบูชา
มาแล้ว นับชาติไม่ถ้วน รวมถึงการอธิษฐาน ให้เป็นเอก ด้านผู้เลิศทางทิพยจักขุ

ดังนั้น ไม่ควรปักใจเชื่อทั้งหมด ว่า
เพียงแค่ การถวายประทีป ทำให้ตาสวย หรือมีทิพยจักขุ แจ่มใส
แต่ต้องดูบริบท อื่นๆ ประกอบด้วย นะครับ

หมายเหตุ...
กสิน เป็นบาทของสมาบัติ สมาบัติ เป็นบาทของอภิญญาทั้งปวง

แต่ทิพยจักขุ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากกสินเสมอไป
แต่อภิญญา 6 มีหลายอย่างที่จำเป็นต้องมีกสินเป็นบาท

ดูกร มหานามะ อริยสาวกนั้นอาศัยจตุตถฌาน มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
ย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก...
...เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรนดี-ทราม
ด้วยทิพย์จักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงวิสัยจักษุของมนุษย์

(เสขปฏิปทาสูตร)

แสดงว่า ทิพยจักขุ ที่แจ่มชัด จักเกิดแก่ผู้ที่ได้จตุถฌาณ
อันประกอบด้วยอุเปกขา เป็นเครื่องยังสติให้บริสุทธิ์
ไม่ได้บอกว่าต้องมาจากกสินเสมอไป
อานาปานสติ ก็ก่อให้เกิดจตุถฌาณได้เช่นกัน

อันนี้ ขอให้ทำความเข้าใจคำว่า "ญาณ" เสียก่อน ว่าแปลว่า "เครื่องรู้"
...ดังนั้น ทิพยจักขุญาณ จึงแปลว่า "เครื่องรู้อันเป็นทิพย์ ดั่งตาเห็น"
เพราะฉะนั้น การรู้การจุติ หรือ อุบัติ ของสัตว์ ไม่จำเป็นต้อง "เห็นเป็นภาพ" เสมอไป
ที่กล่าวกันว่า "ตาทิพย์" นั้น มักเข้าใจโดยส่วนเดียวว่า "เห็นเป็นภาพ"
ดังนั้น หากจะให้เห็นเป็นภาพนิมิต ก็ต้องมีกสินเป็นบาท
แต่ถ้าเห็นด้วย "อำนาจของใจ" ก็เป็นการ "รู้" สภาวะนั้นๆ
โดยไม่จำเป็นต้องเป็นภาพปรากฏเสมอไป แต่เป็นการ "ปรากฏแจ้งแก่ใจ"


นี้ยังไม่ได้กล่าวถึงอภิญญา 6 เลยแม้แต่น้อย


ในวิสุทธิมรรค กล่าวว่า...
อัชฌาสัยของท่านที่ชอบมีฤทธิ์มีเดชทำอะไรต่ออะไรเกินกว่าสามัญชนจะทำได้
เรียกว่าอัชฌาสัยของท่านผู้มีฤทธิ์ หรือท่านผู้ทรงอภิญญา ๖

อภิญญา ๖ นี้ เป็นคุณธรรมพิเศษสำหรับนักปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง
ต้องฝึกฝนให้สามารถทรงคุณสมบัติห้าประการดังต่อไปนี้

๑.อิทธิฤทธิ์ แสดงฤทธิ์ต่าง ๆได้

๒.ทิพยโสต มีหูทิพย์ สามารถฟังเสียงในที่ไกล หรือเสียงอมนุษย์ได้ยิน

๓.จตูปปาตญาณ รู้การตายและการเกิดของคนและสัตว์

๔.เจโตปริยญาณ รู้ความรู้สึกในความในใจของคนและสัตว์

๕.ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติต่าง ๆที่ล่วงมาแล้วได้


ทั้งห้าอย่างนี้ข้างต้น จะต้องฝึกให้ได้ในสมัยที่ทรงฌานโลกีย์จึงฝึกอบรมวิปัสสนาญาณต่อไป
เพื่อให้ได้อภิญญาข้อที่ ๖
๖. อาสวักขยญาณ ได้แก่การทำลายอาสวะให้หมดสิ้นไป

ก็จะเข้าสู่ความเป็นโลกุตรฌาน นั่นคือเข้าสู่ความเป็นพระอริยะ

ญาณข้อ ๑. ท่านสอนให้ฝึกการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ การแสดงฤทธิ์ทางพระพุทธศาสนานี้
ท่านสอนให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

ท่านให้เจริญคือฝึกกสิณให้ชำนาญ...


