ครัวไกลบ้านได้ทำการปรังปรุงเวบไซต์ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นในระบบสมาร์ทโฟน และได้รวมข้อมูลเมนูอาหารและ สมาชิกจากทั้งเวบไซต์เก่าและใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

สมาชิกท่านไหนมีปัญหาไม่สามารถล็อกอินได้ ให้ทำการเปลี่ยนพาสเวิร์ดโดยคลิ๊กลิ้งค์นี้ ลืมรหัสผ่าน
ถ้าท่านใดมีชื่อสมาชิกมากกว่าหนึ่งชื่อแล้วต้องการรวมโพสทั้งหมดให้อยู่ในชื่อสมาชิกเดียว หรือมีปัญหาในการใช้เวบไซต์
สามารถส่งอีเมล์แจ้งรายละเอียดมาได้ที่ admin@kruaklaibaan.com หรือส่งข้อความได้ที่ user: sillyfooks

ถ้าชอบครัวไกลบ้าน อย่าลืมคลิ๊กไลค์เฟสบุ๊คให้ครัวไกลบ้านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

งานวันวานกับวันนี้

อยากคุย อยากเล่า อยากบ่น เรื่องสุข เรื่องทุกข์ เรื่องสารพันปัญหา เชิญคุยกันได้ตามสบายที่ห้องนี้ค่ะ

โพสต์โดย ayesu1 » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 6:00 pm

วันนี้เกิดคิดถึงงานที่เมืองไทยขึ้นมา เพราะว่าตั้งแต่มาอยู่ที่แคนาดาเนี่ยยังไม่ได้ทำงานประจำเลย

เวลาส่วนใหญ่ก็เรียน เรียน เรียนภาษาจ้า เพราะที่นี่ถ้าภาษาอังกฤษยูยังไม่ดีก็ได้ทำงานจ๊อกๆ ไป ว่างๆ เราก็หาพาร์ทไทม์ทำบ้าง (แต่ไม่บ่อย) ที่ทำเพราะว่าที่นี่ถึงภาษาอังกฤษเราจะดีแล้วแต่ถ้ายูไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานในแคนาดามาเลย ก็อย่าหวังจะได้งานง่ายๆนะ เฮ้อ พูดพล่ามทำเพลงมากไปแล้ว งั้นมาดูซิว่างานวันวานที่เมืองไทยกับงานวันนี้ที่เมืองนอกของเรามีอะไรบ้าง

งานที่เมืองไทย
1. ครู
2. นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือเรียน
3. บรรณาธิการหนังสือเรียนฉบับแปล

งานที่เมืองนอก
1. พี่เลี้ยงเด็ก
2. พนักงานร้านกาแฟ Tim Hortons

ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้งานประจำ แต่ก็จะสู้ต่อและหวังว่าจะได้งานประจำทำเร็วๆ นี้แหละจ้า

พี่น้องชาวครัวทั้งหลายสามารถมา่ร่วมแชร์ประสบการณ์กันได้นะคะ เชิญเลยค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ayesu1
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 34
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. ธ.ค. 06, 2007 9:24 pm

โพสต์โดย chotika3 » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 6:19 pm

ไม่ต้องคิดมากค่ะ เราเองตอนที่อยู่เมืองไทยก็เป็นพนักงานการตลาด ค่อยประมูลราคาโครงการก่อสร้างให้บริษัทเพื่อ ทำเลขาผู้จัดการ และก็เจ้าหน้าที่วิเคราะห์การตลาด ทำงานแบบสบายๆ ส่วนใหญ่เป็นนายตัวเอง แต่พอมาอยู่เบลเยียม ทำใจอยู่นาน แล้วก็โดนบังคับให้ต้องเรียนภาษาของที่นี้อีก เพราะเขาไม่รับภาษาอังกฤษ ตอนนี้ก็เรียนดัชน์ แล้วก็ทำงานทำความสะอาดโรงเรียนค่ะ แต่นี้ก็กะว่าจะไปเรียนสายอาชีพแล้วค่ะ เพราะภาษาที่เรียนมาใช้น้อยมากในอาชีพทำความสะอาด แถมเจอพวกขี้อิจฉาอีกเป็นร้อย เบื่อสุดๆ แต่ก็ไม่ยอมแพ้ค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
chotika3
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 46
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ มิ.ย. 16, 2008 4:26 pm

โพสต์โดย pimlapas » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 6:29 pm

พูดเรื่องงานแล้วมันเศร้าทุกทีสิน่า เพราะเราอยากทำงานมากเลยค่ะ ที่นี่งานหายากมากขนาดคนเมืองเขาเอง ตกงานกันเยอะเต็มเมืองไปหมดเลย ที่เมืองไทยเราเคยทำงานมาตลอด วันๆ ของเราก็คือ งานๆๆๆๆ และก็งาน
<span style='color:red'>เมืองไทย</span> เริ่มจนสุดท้าย
๑.ผู้จัดการร้าน VDO ให้เช่า ตั้งแต่เรียน ม.รามปี ๑ จนเรียนจบ เงินเดือน พันแปดดีใจสุดๆ ทำไปเรื่อยๆ จนได้หมื่นสอง เหมือนสวรรค์บันดาลตอนขอจบการศึกษา ลูกค้าชอบว่าเราขยัน และพูดจาไพเราะ แถมความจำดีมาก เบอร์สมาชิกเลขหลักหมื่น เรารู้ได้เลยว่าใครเบอร์อะไร ลูกค้างง รู้ได้ไงเนี่ย เดินเข้ามาเช่าวิดีโอ ไม่ต้องบอกเบอร์เลยจำได้ทุกคน แถมรู้ด้วยว่า เขาดูเรื่องนี้แล้วหรือยัง เจ้าตัวเขาบอกว่ายังๆ เราบอกดูแล้ว งงครับท่าน พอเปิดต้นเรื่องให้ดู เขาร้องอ๋อ ดูแล้ว รู้ได้ไงฟ๊ะ ฮาๆๆ เขาเลยแนะนำให้ไปเป็นเลขาฯ ของบริษัทจัดออกแบบตกแต่งสวน
พอเรียนจบปุํบ ขอลาออกจากงาน เพราะมีที่หวังใหม่ เงินเดือนงาม สตาร์ท 2,5000 บาท มีใครหรือจบใหม่ๆ จะไม่รีบคว้าไว้ เจ้าของบริษัทวิดีโอไม่พอใจ ว่าจบแล้วชิงไปหาที่ใหม่เหรอ อ้าวคนเราก็ต้องก้าวต่อไปนะคะท่านขา แต่ตอนออกเขาให้เงินพิเศษเรา สามหมื่น นึกว่าเขาจะโกรธเราซะอีก กลับขอบคุณที่ทำให้ร้านเค้าพัฒนามาได้ถึงเพียงนี้ กร๊ากกก
๒.เลขานุการกรรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดและออกแบบตกแต่งสวน อันดับหนึ่งของเมืองไทย เน้นๆ สิบกว่าปี
๓.ผู้ช่วยผู้อำนวยการการเลือกตั้ง เขตวังทองหลาง (กกต.)
๔.ผู้ช่วยผู้อำนวยการการเลือกตั้งเขตบึงกุ่ม (กกต.)
๕.ผู้ประสานงานเผยแพร่กฏหมายรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง (กกต.)
๖.ผู้ตรวจการประเมินภายนอกสถานศึกษา สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันก็ยังทำอยู่หากว่าได้กลับเมืองไทย

<span style='color:red'>เมืองนอก</span>
อาชีพหลัก ...เป็นชาวเกาะ
อาชีพเสริม ....
๑.ร่วมกับทีมงาน รับตรวจเอกสารงานวิจัยทางวิชาการ วิทยานิพนธ์ ปริญญานิพนธ์ สำหรับ นักศึกษาปริญญาโท (ทำทางอินเตอร์เนตได้)
๒. ขายน้ำพริก ฮาๆๆ หนุกหนานมากมาย เหนื่อยสุดๆ
<a href='http://www.freewebs.com/pimlapas/' target='_blank'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>หิวๆเชิญแวะ ร้านน้ำพริก มีบริการส่งความสุขให้ครอบครัวที่เืมืองไทยในทุกเทศกาล และรับฝากซื้อของส่งจากไทยไปทั่วโลก คลิ๊กเลยจ้า</span> </a><img src='http://i131.photobucket.com/albums/p301/pimmybraz/smjk.jpg' border='0' alt='user posted image' />
ภาพประจำตัวสมาชิก
pimlapas
แม่ไข่นกกระทา พ่อไข่จะละเม็ด
 
โพสต์: 3740
ลงทะเบียนเมื่อ: อาทิตย์ ม.ค. 15, 2006 1:46 pm

โพสต์โดย aorangelus » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:11 pm

ยอมรับเลยว่า ตอนมาอยู่ที่กรีซใหม่ๆ ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมไม่ได้เลย ก็เคยนึกอยากกลับเมืองไทย ไปทำงานที่ตัวเองถนัด แต่คิดๆไป เอาวะ ไหนๆก็มาแล้ว อีกอย่างก้ไม่ได้เป็นลูกจ้างใคร กิจการสามีเราเอง เป็นเด็กเสริฟ บาร์เทนเดอร์ แคชเชียร์ พนักงานทำความสะอาด บางทีก็เล่นโฟล์กซองให้ลูกค้าที่ร้านฟังอีก (เคยคิดว่า นี่กรูเป็นยอดมนุษย์หรือไง ทำมันทุกอย่าง แอบงอนลุงอ้วนก็มีนะ ว่า เมิงจะเอาไรกะกรูนั๊กกกก ทำมันทุกอย่าง จะบร้าแล้ว) มีบังคับให้ทำเว็ปไซด์ของที่ร้าน และ อพาร์ทเม้นให้เช่าของแม่ย่าด้วย เหอๆ ทำการฟฟิกก็พอได้อยู่ งูๆปลาๆ ทำเว็ปนี่ หืดขึ้นคอ ต้องมาหาอ่านเอาในเน็ตและหนังสือ งมๆไป (ตกลงป้าต้องเป็นอีเย็น ทาสในเรือนเบี้ยกลับชาติมาเกิดเป็นแน่แท้) รันทดจิตชีวิตนี้ แต่ก็สนุกดี เพราะที่ร้านส่วนมากก็จะเป็นลูกค้าประจำมากันทุกปี จนเหมือนญาติกันไปแล้ว อยู่ไปหลายปีเข้า อ้าวก็อยู่ได้นี่หว่า หนุกหนานกว่าที่คิด มันค่อยๆปรับตัวได้ไปเองค่ะ ป้าไม่ชอบเครียด ถามว่านึกเสียดายงานเก่าที่เคยทำไหม เสียดายมากอยู่ แต่ก็เบื่อที่จะทำงานกับคนหมู่มากแล้ว ปัญหาเรื่องงานไม่เท่าไร เรื่องคนนี่ปัญหาแก้ไม่จบ

ตอนป้าอยู่เมืองไทย สมัยละอ่อนก็ทำโปรดักชั่นเอ็มวี ต่างๆ เอาเป็นว่าค่ายมวย เอ๊ย ค่ายเพลงแถวๆลาดพร้าวก้แล้วกันนะ ต่อมาก็มาทำโปรดักชั่นภาพยนตร์ที่เดียวกันนี่แหละ

แล้วก็มาทำครีเอต่อย(ทีฟ)รายการทีวีออกอากาศตอนดึกสงัด เพราะค่าเวลามันถูก ออกอากาศทางช่อง 9 รายการพระจันทร์เต้น โฆษณาขายซีดีหนัง ดีวีดีหนัง ของเอพีเอส อินเตอร์มิวสิคเขาล่ะ

แล้วก็มาทำผู้จัดการฝ่ายการตลาด โรบินสัน สาขาศรีราชา

สุดท้ายก่อนจะมากรีซ ไปช่วยพี่ชายเพื่อน ทำบริษัทโฆษณาที่ภูเก็ต ก่อนเกิด สึนาโม๊ะ เอ๊ย สึนามิ 1 ปี
aorangelus
 

โพสต์โดย ainsworth » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:24 pm

ต้องอดทนนะคะ เดี๋ยวก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ท้อค่ะ ยังดีน้าที่ไม่ได้อยู่ประเทศที่ใช้ภาษาอื่นนอกเหนือจากอังกฤษ เดี๋ยวอีกหน่อยชินสำเนียงคนที่โน่น ก็จะดีขึ้นค่ะ

พี่เองมาอยู่อังกฤษ ตอนแรกๆ ก็ทำงานโรงแรมใกล้บ้านที่อยู่
แต่ในระหว่างนั้นก็ หาเรียนขับรถ ควบคู่ไปกับลงเรียนด้านสายการบินที่วิทยาลัยที่นั่น
พอจบปุ๊บก็ได้งานที่แอร์พอร์ทเลย ทำมาจนบัดนี้
ตอนนี้ก็คิดว่าพออยู่ได้ ขี้เกียจขวนขวายให้สูงมากขึ้นไปกว่านี้แล้ว
พอมีลูกแล้วเกิดอาการขี้เกียจค่ะ ฮี่ๆ อยากใช้ชีวิตแบบไม่เครียดอีกต่อไป ถ้าจะเรียนอีก ก็คงเรียนเอาวุฒิเก็บไว้ในแฟ้มประวัติเฉยๆ
เพิ่งเรียนจบ NVQ 2 อีกใบกับที่ทำงานมาเมื่อ 3 เดือนก่อน ตอนนี้เหนื่อยกับการเรียนมากๆ (แก่แล้วก็งี้อ่ะนะคะ)

เรื่องการได้ใบขับขี่ กับเรียนด้านสายอาชีพ สำคัญมากๆ สำหรับคนต่างถิ่นอย่างเราๆ มันทำให้เราเลือกงานได้หลากหลายอาชีพมากขึ้น

การเรียนด้านสายอาชีพมันจะเร็วกว่าการเลือกเรียนปริญญา เรียนเป็นคอร์สๆไปจบเร็วกว่า
และถ้าอยากเรียนปริญญาขั้นสูงขึ้นไปก็ค่อยมาเรียนคู่ไปกับตอนที่เรามีงานดีๆทำ
(บอกไว้เฉยๆ เผื่อไว้คิดนะคะ หุหุ)

อย่าท้อนะคะ สู้สู้ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
<br><br><img src='http://i57.photobucket.com/albums/g239/sthelens/Icons/mixfruits.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br>
ภาพประจำตัวสมาชิก
ainsworth
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1243
ลงทะเบียนเมื่อ: เสาร์ มี.ค. 25, 2006 11:54 pm

โพสต์โดย Layla » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:27 pm

อ่านของแต่ละคนแล้วก็ได้ปลง ชีวิตที่เมืองนอก ทำให้เราเป็นอะไรที่เราไม่เคยเป็น ทำอะไรที่เราไม่เคยทำ ชีวิตหนอชีวิต คิดแล้วก็ปลงอีกรอบก่อนเขียน

แต้วเองก็เคยสบายมาก่อน งานคือชีวิตเหมือนกัน เพราะตื่นมาไปโรงงาน ดึกดื่นถึงกลับบ้าน อะไรก็ไม่ต้องทำ มีคนทำให้หมด อาหารมีมาเสริฟถึงปาก หน้าที่หลัก นั่งๆนอนๆในห้องแอร์ จับปากกา เซ็น เซ็น เซ็น แล้วก็คุย คุย คุย คุยมันเข้าไป มีแค่นี้จริงๆหน้าที่หลัก หน้าที่ลองก็คือจ้องคอมพิวเตอร์ แต่ทำตัวเหมือนเจ้าแม่ เพราะทำอะไรไม่เคยมีใครกล้าห้าม อยากได้อะไร หรือทำอะไรต้องได้ ณ บัดนาว

เมืองไทย
1. QC. Supervisor
2. QC. Manager
3. QA. Manager
4. Lab. Manager
5. รับจ๊อบพิเศษเป็น Food Auditor

เมืองนอก
1. Lab supervisor
แต่ทำอยู่ได้ไม่ถึงเดือน เพราะมันให้เราไปขี่เชื้อ เชอะ กระจอก ให้เด็กๆ
ไปทำเถอะจ๊ะ ฉันระดับไหนนี่ รู้ซะมั่ง (เอ่อ คือตอนนั้นสำคัญตัวผิด นึกว่าอยู่เมืองไทย งานดีๆ เงินดีๆ ก็เลยพลาดหลุดมือไป เพราะยังหลงระเริงกับอำนาจเก่าอยู่) ลาออกค่ะ ลาออก...
2. แม่ค้าอิสระ ขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แต่เจ๊งงงงงงงงงงงงค่ะเจ๊งงงง เลยเลิกกิจการไป
3. แม่ค้าตำน้ำพริกอิสระ ก๊ากกกกกก (เหมือนเท่ห์เนอะ) และก็อีกตำแหน่ง อีแก่เลี้ยงลูกเฝ้าบ้าน ........

ตอนนี้ ความรู้ ประสบการณ์และการศึกษา ก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วค่ะ ตัวใครตัวมัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Layla
แม่ไข่ดาว พ่อไข่เจียว
 
โพสต์: 505
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.พ. 16, 2009 4:09 pm

โพสต์โดย Thaiintermarket » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:39 pm

555 ชื่อเล่นก็เหมือนกัน ประสบการณ์การทำงานก็คล้ายๆกันอีก ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ คุณแต้ว layla
แต้วเองก็ประสบการณ์ทำงานก็
- QA Supervisor
- Plant Senoir Supervisor
- Plant Asst. Manager
แต่เป็นโรงงานอิเล็กโทรนิคส์กับชิ้นส่วนรถยนตร์ค่ะ

ปัจจุบัน ณ เบลเยี่ยม
- พนักงาน packing line โรงงานบรรจุมะกอก
เพิ่งเป็นพนักงานชั่้วคราวได้ 1 เดือนเองค่ะ

ตอนนี้กำลังหาทางขยับขยายค่ะ เอาใจช่วยเพื่อนๆคนไทยทุกคนที่กำลังหางาน และกำลังทำงานนะคะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thaiintermarket
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 80
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร พ.ค. 12, 2009 12:20 pm

โพสต์โดย naddyswiss » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:42 pm

ตัวโหน่งเองนะ เริ่มทำงานตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ งานแรกรับจ้างปิ้งหมู กะเสียบหมูปิ้งขาย ตอนนั้นคนที่เค้าขายอยู่ก่อนเนี่ย เค้าให้เราไปยืนปิ้ง ยืนขายด้วย รู้สึกได้วันละ สี่สิบบาทค่ะ กะเด็กอายุสิบกว่าขวบ เยอะนะ เพราะเค้าก้อเลี้ยงอาหารข้าวปลาอาหารเราดี แต่ตอนหลังเจ๊คนนี้เค้าให้แม่เปียแชร์เป็นชื่อแม่ ทีนี้เค้าก้อหนีไปพร้อมหนี้แชร์ให้คุณหญิงแม่เดี๊ยน ทีนี้ยายเหน่งก้อเลยเทคโอเวอร์ จนเป็นหมูปิ้งยายเหน่งนั่นแหละค่ะ

ขายหมูปิ้งหลายปีค่ะ แต่ไม่เคยทิ้งการเรียนนะคะ เพราะพ่อเล็งเห็นความสำคัญมากๆ เรียนหนังสือ พร้อมช่วยแม่ขายหมูปิ้งจนจบม. หก

จากนั้นแม่ก้อป่วยเลยหยุดขาย ตอนนั้นเรียนมหาลัยปีหนึ่ง ได้งานที่ๆสอง ช่วยงานร้านอาหารตามสั่ง เค้าให้วันละร้อย ทำตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ทำได้ไม่นาน อยากอยู่ที่เย็นๆ เริ่มใฝ่สูงไปหาทำที่ห้าง ก้อไปได้ร้านไอศกรีมบัสกิน ร๊อบบืนส์ค่ะ ทำพาร์ทไทม์ปิดเทอมและหลังเลิกเรียนได้ ชั่วโมง ละ 23 บาทค่ะ

ทำบาสกินได้สักปีกว่าๆก้อลาออก มาเพราะไปทำงานร้านเพรซเซิล ป้าแอนค่ะ เพราะเค้าให้มากกว่าสองบาท ไปสมัครเค้าก้อรับ ทำได้จนใกล้จะจบปีสี่มหาลัย ต้องไปฝึกงานครึ่งเทอม ก้อเลยลาออกมา ฝึกงานจนจบ รอจบการศึกษา เพื่อนพ่อเค้าเดินมาปลุกบอกไปช่วยทำงานหน่อย แถวสุขุมวิท ยี่สิบสาม ก้อเลยได้ทำงานที่ร้านขายของเล่นคนรวย พวกเครื่องบินบังคับ รถบังคับวิทยุ (ปัจจุบันเจ๊งแล้ว) ได้เงินเดือนที่นั่นก้อเดือนละ หกพันบาท ก้อดีใจอยู่เพราะว่าดีกว่านอนไปวันๆ

พอร้านของเล่นเริ่มเจ๊ง ก้อเลยไปสมัครงานที่อื่น ทำที่ร้านของเล่นหลายปี แต่งานหลักๆเลย คือ แชทกะผู้ชายเสียมากกว่า อิอิ แต่ที่ร้านของเล่นก้อทำให้โหน่งมีโอกาสดีๆ ได้เจอลูกค้าดีๆที่เค้าเอ็นดูเรา คือเป็นคนที่ผู้สูงอายุมักจะเมตตา ไม่รู้ทำไม ทั้งๆที่ก้อปากหะมาแบบเนี๊ยะ แต่ลูกค้าดีๆนี่เป็นผู้หญิงนะคะ ไม่ใช่ผู้ชาย ทุกวันนี้ก้อคิดถึงเค้า กลับไปก้อไปหาเค้าเมื่อมีโอกาส เพราะไม่เคยลืมในความเมตตาของเค้าเลย เค้าทำงานในตำแหน่ง เอฟ บี ไอสาวของรัฐบาลสหรัฐ อุ๊ยจะหาว่าเราโม้ไหมเนี่ย รู้จักคนมีหน้ามีตาทางสังคม อิอิ

พอร้านของเล่นเจ๊ง ก้อไปไหว้วัดแขกสีลมขอให้ลูกมีงานดีๆเข้ามาทีเถอะค่ะ สรุปได้งานจริงๆเลย ตรงสาธร "สงัด ทราเวลเอเย่นต์ ออนไลน์" คือเค้าเป็นแบบแฟมิลี่มากอ่ะ เจ้าของอ่ะเค้าก้อเมตตาเรานะ แต่แบบเวลาทำงานห้ามคุยกัน แบบนั่งได้สงัดมากๆ ทำงานได้สองอาทิตย์ นังโหน่งเผ่นเลยน่ะค่ะ คือจะลงแดงตายไม่ได้พูดกะคน โหน่งหนีไปแบบไม่มีวันหวนกลับไปอีก ที่ทำงานหรือ ป้าช้าวัดดอนก้อไม่รู้ สงัดมากอ่ะ แถมน้องเขยอาเฮียก้อไม่รู้เป็นห่านไร คือเค้าจบมหาลัยไรจำไม่ได้แระ ทีนี้อีนังโหน่งเนี่ยเจือกพูดอังกฤษปร๋อ คือตอนโหน่งทำงานที่สุขุมวิทโหน่งเจอลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติเยอะมาก โหน่งเลยได้ฝึกตรงนี้ เพราะโหน่งก้อจบเอกอังกฤษมาด้วย แต่ไวยากรณ์โหน่งไม่แน่นหรอก แต่พูดอ่ะโหน่งกระแดะได้ไง ทีนี้อาเฮียก้อชมเราเลยรับเราเข้าทำงาน แต่คุณน้องเขยอาเฮียเนี่ยเค้าไม่รู้หมั่นไส้อะไร คือ เข้าใจ "คำว่าเด็กราชภัฏ" ไหมคะ ใครๆก้อมองก่อนแระ เด็กจบราชภัฎด้อยกว่าพระเกี้ยว หรือ ม. อันทรงเกียรติอื่นๆอ่ะ ทีนี้เวลาทำงานน้องชายอาเฮียเนี่ยอยู่ไอที แต่เจือกมากกกกกกกกกกกก เจือกมาตรวจทานภาษาเขียนของโหน่งเวลาเขียนไปหาลูกค้าที่ติดต่อจองห้องพัก แล้วโหน่งก้ออำมหิตอยู่แล้วด้วย มาจี้มากๆ โหน่งเลยถามไปว่า "พี่มาเขียนตอบเองไหมคะ ชักจะรำคาญแระ" พอวันรุ่งขึ้นก้อไม่ไปทำอีกเลย แค่ไม่ให้ตูคุยกันตูก้ออับเฉาชีวิตแระนะ เจือกมาควบคุมการใช้ภาษาตูอีก รับไม่ได้อย่างแรง

ไปวัดแขกสีลมใหม่ๆ ขออีก ขอให้หนูได้งานดีๆ ด้วยนะค๊า ทีนี้ก้อเสี่ยงเซียมซีด้วย ก้อเสี่ยงว่า จะได้เนื้อคู่เป็นพ่อหม้ายผิวขาว เราก้อคิดใครวะ เออไม่สนใจหรอก ทำมาหาแหลกก่อนดีกว่า จากนั้นไปสำภาษณ์งานแถวสุรวงศ์ เป็นบริษัททัวร์ของเยอรมัน เค้าเปิดแผนกใหม่ พร้อมเทรนงานให้เราพร้อมคนอื่นใหม่หมดเลย เป็นงาน Invoice Control เค้าย้ายแผนกนี้มาจากเยอรมัน มาทำที่ไทยแทน เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายทางเยอรมัน เป็นบริษัทในเครืองของ DER Tour ก้อเลยได้เริ่มงานที่นี่ พร้อมชาวบ้าน ได้มีเจ้านายที่ใจดีที่สุดในโลก บอสคนนี้โหน่งรักแกมากๆ เป็นคนอิตาลีที่ไปทำงานในเยอรมันตั้งแต่หนุ่มๆ เค้าใจดีมากๆ ทีนี้ได้เป็นตัวของตัวเอง คือจะคุย หรือ ทำไรเจ้านายก้อปล่อย เพราะเค้าเห็นเราทำงานออกมาให้เค้าได้จริงๆ แล้วเราก้อชอบแซว แกล้งบอสบ้าง ให้เค้าคลายเครียด ก้อเลยเป็นพนักงานคนโปรด ฮิๆๆๆ ซึ่งเพื่อนๆหลายคนก้อแอบหมั่นไส้ เหอๆๆ

ทำที่นั่นได้สองปี ทีนี้คนจากใบเซียมซีก้อโผล่มาเลยค่ะ ใครล่ะก๊า "พี่อันเล็ก" นั่นแหละฮ่ะ ลาออกมาเจ้านายยังเสียใจเลย แต่กลับไทยเมื่อไหร่ก้อไปเยี่ยมเค้าทุกทีค่ะ

งานตอนนี้ก้อ เลี้ยงลูก ทำงานบ้านทุกอย่างก้อหนักเหมือนกันนะคะ วันดีคืนดีโหน่งยืนถูพื้นไป หวลคิดว่า ถ้ากรูรู้ว่าจะได้มาทำงานถูพื้นแบบนี้ ตูเรียนจบอนุบาลก้อพอ เสียดายเงินจริงๆเลย อิอิ

ร่ายซะยาวเลย เพื่อนๆคนอ่านกันตาลายเลยกระมังคะ
naddyswiss
 

โพสต์โดย pamie » จันทร์ ก.ค. 05, 2010 7:57 pm

มาเห็นด้วยกับพี่โจ๋ย ต้องคิดว่าเราโชคดีแล้วที่มาอยู่ประเทศที่เขาให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ก็อย่าท้อ อย่าขี้เกียจเรียน (เหมือนปอม อิ อิ) เราเป็นคนต่างบ้าน ต่างเมือง ไม่มีประสบการณ์การทำงานในบ้านเขามา แถมภาษาถึงจะพูดดี แต่จะให้คล่องเหมือนเจ้าของภาษาเขา ก็เป็นไปไม่ได้ ทางที่ดีก็ควรเรียนด้านสายอาชีพ แล้วทำเป็น volunteer ไปด้วย จะมีสิทธิหางานได้มากกว่าคะ
ส่วนตัวปอมแล้วขี้เกียจเรียน ปนภาระทางบ้านที่อ้างไว้เลยไม่ได้เรียนอะไรกะเขาสักที
ก็ทำงานเลยคะตั้งแต่ได้วีซ่าที่เขาให้ทำงานก็คือหลังแต่งงานได้อาทิตย์หนึ่งคะ
เริ่มแรกเป็น
cash administration Tesco express
ปัจจุบัน เป็น Team leader ของเทสโก้เอกซ์เพรส คะ
Interpreter (thai)กับ city council แบบ เขาหาใครทำไม่ได้ถึงเรียกเรา ฮิ ฮิ

ที่เทสโก้ งานหนัก เหนื่อยมาก ต้องแข่งขันกับตัวเอง และ ลูกน้อง ในการบริหารงานให้ออกมาราบรื่นในรอบที่เราดูแลอยู่ (ส่วนใหญ่จะเหนือยกะคนมากกว่า)
แต่ก็ชอบ ทีไม่ชอบก็คงทำงานเป็นรอบ เช้าก็ ตีห้าครึ่ง โห!!!!กลับบ้าน สามโมงเย็น รู้สึกจะตาย มันเหนื่อยแบบโหว่งๆ เหมือนคนพักผ่อนไม่พอ แต่ก็สู้ๆคะ ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน

สมัยก่อน เริ่มจากที่ไหนดีหละ เพราะทำงานตั้งแต่อายุยี่สิบ เอออ.. ในไทยก็มี waitress ที่ regent a four season hotel, ปทุมวันปริ้นเซส แล้วก็ไต่เต้าเป็น รีเซฟชั่น

เป็นล่ามให้กับบริษัทขาย เครื่องมือทางการแพทย์ จากบริษัท สิงคโปร์ (พาทไทม์)

ไปทำงานที่สิงคโปร์เป็น stewardess อยู่บนเรือสำราญ อยู่ สามปีกว่า กลับมาก็ทำงานโรงแรมอยู่หนึ่งปี จนสุดท้าย เป็น Tour Representative อยู่ world travel service จนได้เจอคุณสามีแล้วก็มาอยู่อังกฤษนี่คะ
แต่ปอมจะชินกะการทำงานแบบ ใช้กำลัง มากกว่า นั่งโต๊ะ คือต้องใช้แรงงาน ฮ่าๆๆๆ เพราะตัวเองเป็นคนไฮเปอร์ ตอนทำงานเป็น Tour Rep. ชอบมากเพราะพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน มากกว่าทำงานโรงแรมซะอีก แต่ต้องนั่งโต๊ะทั้งวัน เบื่อมากเลย ช่วงนั้นเป็นโรคปวดหลังเรื่อรังเลย
อิ อิ ก็คนมันทึกงะ ต้องทำงานแบบทึกๆ ถึงแข็งแรงก๊าบบบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
pamie
แม่ไข่ยัดไส้ พ่อไข่ลูกเขย
 
โพสต์: 797
ลงทะเบียนเมื่อ: จันทร์ ก.ย. 14, 2009 9:16 pm

โพสต์โดย PHAN » อังคาร ก.ค. 06, 2010 3:42 am

เข้ามาท้อ ด้วยคน ตอนนี้ท้อมากถึงมากที่สุด

ขอเล่า ตั้งแต่เริ่มทำงานเลยแล้วกัน (คิดถึงสังคมกรุงเทพฯ)

ขอเล่าย่อ ๆ เป็นลำดับ เพราะจริงๆ ก็ทำงานในสถาบันหรือบริษัทไม่ค่อยเยอะ

<span style='color:red'>ช่วงอายุ 17-20 (โดยประมาณ)</span>
ประสบการณ์ทำงาน 10 กว่าปีที่แล้วเคยทำงานรัฐวิสาหกิจการเงิน แห่งนึง (ลูกจ้างชั่วคราว) พี่ชายฝากไห้ทำงานและเรียน ค่าแรงถูกแสนถูก เงินออกทุกวันศุกร์ พอจบ (ปวส) เข้าต่อในมหาลัย ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้น เริ่ิมนึกในใจ ทำงานตรงนี้ จบออกมา ถึงเข้าหน่วยงานนี้ได้เป็นลูกจ้างประจำทำยังไงก็ไม่พอแข่งขันกับ เด็กจบใหม่ จาก ต่างประเทศ หรือจุฬาฯ มาวิทยาลัยรัฐดัง ๆ แน่นอนและที่สำคัญเหนื่อยกับงานระบบ บ้านเช่าข้าวซื้อ และที่สำคัญเงินไม่พอสำหรับต่อมหาลัย สิ้นเดือนมาเงินหมด เหนื่อยกับหนังสือเวียนต่าง ๆ เหนื่อยแล้วกับงานระบบ ฯลฯ
ได้เวลลาติดปีกออกไปล่าฝันแล้ว......

<span style='color:red'>ช่วงอายุ 20-22 (โดยประมาณ)</span>
ทำอยู่นานพอสมควร ตัดสินใจออกหางาน ตอนนั้นบ้านพักอยู่ฝั่งธนฯ ต้องนั่งเรือข้ามฝาก กลับบ้าน ตรงท่าน้ำสี่พระยา ก่อนจะกลับบ้านก็นั่งดูเรือดูน้ำ ตรงแถวริเวอร์วิตี้ พอรู้จักพี่ ทำงานในนั้นอยู่บ้าง พี่ก็เลยฝากงานไห้ เงินเดือนก็ได้เกือบหมื่นบาท แต่ค่าคอมมิชั่นดีมาก บางเดือนก้ได้เยอะ ถ้าลูกค้าซื้อของหนัก ๆ อย่างไม่ได้ก็อยู่ที่ 1-2 หมื่นบาท สมัยนั้นเยอะ 10 ปีที่แล้ว แต่สมัยนี้ไม่ได้แล้ว เพราะของปลอมเกลื่อนตลาด คนทีใจรักงานด้านนี้เริ่ม หดหาย รุ้นใหม่เข้ามา ก็พ่อค้าหัวใส วงการของเ่ก่าตอนนี้เงียบมาก (เริ่มเจอแฟนก็ช่วงนี้) น้ำขึ้นไห้รีบตัก......

<span style='color:red'>ช่วงอายุ 21-24 (โดยประมาณ)</span>
เก็บเงินได้สักพัก อยากทำธุระกิจของตัวเองบ้าง ก็เอาเิิงินทีสะสมมา มาเช่าร้านทีมาบุญครองชั้น 3 ฝั้งโรงแรม ยังทำงานที่ริเวอร์ซิตี้อยู่ ไห้คนรู้จักมาช่วยดู ตอนเย็นร้านที่รเิวอร์ปิดก็เข้ามาบุญครอง (ตอนนั้นชื้อทามสแควร์ หรือเปล่าไม่แน่ใจ) เช่าได้อยู่ 2 เดือน (ด้านในสุด ห้อง กว้าง 2x2.5 เมตร 20,000 บาท แพงมากถึงมากที่สุด) พอดีฝั้งด้านหน้าสุดมีพี่คนนึงปล่อยห้อง คือติดหนี้โครงการ ไม่จ่ายค่าเช่า ห้องว่าง แกบอกขอพี่ 8 หมื่นไห้พี่เอาเงินไปเครียกับโครงการเพื่อขนสินค้าในร้านออก แล้วแกจะโอนกรรมสิทธิ์ไห้เรา ปานก็ได้ห้องมา ห้อง (2 x 2.5 เมตร ค่าเช่า 40,000 บาท จะเป็นลม) ตอนนั้นยังไม่รู้เรื้องทำธุระกิจ ก็ขาย ของบ้า ๆ บอ ๆ ไป เสื้อยืด 199 ใน 30 วัน ขายได้กำไร อยู่ 10 วัน อยู่ตัว 20 วัน (รวมค่าเช่ากับค่าพนักงานแล้ว) รวม ๆแล้วอยู่ัตัว ถามว่าอยู่ได้ไง อาชีพหลักเล่นแชร์ อาชีพรอง ขายเสื้อผ้า แล่นแชร์กระจายมาก รายวัน (เปียร์ 2 หมื่น) รายอาิทิตย์ (5หมื่น) รายเดือน (แสนกว่าบาท) ช่วงนี้เงิน(หนี้)สะพัดมาก วันนึงขายได้ก็เอามาส่งแชร์ เงินหมุนผ่อนรถยนต์ ผ่อน คอนโด ทำอยู่สักพัก ตอนนั้นทางบริษัทที่รับเหมาพื้นที่จากทางห้างหมดสัญญา บริษัทใหม่เข้ามาประมูลพื้นที่ได้และแตกแต่งภายในไห้ดูสวยหรูทัสมัย ห้องปานได้ห้องที่ำทำเลดีกว่าเดิม พวกร้านขายมือถือ มาป่วนราคาร้านกัน แบบถึงไหนก็เอา ข้่าง ๆ ร้านเริ่มปล่อยกันที ละหน่อย มีคนมาถามปานว่า อยากปล่อยร้านไหม เขาไห้ 900,000 ปานบอกไม่เอาจะเอา 1,000,000 (อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อิ อิ) ห้องกว้าง 2.5 x 2 เมตร ซื้อขายกันหนักมากบ้ามาก ไม่รู้พวกขายมือถือเอาเงินมาจากไหน (แบล๊กหลังบางส่วนก็คนจีน แผ่นดินใหญ่) สักพักพื้นที่เริ่มไม่ค่อยแรงแล้วราคาก็ค่อยๆ ตกลงมา ตอนแรกกะจะเองเงินล้านสักหน่อย สุดท้ายปล่อยได้ 800,000 บาท ลากันทีชีวิต แม่ค้ามาบุญครอง....

<span style='color:red'>ช่วงอายุ 24-26 (โดยประมาณ)</span>
พอได้ทุนมา 8 แสนก็แบ่งครึ่งมาทำร้านที่สวนลุมไนฯ จองไป 2 ห้อง รุ่นแรก ๆ จองพร้อมโครงการเลย (ตอนทำร้านนี้ไม่ได้ทำงานที่ ริเวอร์ซิตี้แล้ว เพราะเศรฐกิจ เริ่มแย่ๆ กันเกือบทั้งหมด ค่าคอมลด ไม่มีเลย)
พอมีความรู้แหล่งซื้อเรื่องของเก่าอยู่บ้างก็มาเปิดร้านเอง ขายได้เหมือนเดิม ได้เฉพาะค่าเช่ากับค่าพนักงาน เพราะที่นีั้มีแต่ <span style='color:red'>ทัวร์ตะเกียบ</span> ลง (ทัวร์ใต้หวันหรือจีน) ของเราขายค่อนข้าวมีราคา สรุป ทำอยู่ได้ 2 ปีก็ขายร้าน ไห้คนจีนอีก ในราคาเท่าทุน แต่ที่นี้ไม่มีเล่นแชร์ ด้วย บวกลบคูณหารแล้วไม่น่าจะรุ้ง ภาระบ้านรถยนต์ก็มี ค้าขายแค่ พอค่่าใช้จ่ายในบ้านและครอบครัวก็พอทนได้แต่ดู ๆ แล้ว ลองหาประสพการ์อย่างอื่นทำดีกว่า พอกันทีชีวิตแม่ค้า....

<span style='color:red'>จุดเปลี่ยนและหักเหของปาน </span>
พอออกมาจากสวนลุมฯ ก็มาช่วยแฟนทำ งานที่บริษัทเครี้ืองประดับ ศึกษางาน เรียนรู้งาน จนกว่าจะแน่ในว่าตัวเองไปทำได้หรือถนัดในด้านไหน ในตำแหน่งใด สรุป ก็ได้ตำแหน่งทำรายการสินค้ารายละเอียดสินค้า วัดไซส์วัดขนาด ตรวจรูปลงรูป สินค้า พร้อมขาย รับผิดชอบพนักงานบ้าง ดูแลเรื่องเอกสารบริษัทบ้าง ติดต่อสื่อสาร งานทั่วไปบ้าง ก็พอมี เกีตริย์ มีคุณค่าในตัวเองบ้าง ภูมิใจกับตัวเองบ้าง เพราะอย่างน้อยก็ไม่ได้มานั่ง เป็นหุ้นโชว์ในออฟฟิค ่ตอนเช้าตื่นนอนทำผมแต่งตัวสวยออกไปทำงานแบบทันสมัยเหมือนสาวทำงานในเมืองใหญ่ ๆ เลิกงานก็ออกไปชิวๆ กับเพื่อน (เหมือนหนัง Sex and the City อะไรประมาณนั้น 5 5 5 5) หรือเพื่อนของแฟน เสาร์อาทิตย์ ก็เที่ยวตามห้าง หรือ เมืองท่องเที่ยวต่างๆ ชีวิตแฟนและครอบครัวก็ทั่ว ๆ ไป ไม่มีอะไรมาก ที่ต้องย้ายเพราะปัญหาการเมืองและการชุมนุมต่าง ๆ พร้อมทั้งเศรฐกิจโลกด้วย เลยตัดสินใจกันง่ายขึ้น บาหลีค่าแรงถูก แต่ค่าครองชีพ และตัวเลือก ที่นี้แพงกว่าน้อยกว่า (สำหรับต่างชาติ)

ย้ายมาอยู่บาหลี ชีวิต มีติดมีขัดบ้าง ไม่เป็นไร ชีวิตแก้ไขได้ ปรกติ ไม่เครียด จริงๆ ทำงานที่นี้ เข้าปีที่ 3 ปีนี้ ก็เกิดปัญหาใหญ่ เกิดขึ้นจัง ๆ ต่อหน้า แถบล้มทั้งยืน แทบใกล้บ้า ปัจจุบันก็ใกล้บ้า แต่ก็พยายาม ถอนหายใจยาว ๆ(ปัญหา่ของปานเล่าไปแล้ว เหนาะ) สังคมที่บาหลี หัวทองมาก่อนหัวดำต้องตามหลัง คือเลือกปฏิบัติ เอเชียอย่างนึง ฝรั่งอย่างนึง อยู่นี้เงินคือพระเจ้า ตำแหน่งไม่เกียว ใครมีเยอะกว่าคนนั้นเหนือกว่า ต้องเป็นผู้นำหรือหัวหน้า <span style='color:red'>เข้าสำนวนไทยที่ว่า มีเงินเรียกน้องมีทองเรียกพี่</span> จุดเกือบจะพลิกของชีวิต จริงๆ แล้วปานไม่อยากจะมาเลย แต่ขวางไม่ได้เพราะคิดว่า เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าครอบครัว และอีกอย่างลองหาประสบการณ์ในชีวิต จะเป็นไรไป มาอยุ่นี้ไหม่ ๆ หน้าตาบูดมาก อารมณ์ ไม่ดี จากเคยแต่งตัวทำผม แต่งหน้าออกจากบ้าน เสื้อผ้ารองเท้ากระเป๋าต้องเข้าเซ็ต อยู่นี้ ทาแป้งทาลิป จบ ไม่แต่งตัวไม่ถือกระเป๋าแฟชั่น ยกเว้นเป้สะพายใส่ของผ้าดิบ ทั่วไป รองเท้าแตะ ไม่มีแฟชั่น เสื้อผ้าธรรมดาทั่วไป ใสของเก่าในตู้ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว พยายามเก็บของเก่ามาใส่ไห้หมด จนตอนนี้เริ่มหมดไปครึ่งนึงแล้ว ชีวิตหน้ามือเป็นหลังมือ จากต้องไปติดต่อ ผู้คนบ้าง (เมืองไทย) ตอนนี้ก็ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน จบ ! ! ! แค่นั้น ไม่มีส่วนความคิดเห็น เพราะพูดภาษาบาหลีไม่ได้ ถึงพูดได้ก็ติดต่อเรื่องงานเอกสารเรื้องกฏหมายไม่ได้ สรุป ก็เป็นได้แค่ทำงานกินเงินเดือนไปก่อน รอเวลาเหมาะสม ที่จะหาธุระกิจอย่างอื่นทำ ตอนนี้ก็รอไห้อะไรนิ่งก่อน ขยับตัวได้ไม่มาก ปีนี้ทั้งปีทำอะไรก็ติดขัดทำอะัไรก็มีแต่เรื้องราว ไม่ดี ปีนี้สำหรับปานและครอบครัวเป็นปีที่แย่มากถึงมากที่สุด คนที่เคยจะขึ้นถึงเกือบสูงสุด ของเส้นกราฟ ชีวิต ตอนนี้ต้องเริ่มต้นใหม่ที่ 0 อีกครั้ง ไม่รู้ว่า ปีหน้าจะขยับไปที่ 1 หรือเปล่า

แต่อย่างน้อยปานก็ดี ที่มีครอบครัวที่เข้าใจกันและกัน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐแล้ว ชีวิตยังอีกใกล ในอนาคต ข้างหน้าไม่มีใครรู้

ปีนี้มีใครเป็นเหมือนเรา่บ้าง ทำอะไรติดขัดตลอด ทั้งปี นี้ก็กลางปีแล้ว ยังมีเรื้องตลอด ยังไม่เว้นวรรคอะไรเลย เหนื่อย เหมือนกันแก้ปัญหาและทำงานแล้วไม่เห็นผล <span style='color:red'>ท้อนะแต่ไม่ถอย</span>
<img src='http://i.imgur.com/DNncB.jpg' border='0' alt='user posted image' /><br><br><a href='http://olddreamz.com/bookshelf/properties/propcon2.html' target='_blank'>พูดดี ทำดี คิดดี</a><br><br><a href='http://www.consumerthai.org/main/index.php' target='_blank'><span style='font-size:10pt;line-height:100%'>มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค</span></a><br><br><a href='http://dodee2011.blogspot.com/' target='_blank'>เคล็ดลับในครัว</a>
ภาพประจำตัวสมาชิก
PHAN
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1485
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. พ.ค. 07, 2009 6:54 am

โพสต์โดย natkanasuta » อังคาร ก.ค. 06, 2010 5:09 am

เห็นด้วยกับพี่พิมค่ะ พูดเรื่องงานแล้วมันเศร้า แน๊ตรู้สึกว่ายิ่งอยู่ประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ (อยู่ญี่ปุ่นค่ะ) แล้วมันยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่ เพราะภาษาแน๊ตก็ไม่ได้ค่ะ ประวัติการงานของแน๊ตก็มีดังนี้ค่ะ

ประเทศไทย

ช่วงปิดเทอมตอนสมัยมัธยม เวลากลับบ้านแม่ที่ต่างจังหวัดก็พับถุงปุ๋ยค่ะ ใบละสิบสตางค์ สมัยนั้นก็เป็นแค่ค่าขนมเฉยๆ ค่ะ ได้ตังค์มาก็ไม่ได้เก็บอะไรหรอก เอาไปซื้อขนมกินหมด

ออสเตรเลียอายุ 18 จนถึง 22

ทำหลายที่ค่ะ เป็นงานพิเศษ ตอนกลางวันเป็น Market Research Interviewer ค่ะ ทำกับสองบริษัท บริษัทแรกนี่เริ่มวิจัยตั้งแต่หกโมงเช้าเลยค่ะ เพราะต้องไปสัมภาษณ์ผู้โดยสารที่สนามบินที่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปอีก ต้องตื่นตีสี่แล้วไปต่อรถเมล์อีกสองต่อค่ะ ถึงจะไปทัน ยิ่งหน้าหนาวนี่การตื่นแต่เช้าเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก ดีเลิกงานไม่เกินสิบโมง แล้วก็ไปนอนเอาแรงต่อ อันนี้ค่าแรงดีมากค่ะ จ่ายค่าเดินทางให้ด้วย

บริษัทที่สองก็ทำวันที่ไม่ได้เข้าบริษัทแรกค่ะ อันนี้ดีที่อยู่ใกล้หน่อย ค่าแรงต่ำกว่านิดหน่อยแต่งานสบายค่ะ สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายทางโทรศัพท์เฉยๆ เพื่อนร่วมงานก็ดี จนวันนี้ยังติดต่อกันอยู่เลยค่ะ มีคนหนึ่งมาช่วยงานแต่งเราปีที่แล้วด้วย

นอกจากนี้ ช่วงเย็นถึงดึกก็ทำงานยอดฮิตของนักเรียนไทยในต่างแดน เป็นสาวเสริฟในร้านอาหารไทยค่ะ ทำอยู่สองร้าน

แล้วมีรับจ๊อบแปลประปรายค่ะ ไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทย

สมัยนั้นเรียกว่าแน๊ตเรียนเป็นงานอดิเรก ทำงานเป็นหลัก (เป็นตัวอย่างที่ไม่ค่อยดีสำหรับนักเรียนนะคะ) ส่วนใหญ่แน๊ตจะเลือกลงวิชาที่เป็นเลขค่ะ เพราะจะได้ไม่ต้องท่องจำมากนักไม่เหมือนวิชาที่เป็นทฤษฎีมากจะต้องท่องจำเยอะ ซึ่งแน๊ตไม่ค่อยมีเวลา พวกทฤษฎีนี่จะลงเฉพาะวิชาที่เป็นวิชาบังคับเท่านั้นค่ะ เลยเรียนผ่านมาได้ ช่วงที่แน๊ตอยู่เป็นช่วงที่เหมาะสมกับการเก็บเงินอย่างมากค่ะเพราะว่าปีแรกถึงปีที่สามที่แน๊ตอยู่ที่นั่นค่าเงินออสเตรเลียต่ำค่ะ สองปีแรกก็จะประมาณหนึ่งเหรียญ 21-23 บาทค่ะ ปีที่สามนี่ก็หนึ่งเหรียญประมาณ 23-25 บาท ถ้าจำไม่ผิดนะคะ แต่ปีสุดท้ายนี่เงินออสซี่แข็งมากค่ะ ประกอบกับช่วงนั้นค่าเงินไทยตกเพราะหวัดนกระบาดด้วย พรวดไปหนึ่งเหรียญ 30 บาทเลยค่ะ พอปีสุดท้ายที่กลับแลกเงินออสเป็นเงินไทยเลยพลอยได้รับประโยชน์จากตรงนี้ไปด้วย


ประเทศไทย

กลับไทย สามปีแรกกว่าๆ ก็ทำอยู่ที่ธนาคารแห่งหนึ่งค่ะ ทำวิจัยทางด้านเศรษฐกิจต่างประเทศ ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรหวือหวามากค่ะ

แล้วก็ลาออกมาทำวิจัยอีกเช่นเคย แต่เป็นในสายการเงินในองค์กรด้านการเงินแห่งหนึ่งค่ะ พอผ่านไปปีกว่าองค์กรนี้มีการปรับโครงสร้างองค์กรค่ะ เลยถูกย้ายไปเป็น senior analyst ทางด้านต่างประเทศ ซึ่งก็ดีมากค่ะเพราะชอบคุย ชอบใช้ภาษาอังกฤษค่ะ อีกอย่างทำวิจัยมานานก็รู้สึกค่อนข้างอิ่มตัว คือ เบื่อนั่นเอง ฝ่ายนี้ก็เพื่อนร่วมงานดีมากค่ะ หัวหน้าก็ใจดีมากเช่นกัน แต่ทำอยู่ฝ่ายนี้ได้ไม่นานนักก็แต่งงานค่ะ

อยู่เมืองไทยก็รับจ๊อบแปลภาษาเหมือนกันค่ะ แต่ทำได้อยู่สามปีเพราะเหนื่อยกับงานประจำมากค่ะ ช่วงหลังๆ เริ่มไม่ไหว แล้วก่อนจะออกจากธนาคารก็เอาเงินเก็บจากออสเตรเลียกับเงินที่ได้จากการทำงานที่ไทยนิดหน่อยไปลงทุนซื้อคอนโดไว้หนึ่งห้องค่ะ เลยมีรายได้จากการปล่อยเช่าคอนโดให้ชาวต่างชาติจนถึงทุกวันนี้ค่ะ

อินเดีย

พอแต่งงานเสร็จ สองอาทิตย์ต่อมาก็ย้ายมาอยู่อินเดียกับแฟนค่ะ เพราะตอนนั้นแฟนทำงานที่สถานกงสุลญี่ปุ่นในเมืองหนึ่งที่อินเดียค่ะ ก็ต้องช่วยงานเขา เพราะว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจ่ายเงินเดือนสำหรับภรรยาเป็นรายเดือนด้วยค่ะ จะอยู่เฉยๆ ก็กลัวโดนประณามเพราะแน๊ตเป็นชาวต่างชาติ มากินเงินเดือนภาษีจากชาวญี่ปุ่นแล้วไม่ทำอะไรเลยก็กลัวกระทบหน้าที่การงานของแฟนน่ะค่ะ แล้วแฟนแน๊ตก็งานหนักมากด้วยค่ะ แน๊ตก็ช่วยทำงานเขาอยู่ที่บ้านค่ะ เหมือนเป็นเลขาส่วนตัว เช่น ตอบอีเมล์ ร่างสปีชภาษาอังกฤษ ช่วยทำงานด้านกราฟฟิค ออกแบบต่างๆ ออกความคิดในการจัดงาน เพราะแฟนแน๊ตทำด้านโปรโมตวัฒนธรรมญี่ปุ่นในอินเดียค่ะ นอกจากนี้ ก็ช่วยจัดงาน ช่วยต้อนรับแขกในงานต่างๆ ที่สถานกงสุลญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพค่ะ โชคดีมากที่แน๊ตกับนายแฟนและภรรยานายแฟนมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน เนื่องจากแน๊ตอายุใกล้เคียงกับลูกๆ นายแฟนค่ะ เขาเลยเอ็นดูเหมือนลูกเขา แล้วก็เรื่องภาษาอังกฤษค่ะ เพราะบางทีเวลานายแฟนจัดงานที่บ้านเขาเองก็จะบอกแฟนให้เอาแน๊ตไปช่วยเขาต้อนรับแขกด้วย

อยู่อินเดียได้ 11 เดือนกว่าค่ะ เป็นช่วงที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตเลยค่ะ ในแง่ทำงานก็ทำเหมือนเป็นฟรีแลนซ์ ไม่ต้องตื่นเช้าทุกวัน แต่รับเงินเดือนประจำ แล้วสามีก็ยังกลับบ้านไม่ดึกมาก บางวันกลับมาเร็วก็ไปออกงานสังคมด้วยกันต่อ เรียกว่าได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากพอสมควร

ญี่ปุ่น

มาอยู่ได้หนึ่งเดือนครึ่งกว่าๆ แล้วค่ะ ปัจจุบันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษแบบ Substitute Teacher ค่ะ รายละเอียดความเป็นมาของงานนี้ เคยพิมพ์ไว้ที่กระทู้ มีใครอยู่เมืองนอกแล้วทำงานบ้างคะ กระทู้ที่ 2 ค่ะ

ข้อดีของงานนี้ คือ งานครูสอนภาษาอังกฤษที่ญี่ปุ่นนี่ในแง่งานพิเศษถือว่าเป็นงานที่รายได้ดีที่สุดในบรรดางานพิเศษทั้งหลายค่ะ เราสอนแค่เสาร์อาทิตย์ก็จริง แต่ว่ารายได้จะเท่ากับคนที่ทำงานพิเศษอย่างอื่น เช่น เสริฟ 5 วันต่ออาทิตย์ วันละ 5 ชั่วโมงต่อวัน ค่ะ

ข้อเสีย คือ งานนี้ รายได้ไม่แน่นอนค่ะ เนื่องจากเป็นแค่ substitute เราทำมาได้สามอาทิตย์แล้ว แต่อาทิตย์หน้ายังไม่รู้จะมีงานหรือเปล่าเลย ไม่รู้อนาคตเลยค่ะ เป็นงานแนวฟรีแลนซ์มาก เงินที่ได้มาก็ใช้จ่ายเต็มที่ตามใจชอบไม่ได้ ต้องเก็บๆ ไว้เผื่อช่วงไม่มีงานด้วยค่ะ

อยากหางานทำเพิ่มวันธรรมดาค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเป็นโรคฟุ้งซ่านด้วยค่ะ นอกจากนี้ สามีก็กลับดึกมากๆๆ ค่ะ และก็อีกเหตุผลหนึ่ง คือ จะได้มีรายได้แบบประจำด้วยค่ะ แต่สำหรับเราก็ไม่ง่ายเพราะเราไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นค่ะ ที่นี่สำหรับงานประจำถ้าไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นระดับสูงก็หมดสิทธิค่ะ หรือไม่ก็ต้องได้ภาษาที่สาม เช่น จีน หรือเกาหลี บวกเข้าไปกับภาษาญี่ปุ่นและอังกฤษด้วย
ถ้าเป็นงานสอนก็ยากเหมือนกันค่ะ เพราะส่วนใหญ่จำกัดไว้สำหรับ native speaker งานพิเศษแนวๆ เสริฟ ส่วนใหญ่ที่เป็นต่างชาติก็คนจีนทำค่ะ เพราะเขาได้เปรียบด้านภาษา เนื่องจากตัวอักษรคล้ายกันค่ะ เรากรอกใบสมัครยังกรอกไม่เป็นเลยค่ะ

เศร้าค่ะ แต่ยังไม่ท้อนะคะ ยังมีกำลังใจดีอยู่แต่ก็ไม่รู้จะได้อีกนานแค่ไหนค่ะ เป็นกำลังใจให้กับคนอื่นๆ ที่กำลังหางานอยู่ด้วยเช่นกันค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
natkanasuta
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 251
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. เม.ย. 22, 2010 5:07 am

โพสต์โดย MCC » อังคาร ก.ค. 06, 2010 6:17 am

งานแรกในชีวิตเหรอคะ รับจ้างคุณพ่อถอนหงอกค่ะ ค่่าแรงเมื่อสามสิบปีก่อน 10 เส้น1บาทค่ะ(ถือรายได้ดีนะคะช่วงนั้นฮ่าๆๆ) ถอนทีนึงต้องยื่นแหนบกะผมหงอกที่ติดกะแหนบให้ท่านดูว่า "ผมหงอกจริงๆนะพ่อ ไม่ใช่ผมดำ เอิ้กๆ" ถ้าหากว่ามีเส้นไหนถอนมาแล้วขาวครึ่งดำครึ่งก็มีการโวยวายจากผู้ใช้บริการพอเป็นกระสัย อิๆๆ (กระสัยสะกดแบบนี้เปล่าคะ แหะๆ) ถอนทีนึงก็ได้ค่าแรงสิบกว่าบาท หยอดกระปุกลูกเดียวค่ะ นอกจากคุณพ่อแล้วก็ถอนให้น้าสาวบ้างคะ

งานทีี่สอง คือ ร้ับจ้างแม่ตรวจข้อสอบค่ะ แม่แนทเป็นครูสอนวิชาสุขศึกษาชั้นม.ต้นค่ะ ข้อสอบแม่ส่วนมากเป็นกากบาท ทับ ก ข ค หรือ ง (แต่ข้อสอบไม่ง่ายนะคะ เด็กที่ผ่านไม่เคยมีใครได้เกิน 90 จาก 100 คะแนนเลยค่ะ แค่ 80 นิด ๆเนี่ยก็หายากมาแล้ว เพราะข้อสอบจะเน้นความเข้าใจมากกว่าความจำค่ะ) ค่าแรงคุณแม่ให้ปึกละ 10 บาทค่ะ ปึกนึงประมาณ 40-45 คนค่ะ ชั้นนึงประมาณ 12 ห้อง ปีนึงก็ได้ค่าแรงสี่เทอม ไม่แน่ใจว่าทำงานนี้ตั้งแต่แนทอยู่ ป.5 หรือ ป.6 จนจบมอปลายเลยค่ะ เข้ามหาลัยก็ยังได้ตรวจอยู่

งานที่สามคือ สอนพิเศษค่ะ เริ่มงานนี้ตั้งแต่อยู่ปีหนึ่ง จนถึงปีสอง สอนอยู่สองปีเต็มๆ หลังเลิกเรียนสองถึงสามวัน เสาร์อาทิตย์เนี่ยวิ่งรอกไปที่บ้านเด็ก จำได้มีน้องคนนึงบ้านอยู่แถวๆวังสวนจิตรสอนเสร็จนั่งรถเมลล์ย้อนมาแถวเซนต์คาเบรียลแวะกินก๋วยเตี๋ยวเรือกะแคบหมูแล้วข้ามฝั่งนั่งรถเมลล์ต่อไปแถวๆประชานิเวศน์สอนอีกบ้าน ทำแบบนี้ทั้งเสาร์และอาทิตย์เลยค่ะ เก็บเงินได้เยอะมากเลยตอนนั้น (พอดีพ่อกะแม่ให้เงินเดือนด้วยค่ะ...)

จบมหาลัยมาเริ่มงานแรกฝ่ายบริหารการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ ทำได้สามเดือนย้ายไปทำด้านหลักทรัพย์ที่ทิสโก้แต่เป็นแผนกเอกสารการค้าจากต่างประเทศ ทำได้สี่เดือนไม่เข้าตากรรมการค่ะ

งานต่อมาคือ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยการตลาด บริษัทปูนซิเมนต์ไทย
งานต่อมา เซลล์สินค้า บริษัทในเครือปูนซิเมนต์ไทย
งานต่อมา นักการตลาด บริษัทในเครือปูนเช่นกัน

อยู่ปูนซิเมนต์มา 5 ปี ลาออกกลับไปเรียนต่อโทภาคพิเศษ ที่มหาลัยรามคำแหง
จบโทแต่งงาน ย้ายตามอดีตสามีมาอยู่อเมริกา

งานแรกที่นี่คือ ช่วยงานอดีตสามีที่ไซด์งาน (อดีตสามีทำด้าน lightning protection ค่ะ) แต่งานนี้ไม่ได้ค่าแรงค่ะ แต่ได้ค่ากับข้าว สำหรับกินอยู่สองคนและเที่ยวฟรี

งานต่อมาที่ทำควบคู่กับงานแรกคือ แม่ครัวหน้าเตาผัดไทย ย่างเนื้อสะเต๊ะและไก่สะเต๊ะ ที่ร้านไทย ถ้าว่างก็ล้างจานแล้วก็หั่นผักด้วยค่ะ งานนี้ทำจ๊อบสั้นๆช่วงตัวจริงกลับเมืองไทย

งานต่อมาทีทำควบคู่กะช่วยงานภาคสนามอดีตสามีคือ แพคทูโกอาทิตย์ละสามวันที่ร้านอาหารจีน ทำได้หกเดือนก็ได้งาน host ที่ร้าน olive garden ทำงานนี้ได้ 3 ปีค่ะ พร้อมกะเรียนหนังสือไปด้วยเทอมละวิชาสองวิชา
ภาพประจำตัวสมาชิก
MCC
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 70
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มี.ค. 21, 2006 3:54 am

โพสต์โดย MCC » อังคาร ก.ค. 06, 2010 6:23 am

หลังจากออกจาก olive garden ก็มาทำ part time cashier ที่ร้าน Panera ช่วงนี้มรสุมครอบครัวเข้า ต้องหยุดเรียนแล้วก็ต้องไปศาลบ้างไปพบทนายบ้าง

หลังจากแยกกันได้ปีนึง ทำสองงานควบคู่กัน คือ cashier ที่ Panera กะ host ที่ chili's

แยกกันได้ปีนึงกะแปดเดือน เรื่องหย่าจบ (โชคดีไม่ต้องเสียค่าทนายค่ะ เพราะรายได้ต่ำกว่าเกณ์) เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาตอนนี้ทำงาน 3 จ๊อบค่ะ cashier และ host ที่เดิมแล้วก็ที่ JC Penny ด้วยค่ะ อาทิตย์นึงทำประมาณ 45-55 ชั่วโมงค่ะ

ตอนอยู่เมืองไทยนั่งทำงานจนเมื่อยก้น ตอนนี้เหรอคะยืนทำงานจนเท้าแข็งเป็นไตๆหมดแย้ว....แต่ต้องอดทนค่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
MCC
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 70
ลงทะเบียนเมื่อ: อังคาร มี.ค. 21, 2006 3:54 am

โพสต์โดย Janeen » อังคาร ก.ค. 06, 2010 6:51 am

MCC เขียน: หลังจากออกจาก olive garden ก็มาทำ part time cashier ที่ร้าน Panera ช่วงนี้มรสุมครอบครัวเข้า ต้องหยุดเรียนแล้วก็ต้องไปศาลบ้างไปพบทนายบ้าง

หลังจากแยกกันได้ปีนึง ทำสองงานควบคู่กัน คือ cashier ที่ Panera กะ host ที่ chili's

แยกกันได้ปีนึงกะแปดเดือน เรื่องหย่าจบ (โชคดีไม่ต้องเสียค่าทนายค่ะ เพราะรายได้ต่ำกว่าเกณ์) เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมาตอนนี้ทำงาน 3 จ๊อบค่ะ cashier และ host ที่เดิมแล้วก็ที่ JC Penny ด้วยค่ะ อาทิตย์นึงทำประมาณ 45-55 ชั่วโมงค่ะ

ตอนอยู่เมืองไทยนั่งทำงานจนเมื่อยก้น ตอนนี้เหรอคะยืนทำงานจนเท้าแข็งเป็นไตๆหมดแย้ว....แต่ต้องอดทนค่ะ

พี่เป็นเหมือนหนูเลย ตอนอยู่เมืองไทยนั่งจนเมื่อยก้น ตอนนี้มาอยู่อเมริกา ยืนทำงานจนขาแข็ง จำได้อยู่เลยวันแรกๆที่ไปทำงานที่ร้านอาหาร โอ้ แม่เจ้ากลับบ้านมาเมื่อยขาไปหมดเลย ตอนนี้ยืนทำงานวันละสี่ห้าชั่วโมงก็เฉยแล้ว ชินแล้วเนอะ

ตอนอยู่เมืองไทยเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเด็กอาชีวะ จากนั้นก็ลาออกไปเป็นคนสอนฝรั่งทำงานอาหารไทยอยู่ที่ถนนท่าแพ เชียงใหม่ งานดี๊ดี ได้กินของฟรีทุกวัน ได้เจอนักเรียนฝรั่งมากหน้าหลายตาจากหลายๆประเทศด้วย แต่ชะรอยดวงจะได้มีความสุขไม่นาน เถียงกับเจ้านายค่ะ ด้วยความถือดีเลยลาออกซะเลย เพื่อนรักก็ดีใจหาย เห็นเราลาออก มันลาออกด้วยทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมันเลย แล้วก็โชคชะตาก็พาให้ได้ไปเป็นสาวโรงงาน เอ๊ย สาวออฟฟิศบริษัทอเมริกันอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน งานก็เรื่อยๆ แต่งานสบาย ทำงานหมดไปวันๆ ชีวิตก็โสดๆ ตื่นเช้ามานั่งรถบัสบริษัทไปทำงาน ตอนเย็นกลับหอ กินข้าวแล้วนอน

พอมาอยู่ที่อเมริกา ตอนแรกมาเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อน (ออแพร์) เป็นอยู่สองปีมาปิ๊งรักกับอาเฮียขา ณ ซานดิเอโ้ก้ ผ่านไปแค่สองปีเผลอไปจดทะเบียนกันเมื่อไหร่ไม่รู้ เลยต้องจำใจออกมาเป็นแม่บ้านทำงานงกๆ บางทีก็คิดเหมือนพี่โหน่งเลย ฉานมาทำอะไรที่นี่ เลิกงานกลับมาจากร้านอาหารยังต้องมาทำความสะอาดบ้านตัวเองอีก แถมด้วยการล้างจานที่พ่อคุณกินไว้ตอนเช้า แล้วรีดผ้า จับคู่ถุงเท้าให้พ่อเจ้าประคุณทูนหัว งานเยอะก็จริง เหนื่อยกายแต่ไม่เคยเหนื่อยใจค่ะ ตื่นมาตอนเช้าทีไร เห็นหน้าเฮียแล้วมีความสุข เวลาจะกินข้าวก็มีเพื่อนกิน อิอิ
<span style='font-family:Courier'>Law Offices of Michael C. O'Young <br> apply for Green card/citizenship , changing visa status and accident cases<br> In California , USA <br> มีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการค่ะ<br> moyounglaw@gmail.com <br></span>
ภาพประจำตัวสมาชิก
Janeen
แม่ไข่หวาน พ่อไข่เค็ม
 
โพสต์: 1434
ลงทะเบียนเมื่อ: ศุกร์ ก.พ. 01, 2008 4:51 am
ที่อยู่: California

โพสต์โดย Thai-Sakhon » อังคาร ก.ค. 06, 2010 2:16 pm

อาชีพหลังจบการศึกษามาก็การบัญชี เพราะจบเอกบริหารการบัญชีมา ทำอยู่ บริษัท นำเข้าและส่งออก บริษัทเป็นของพี่สาวพ่อ ไม่ขอเอ่ยนามเป็น อิมพอร์ต เอ็กพอร์ต จากนั้นก็ทำมาหลายอาชีพ มาหยุดตัวสุดท้ายก่อนแต่งงาน อยู่ที่เปิดร้านอินเตอร์เนทคาเฟ่เป็นของตัวเอง ด้วยทุนพ่อ

ปัจจุบัน มีอาชีพเป็นแม่บ้านในบ้านตัวเอง และ อาชีพนอกบ้านคือ ครูผู้ช่วยที่โรงเรียนอนุบาล
มาอยู่เมืองนอก ก็เคยเหิมเกริมว่าฉันไม่ใช้ย่อย หุหุ แต่เอาเข้าจริงๆต้องไปเรียนวิชาชีพใหม่หมดเลย เพื่อให้ได้งานที่อยากทำจริงๆ อนาคตก็แพลนไว้ หลังจากมีประสบการณ์ในการทำงานครบ 5ปีแล้ว จะเรียนต่อในระดับสูงขึ้นอีก ในสาขาวิชาต่อเนื่องจากงานปัจุบัน

เอาใจช่วยนะคะ อยากทำงานดีๆในบ้านเค้า ถ้าไม่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง ก็ต้องสู้อนทนซักนิด
กตัญญูต่อ บุพการี มีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ และจริงใจ<br>
ภาพประจำตัวสมาชิก
Thai-Sakhon
แม่ไข่ตุ๋น พ่อไข่ต้ม
 
โพสต์: 194
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ ก.ย. 10, 2008 4:55 pm

ต่อไป

ย้อนกลับไปยัง คุยกันเจ๊าะแจ๊ะ

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน