ป้าติ๋ม เขียน:
โทษไปที่กรรม หมดที่พึ่งและไม่หวังพึ่งมนุษย์ตนไหนๆ
เดินไปที่ศาลพระภูมิหน้าสำนักงาน ยกมือไหว้ท่านแล้วบอกว่า
"ลูกมาถึงที่นี่ต้องการมาอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้ากันและได้เคย
ปวารณาตัวว่าหากได้ย้ายมาทำงานและอยู่เป็นครอบครัว
จะทำงานให้กับหน่วยงานอย่างเต็มความรู้ความสามรถและจะจงรักภักดี
องค์กรเพราะองค์กรเป็นหม้อข้าวใบใหญ่เลี้ยงเราทั้งครอบครัวให้มีกินมีอยู่
มีสวัสดิการที่ดีและเราไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด ยินดีเมื่อคนอื่นได้ดีไม่เคยคิดทำร้ายใคร
แต่มาเดี๋ยวนี้แทบยืนไม่ได้ เหมือนโดนแกล้งดัดให้เตี้ยเป็นตะโกแคระตะโกดัด
ขอพึ่งพระภูมิเจ้าที่ช่วยให้คนที่ทำกะเราแสนสาหัสนี้ได้รู้รสชาติความขมขื่น
และความอึดอัด คับข้องใจแค่ครึ่งหนึ่งที่เรามี "
อยากอโหสิกรรมแต่ใจยังไม่ยอม
หากใครได้อ่านแล้วอาจนึกคลางแคลงใจว่าไม่น่าเป็นไปได้.....
ก็เข้ามาเขียนเล่าสู่ฟังด้วยนะคะ เพราะจะได้เล่าให้ฟังอีกสักเหตุการณ์เพื่อ
ตอกย้ำว่า แรงจิตอธิษฐานมีจริงหรือไม่ แต่ไม่ใช่ว่าจะมีกันได้ทุกคนนะคะ
เราต้องมีความดีและมีใจบริสุทธิ์ต่อคนอื่นด้วย แต่ตอนนั้นป้าติ๋มไม่ได้
ไหว้พระสวดมนต์จะทำเมื่อเวลาตื่นนอนและก่อนนอนเท่านั้น
แต่หากเข้าข้างตัวเองคือ เป็นคนที่คิดดี ใจบริสุทธิ์ ไม่คิดร้ายใครๆ
อันนี้ขอเป็นอุทธาหรณ์ให้คนเกรงกลัวบาป จากการกระทำให้ใครเขาคับแค้นใจ
จากการกระทำของตนไม่ว่าจะพูดก็ดีเขียนก็ดีให้สำเหนียกในกรรมของตนคือ
ให้มี<span style='color:red'><span style='font-size:14pt;line-height:100%'>โอตัปปะ</span></span>
ให้กลัวก่อนการก่อกรรมผูกเวร แล้วมานึกเสียใจว่า ไม่น่าเลยตรู ก็เมื่อเสวยกรรมบาปแล้ว
<span style='color:blue'>ป้าติ๋มขา หนูป้อม เคยคิดเหมือนป้าติ๋มเลยค่ะ
คิดว่าโดยพื้นเป็นคนที่คิดดี ใจบริสุทธิ์ ไม่คิดร้ายใครๆ
อดีต...เคยคิดเหมือนป้าติ๋มในเรื่องที่จะพึ่งพิง พระภูมิเจ้าที่เทวา ท่าน.....ช่วยให้บุคคลอื่นๆรับรู้การกระทำที่แท้จริง ความคิดของเขา
คนที่ทำกะเราแสนแย่ๆ ล้านๆคำพูดที่ใส่ความนี้ได้รับรู้รสชาติที่เขาทำกับเพื่อนร่วมงานคนคนนี้ และความอึดอัด คับข้องใจในเรื่องที่ ที่ ตัวเราเองไม่ได้ทำ แต่มันมีสีไข่ไก่ไปเปื้อนได้...ยังคลาดว่าเขายัง...ไม่เลิกพูด เลิกกระทำ...แต่ปัจจุบันทำใจได้แล้ว "
คิดว่าคงก่อกรรมผูกเวรกันมาแต่ชาติปางก่อน หนูก็เลยได้แต่สวดมนต์ ไม่ได้เดินไปอธิษฐานจิต กับท่านพระภูมิ ท่าน เพียงแต่ว่า ทุกๆวันพระจะเอาพวงมาลัยไปถวายให้ท่าน และขอให้ท่านคุ้มครองจากศัตรูภัยพาล</span>
และคิดอธิษฐานจิตอยู่ทุกเมื่อ..ว่า...ถ้าหมดเวรหมดกรรมแล้วขอได้ออกจากที่ทำงานนี้เสียที..ไม่มีคนจริงใจเลย คบยาก มีคนเทียมมิตร มิตรที่ไม่ควรคบหา** มากเกินไป
อยู่แล้วจิตตกมากๆ..พูดกันแต่เรื่องที่ไม่สมควรพูด..แค่คิดถึงก็มีอาการจิตตกขี้นมาได้..(เฮ้อ..กรรม)
มีคนบอกว่าที่นี่(ที่ทำงาน)คนดีอยู่ไม่ค่อยได้นาน ต้องขอลาออก ไป (ถ้าอยู่ได้ซัก 2 ปีก็เก่งแล้ว..)
เก็บมาจากทู้ตัวเอง
คนเทียมมิตร มิตรที่ไม่ควรคบหา**โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
มิตร ปฏิรูปคือ คนเทียมมิตร แหม เรื่องการคบมิตรนี่สำคัญมาก
ที่พระพุทธจ้าท่านกล่าวว่า
<span style='color:red'>อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑ ตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตมังฯ</span>
ก็หมายความว่าอย่าคบคนชั่วและบูชาแต่บุคคลที่ควรบูชา จัดว่าเป็นอุดม เป็นอันว่าดูสิว่ามิตรปฏิรูปท่านว่าอย่างไรนะ
คือคนที่เทียมมิตรมีอยู่ 4 จำพวก
1 คนปอกลอก ไอ้คนปอกลอกนี่ดีแต่ใช้เงินของเรา กินเอาแต่เสียไม่จ่ายนี่คนปอกลอกประเภทนี้ก็จำไว้ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ไม่ควรจะคบ
2 คนดีแต่พูด เวลาคนอื่นเขาทำก็ติโน่นตินี่ เวลาตัวเองทำระยำอัปรีย์ไม่พูดหรอก พูดแต่ชอบจะด่าเขา ไอ้ คนจะด่าคนเหตุผลมันง่ายๆ เหมือนกับคนชกมวยไอ้คนดูบอกไม่ศอกไม่เข่า ตาคนนั้นมันงงเต็มที นี่คนดีแต่พูดแต่ไม่ทำดีนี่อย่าคบ
3 คนหัวประจบสอพลอ คนชอบประจบนี่ ดีก็ตามชั่วก็ตามดีซะเรื่อยอันนี้ก็ไม่ควรคบ
4 คนชักชวนไปในทางฉิบหาย เห็นมั้ย ชักชวนไปในทางฉิบหายนี่ก็ไม่ควรคบ ท่านบอกไอ้คนประเภทนี้มันไม่ใช่มิตรแท้ มันเป็นศัตรู คือต้องถือว่าเป็นศัตรูที่ทำลายความสุข ถ้าฐานะของเราทรงตัวอยู่ไม่ช้าเราก็พังถ้าเราขืนคนประเภทนี้นะ
ทีนี้ดูบาลีของท่านของท่านต่อไป ท่านขยายความว่าลักษณะของคนที่ชอบปอกลอก มิตรปอกลอก ท่านบอกว่าลักษณะมาเป็นอย่างมาเป็นอย่างนี้
คน 4 เหล่านี้ท่านบอกให้ลักษณะว่า
ลักษณะของคนปอกลอก
คนปอกลอก มีลักษณะ 4 คือ
คน ดีแต่พูด ท่านบอกว่า มีลักษณะ 4 เหมือนกัน ลูกจำไว้ให้ดีนะ เพราะลุกจะต้องมีชีวิตต่อไป และบอกลูกหลานเหลนบอกกันต่อๆ ไปว่าคนประเภทนี้อย่าไปคบคนที่ไม่ควรคบ)