อ้างอิืงข้อความจากพระไตรปิฏก
เอตทัคคบาลี

เล่ม ๒๐
[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พระอัญญาโกณฑัญญะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้รู้ราตรีนาน ฯ
พระสารีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก ฯ
พระมหาโมคคัลลานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ
พระมหากัสสป เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงธุดงค์ และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ ฯ
พระอนุรุทธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีทิพยจักษุ ฯ

พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เกิดในตระกูลสูง ฯ
พระลกุณฏกภัททิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีเสียงไพเราะ ฯ
พระปิณโฑลภารทวาชะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้บันลือสีหนาท ฯ
พระปุณณมันตานีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึกฯ
พระมหากัจจานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา
ผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร ฯ
จบวรรคที่ ๑

อีกประการหนึ่ง ในประวัติของพระอนุรุทธะ กล่าวว่า...

พระอนุรุทธเถระได้บรรลุพระอรหัตพร้อมวิชา ๓ คือ

บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
ทิพพจักขุญาณ และ
อาสวักขยญาณ

(อภิญญา ๖ ที่กล่าวมา ไม่รวม "ทิพยจักขุ" นะครับ)

ตามปรกตินอกจากเวลาฉันภัตตาหารเท่านั้น
นอกนั้นท่านจะพิจารณาตรวจดูสัตวโลกด้วยทิพพจักขุญาณ
(เปรียบกับคนธรรมดาก็เหมือนกับผู้มีใจเอื้ออาทรคอยเอาใจใส่ดูแล ทุกข์สุขของผู้อื่นตลอดเวลา)
เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยกย่องท่านว่า
เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ทิพพจักขุญาณ

พระอนุรุทธเถระนี้ได้สร้างสมบุญกุศลที่จะอำนวยผลให้เกิดทิพยจักษุญาณในพุทธกาล
เป็นอันมากคือได้ทำการบูชาด้วยประทีปอันโอฬารที่พระสถูปเจดีย์
ด้วยผลบุญอันนี้จึงทำให้ได้ บรรลุทิพยจักษุญาณ สมกับปณิธานที่ตั้งไว้

แต่อย่างไรก็ดี การได้ผลบุญ มีผลจากการตั้งจิตอธิษฐาน เป็นสำคัญ
เช่น พระอินทร์ ถวายอาหารทิพย์ แก่พระพุทธเจ้า เมื่อทรงแรกออกจากนิโรธสมาบัติ
โดยทูลขอพร ให้เป็นเทพผู้มีรัสมีสุกสว่างกว่าเทพทั้งปวง...ก็สำเร็จดังประสงค์
ด้วยอนุโมทนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ข้าวที่ถวาย ไม่เห็นเกี่ยวกับรัสมี แสงสว่าง ตรงไหนเลย...

หากเป็นผู้อื่น อาจถวายประทีป แล้วอธิษฐานเป็นอื่น ที่ไม่ใช่้ทิพยจักขุอันแจ่มใส
ก็อาจสำเร็จดังประสงค์ได้
จึงสันนิษฐานได้ว่า พระอนุรุทธะ ท่านอธิษฐานของท่านไว้ เช่นนั้น...
และสะสมความชำนาญไว้เช่นนั้น นะครับ...

(สำหรับผู้สนใจประวัติของภิกษุและภิกษุณี ผู้เป็นเอก คือ เอตทัคคะ
หรือผู้ชำนาญ-เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านต่างๆ ก็มีหนังสือให้ค้นคว้าหาความรู้กันนะครับ
ลองหาอ่านดู ก็แล้วกัน)

เพราะอย่างพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ก็ต้องถือว่า ทิพยจักขุแจ่มใส
เพียงแต่ไม่ได้ใช้สงเคราะห์สรรพสัตว์ทั่วไป เกือบตลอดเวลา เท่ากับพระอนุรุทธะ เท่านั้น
ก็ด้วยเหตุที่ท่านไม่ได้ตั้งปารถนาจะให้เป็นเลิศด้านทิพยจักขุ โดยเฉพาะ นั่นเอง...

ผมก็สันนิษฐานเอานะครับ เพียงแต่ต้องการบอกว่า
เหตุปัจจัยอย่างหนึ่ง เกือกูล ให้เกิดผลอย่างหนึ่ง เท่้านั้น
ไม่ต้องการให้ใครเชื่อ หรืองมงาย ว่า
การประกอบกุศลอย่างหนึ่ง แล้วจะต้องได้ผลจำเพาะ แบบนั้นๆ เสมอไป

เช่น ถวายหนังสือ หรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์แด่สงฆ์ ก็ไม่จำเป็นว่า ต้องเกิดมา ปัญญาดี
เพราะ "ปัญญา" จริงๆ แล้ว เกิดจากความฉลาดของจิต ภายใน อันเกิดจากการฝึกสติ
จนเห็นความจริงตามที่พระพุทธองค์ทรงสอน ถือว่าเป็น "ปัญญา" ในพระพุทธศาสนา...

มิเช่นนั้น คนจะทุ่มเทถวายหนังสือ สื่อการสอน แล้วจะคิดว่า จะมีปัญญามาก
โดยไม่ต้องฝึกสติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
แต่การถวายหนังสือ หรือสื่อการสอน อาจส่งผล อำนวยให้มีโอกาสทางการศึกษา
หรือมีโอกาส ได้รับองค์ความรู้ที่สมควรแก่การพัฒนาจิตใจ ได้สะดวก

เมื่อรู้จักเจริญสติ อย่างถูกต้อง ย่อมเกิด "ปัญญา" ตามลำดับ
อันนี้เป็นไปได้ ดังนั้น ต้องพิจารณา เหตุ-ปัจจัย ของอานิสงส์
ในการประกอบกุศลนั้นๆ ด้วย เป็นต้น ครับ


เอามาบางส่วน นะคะ ถ้าอ่านเต็มๆ ก็<a href='http://www.hindumeeting.com/forum/index.php?topic=780.30;wap2' target='_blank'>คลิก</a>
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » ศุกร์ ธ.ค. 31, 2010 1:22 pm

หนูป้อม เขียน:
เล่ม ๒๐
[๑๔๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พระอัญญาโกณฑัญญะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้รู้ราตรีนาน ฯ
พระสารีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปัญญามาก ฯ
พระมหาโมคคัลลานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ ฯ
พระมหากัสสป เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ทรงธุดงค์ และสรรเสริญคุณแห่งธุดงค์ ฯ
พระอนุรุทธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีทิพยจักษุ ฯ

พระภัททิยกาฬิโคธาบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เกิดในตระกูลสูง ฯ
พระลกุณฏกภัททิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีเสียงไพเราะ ฯ
พระปิณโฑลภารทวาชะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้บันลือสีหนาท ฯ
พระปุณณมันตานีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึกฯ
พระมหากัจจานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา
ผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร ฯ
จบวรรคที่ ๑


จึงบอกว่า ให้สวดชินบัญชร
ดูจากคำแปลให้ดีๆ จะพบว่า ผู้สวดบูชาพระอรหันต์ทั้งหมดที่กล่าวไว้
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » เสาร์ ม.ค. 01, 2011 5:18 am

สวัสดีปีใหม่ 2554ค่ะ หญิงป้าโจ๊ก พี่พิมมณี ป้าพิมแม่น้องจีโน่ เลดี้กาก้า น้องปาน น้องทัน หนูป้อม น้องมะเหมี่ยว น้องเคดีและสมาขิกครัวทุกท่านที่สำคัญและลืมไม่ได้หมูแดงและคุณริสา ขอพรคุณพระศีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์สากลโลกอำนวยอวยพรให้ทุกท่านมีแต่ความสุข สุขภาพแข็งแรงและสมความปรารถนาในทุกสิ่งตลอดปี 2554 และตลอดไปค่ะ

ปีนี้ป้าติ๋มไปสวดมนต์ข้ามปีบนยอดภูเรือ อ.ภูเรือ จ.เลย ลูกชายกางเต้นท์ให้นอนเพราะที่พักรีสอร์ทต่างๆไม่มีเหลือแล้ว อากาศหนาวเหน็บได้ใจเลยค่ะ แม่คะนิ้งเกาะใบไม้สำหรับเมืองไทยก็หรูแล้วค่ะ ลงจากภูเรือก็จะไปที่ภูหลวงเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าแต่เขาคงไม่ให้ไปส่องสัตว์ค่ะ คนเยอะเดี๋ยวเอารูปมาลงให้ดูค่ะ

น้าโจ๊กจ๊ะ...นายหนุ่มเขาไปกวาดลานวัดพร้อมถวายน้ำดื่มสามลังค่ะเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.53 เป็นที่เรียบร้อยแล้วจ๊ะ เดี๊ยวแม่ลูกลงจากภูหลวงแล้วจะหลังไมค์ไปนะคะ คิดถึงเพื่อนชาวครัวมากๆค่ะ
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » เสาร์ ม.ค. 01, 2011 2:13 pm

ป้าติ๋ม เขียน:
น้าโจ๊กจ๊ะ...นายหนุ่มเขาไปกวาดลานวัดพร้อมถวายน้ำดื่มสามลังค่ะเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.53 เป็นที่เรียบร้อยแล้วจ๊ะ เดี๊ยวแม่ลูกลงจากภูหลวงแล้วจะหลังไมค์ไปนะคะ คิดถึงเพื่อนชาวครัวมากๆค่ะ

อนุโมทนา ขอให้รั้วของชาติ ของแม่ และของสาวๆ
ได้เลื่อนขั้นนะจ๊ะ
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » พฤหัสฯ. ม.ค. 06, 2011 2:08 pm

รูปภาพ
รูปภาพ

น้าโจ๊กครับตามสัญญาครับ

รูปภาพ
สวดมนต์ข้ามปีที่ภูเรือในเต้นท์นอนค่ะรูปภาพ
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย phimmanee » ศุกร์ ม.ค. 07, 2011 4:07 am

ขอบคุณป้าติ๋มมากค่ะที่เอารูปมาฝาก เห็นป้าติ๋มสวดมนต์แล้วรู้ว่าอึดจริงๆ นี่ขนาดหนาวๆยังไม่ท้อ ถุงมือก็สีหวานแหววเชียว เดี๋ยวพี่จะเอารูปที่ไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดมาแจมด้วย
<br><span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทําวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้มีอดีตที่สวยงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
phimmanee
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1224
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 08, 2007 1:48 pm

โพสต์โดย หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก » ศุกร์ ม.ค. 07, 2011 5:41 am

บอกแล้วว่าหลานชายน้าโจ๊กน่ารัก เดี๋ยวน้าโจ๊กเลื่อนขั้นให้เองนะจ๊ะ



ป้าติ๋มหนังสือสวดมนต์ของป้าติ๋มยี่ห้อเดียวกับของจานโจ๊กเลย อนุโมทนานะจ๊ะ
คุณหญิงป้า...นางเอกลิเกเก่า...
ภาพประจำตัวสมาชิก
หญิงป้า ณ คุ้มฮาแตก
แม่ไข่กุ้ง พ่อไข่ปู
 
โพสต์: 2048
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ พ.ค. 23, 2011 7:11 pm

โพสต์โดย หนูป้อม » ศุกร์ ม.ค. 07, 2011 1:40 pm

ป้าติ๋มขามีหนังสือสวดมนต์เล่มเดียวกันเลยค่ะ

ตอนนี้ได้หนังสือสวดมนต์มาใหม่ เป็นรูปของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม และ พัดยศสมณศักดิ์
หนังสือเป็นเล่มสีขาว(ลงรูปเองไม่เป็นค่ะ)

มีบทสวด เมตตาพรหมะวิหาระภาวนา หรือเมตตาใหญ่ด้วยค่ะ

อานิสงส์ของการสวดมนต์เมตตาใหญ่ การสวดมนต์นี้มีอานิสงส์ มาก
ผู้ใดสวดทุกคืนก่อนนอนแล้วจะเกิดมงคลกับทุกคนในบ้านนั้น ศัตรูจะแพ้ภัย จะมีแต่เมตตาธรรมทำให้คนร้ายกลายเป็นคนดี ได้ บุตรธิดาจะมีแต่เมตตากัน จิตใจย่อมเป็นกุศลตลอดกาล อยู่เย็นเป็นสุข ตลอดกาล ไม่มีอบายภูมิแน่นอน คิดอะไรสมความปรารถนาทุกประการ
(หน้า๘๔ ย่อหน้าที่๒)
<img src='http://images.lovelovekitty.multiply.com/image/oRDcKeSOhJP29Y7O0WLamA/photos/1M/300x300/2163/dMy-DocumentsMy-PicturesMiscL8066944-0.jpg?et=86rooCd76XJH4ZwkffO8Qw&nmid=0&nmid=340064964' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
หนูป้อม
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 364
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ต.ค. 27, 2009 1:42 pm

โพสต์โดย ป้าติ๋ม » จันทร์ ม.ค. 10, 2011 5:25 pm

phimmanee เขียน: เดี๋ยวพี่จะเอารูปที่ไปสวดมนต์ข้ามปีที่วัดมาแจมด้วย

ก๊อก ๆ ๆ....พี่พิมมณีโปรดทราบ น้อง(ป้า)ติ๋มยังคอยดูรูปสวดมนต์ข้ามปีอยู่นะคะ คิดถึงค่ะหรือว่าไปเที่ยวปีใหม่ 2011 กับคุณหลวงแล้วลืมน้องๆในครัวไกล(กังวล)ไปเสียแล้ว เอารูปมาแปะให้ดูด่วนค่ะ Pls.
................................................ฉันมีความสุขเล็กเล็กในใจฉัน..........................................
ภาพประจำตัวสมาชิก
ป้าติ๋ม
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 282
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร ก.ย. 21, 2010 4:26 pm

โพสต์โดย phimmanee » จันทร์ ม.ค. 10, 2011 10:08 pm

รูปภาพ
มาแล้วค้าน้อง(ป้า)ติ๋มคนสวย ส่วนหนึ่งของสาวๆที่นุ่งขาวห่มขาวบวชชีพราห์ม(สะกดถูกป่าวนี่เรา)
<br><span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทําวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้มีอดีตที่สวยงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
phimmanee
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1224
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 08, 2007 1:48 pm

โพสต์โดย phimmanee » จันทร์ ม.ค. 10, 2011 10:16 pm

รูปภาพ

ทุกคนจะจุดเทียน เราจะเขียนชื่อเรา หรือชื่อใครก็ได้ลงบนเล่มเทียน พร้อมกับเขียนสิ่งที่ไม่ดีลงไป เพื่อมันจะได้มอดไหม้ไปกับเทียน เวลาสวดเราจะดึงด้ายสายสินนลงมาครอบหัวไว้ขณะที่กําลังสวด
<br><span style='color:blue'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>ทําวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อเราจะได้มีอดีตที่สวยงาม</span></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
phimmanee
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1224
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ก.พ. 08, 2007 1:48 pm

ย้อนกลับต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน